Cloud Computing
เป็น เทคโนโลยีที่เชื่อมต่อระบบทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อบริการทรัพยากร
ให้กับผู้ใช้ โดยใช้เทคโนโลยี Virtualization เข้ามาจัดการทรัพยากร ท าให้ผู้ใช้สามารถ
ใช้ทรัพยากรตามต้องการโดยไม่ค านึงถึงว่า ทรัยากรเหล่านั้นมาจาก Computer หลาย
เครื่อง หรือมาจากเครื่องเดียวกัน และแต่ละเครื่องอาจจะตั้งอยู่ห่างไกลกัน
http://cloud.trueidc.co.th/?page_id=256 คือ การใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ทั้งระบบ ไอที, ฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์บนเครือข่าย อินเตอร์เน็ต และระบบสารสนเทศแบบเสมือนจริง Virtualization มาแบ่งปันความสามารถ ใน ระดับประมวลผลผ่านเครือข่าย อินเตอร์เน็ต โดยผู้ใช้ ไม่จ าเป็นต้องมี เครื่องคอมพิวเตอร์ ประสิทธิภาพสูง หรือติดตั้งซอฟต์แวร์ตลอดจนซอฟต์แวร์แอพพลิเคชั่นจ านวนมาก ๆ เพื่อการ ท างานที่ซับซ้อน แต่สามารถใช้บริการประมวลผล และแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ จากผู้ให้บริการ และ ช าระค่าบริการ ตามอัตราการใช้งานที่เกิดขึ้นจริง (Pay Per Use) (http://cloud.trueidc.co.th)ตัวอย่างผู้ให้บริการ Cloud Service
1. Amazon
Amazon EC2 (Amazon Elastic Compute Cloud)
เป็นบริการโฮสต์เซิร์ฟเวอร์ของ Amazon โดยเซิรฟ์เวอร์ที่ว่านี้ เป็น
เซิร์ฟเวอร์เสมือน (virtual machine / virtual server) โดยสามารถเลือก
OS และเลือก CPU, RAM, Harddisk ตามขนาดที่ต้องการ
2. Google
2. ในไทยเช่น บริษัท TRUE Internet Data Center
ให้บริการ Cloud Server คือการให้บริการ Virtual Server โดยสามารถ
เลือก CPU, RAM, Harddisk ตามขนาดที่ต้องการ
ตัวอย่างผู้ให้บริการ Cloud Service
3. Microsoft
Skydrive
เป็นบริการโฮสต์เซิร์ฟเวอร์ของ Microsoft
4. Dropbox
ให้บริการ Cloud Server คือการให้บริการ Virtual Server โดยสามารถ
เลือก CPU, RAM, Harddisk ตามขนาดที่ต้องการ
Cloud Computing
มีลักษณะที่จ าเป็นดังนี้
(Laudon, P212-213)
1. On-demand self-service : บริการความต้องการด้วยตนเอง
- คือผู้ใช้จะได้รับความสามารถต่างๆในการประมวลผล เช่น server time หรือเนื้อที่จัดเก็บข้อมูล ของ ตนเอง
2. Ubiquitous network access
- สามารถเข้าถึงทรัพยากร Cloud โดยใช้ระบบเครือข่าย ระบบ Internet หรือจาก โทรศัพท์มือถือได้
3. Location independent resource pooling
- ทรัพยากรคอมพิวเตอร์จะถูกใช้ร่วมกันจากหลายผู้ใช้ จากหลายแหล่งทรัพยากรเสมือน(Virtual Resources) ที่เปลี่ยนแปลงได้ตามความต้องการผู้ใช้งาน ผู้ใช้จะไม่ทราบว่าสถานที่ตั้งของทรัพยากร นั้นอยู่ที่ไหน 4. Rapid elasticity - ทรัพยากรคอมพิวเตอร์จะถูกจัดเตรียมให้อย่างรวดเร็ว สามารถเพิ่มและลดได้ทันทีตามความ ต้องการของผู้ใช้ที่เปลี่ยนไป 5. Measured service - ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับจ านวนหรือปริมาณทรัพยากรที่ได้ใช้จริง
Internet2 คืออะไร
Internet2 เป็นเครือข่าย Internet ใหม่ จัดตั้งโดย มหาวิทยาลัยกว่า 200
แห่งในสหรัฐอเมริกา ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง และได้รับ
ความร่วมมือจากบริษัทเอกชนชั้นน าในเมริกา มีวัตถุประสงค์ ที่จะ
พัฒนาเทคโนโลยีและการใช้งานเครือข่ายความเร็วสูง
Internet2 เป็นโครงการที่มองไปสู่อนาคต โดยเน้นการใช้ระบบ IP
เวอร์ชัน 6 หรือ IPv6 เพื่อรองรับการขยายการใช้งาน อย่างมหาศาล
http://www.cc.mahidol.ac.th/newsletter/Old/Vol9/content_3.htm (Laudon, P 289)IP Address:
IPv4
IPv4 (Internet protocol version 4)
- IPv4 Address มาจากเลขฐานสอง(มีเลข 1 กับเลข 0 เท่านั้น) จ านวน 32 บิต
- ตัวอย่าง IPv4 Address แปลงจากฐานสองเป็นฐานสิบ
11000000 10101000 00000001 00000001 = 192.168.1.1
- สามารถระบุเลขไอพีได้ตั้ง 0.0.0.0 ถึง 255.255.255.255
มีด้วยกัน 5 Classes ได้แก่ Class A, B, C, D,และ E
IP Address :
IPv6
IPv6 (Internet Protocol version 6) ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาการขาด
แคลน IP
- IPv6 Address เป็นตัวเลขฐาน 2 จ านวน 128 บิต
- เพื่อให้ดู Address ไม่ยาวเกินไป จึงแสดงเป็นเลขฐาน 16
- ตัวอย่าง IPv6 address เป็นเลขฐาน 16
3ffe:ffff:0100:f101:0210:a4ff:fee3:9566
2001:0db8:85a3:0000:0000:8a2e:0370:7334
http://sites.google.com/site/it514249102/x-1 http://www.nattapon.com/2011/07/09/what-is-ipv4-ipv6/Mark Weiser นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์แห่งศูนย์วิจัย Palo Alto ของบริษัท Xerox ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ให้ค านิยาม Ubiquitous Computing ว่าหมายถึง การบูรณาการ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์เข้ากับสภาพแวดล้อมต่างๆในชีวิตประจ าวัน เพื่อให้สามารถใช้คอมพิวเตอร์ ได้ทุกแห่งหน โดยค าว่า Ubiquitous (ยูบิควิตัส) มาจากรากศัพท์ภาษาละติน มีความหมายว่า “ มี อยู่ทุกหนทุกแห่ง” ทั้งนี้จากพัฒนาการของอุปกรณ์การติดต่อสื่อสารต่างๆในยุคเทคโนโลยี ข้อมูล ข่าวสารและการสื่อสาร อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ประมวลผล, โทรศัพท์เคลื่อนที่, กล้อง และอุปกรณ์ดิจิทัลอื่นๆ ส่งผลให้บุคคลและสิ่งต่างๆสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายเพื่อ ติดต่อสื่อสาร ได้ทุกสถานที่ ทุกเวลา
Ubiquitous Computing
ค าว่า ยูบิควิตัส (Ubiquitous อ่านว่า ยู-บิก-วิ-ตัส) มีรากศัพท์ มาจากภาษาลาติน ความหมายก็คือ "มีอยู่ทุกหน ทุกแห่ง" ยูบิควิตัสเทคโนโลยี (Ubiquitous Technology) เป็น แนวคิดของการเชื่อมโยงการใช้งานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รอบตัวเราเข้าสู่ระบบเครือข่าย ท าให้สามารถติดต่อสื่อสาร ควบคุม อุปกรณ์เหล่านั้นซึ่งมีชิป(Chip)คอมพิวเตอร์ฝังอยู่ ผ่าน ระบบเครือข่าย ท าให้สามารถใช้งานได้ในทุกที่ ทุกเวลา http://www.tkc.go.th/wiki/show/%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0 %B8%B1%E0%B8%AA+UbiquitousUbiquitous Computing
1. การเชื่อมต่อกับเครือข่าย (Network) คอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับเครือข่ายจะไม่ถูกเรียกว่า Ubiquitous เนื่องจาก ความหมายของสังคมเครือข่ายการสื่อสารทุกแห่งหนทุกแห่งหน จะเหมาะสมส าหรับผู้ใช้งานที่ เคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ต่างๆซึ่งต้องใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์เครือข่าย 2. ผู้ใช้จะไม่รู้สึกว่าก าลังใช้คอมพิวเตอร์อยู่ คอมพิวเตอร์จะต้องถูกใช้งานโดยที่ผู้ใช้มองไม่เห็น (Invisible) เสมือนเป็นเรื่องปกติ ทั่วๆไปในชีวิต ประจ าวันของเรา ซึ่งต่างจากปัจจุบันที่ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์จะรู้ตัวว่าก าลังใช้งาน คอมพิวเตอร์อยู่ ด้วยการเปิดสวิตช์, พิมพ์แป้นคีย์บอร์ด, ขยับเม้าส์ หรือ Log in เป็นต้น 3. การให้บริการจะเปลี่ยนแปลงตามบริบท (Context) คอมพิวเตอร์จะท างานให้บริการแต่ละบุคคลแตกต่างกันไปตามสถานการณ์ โดย ขึ้นอยู่กับ ที่อยู่ของผู้ใช้, คุณลักษณะเฉพาะตัว (ID) ของผู้ใช้และอุปกรณ์การใช้งานต่างๆ (Device), ปัจจัยทางกายภาพ (เวลา, อุณหภูมิ, ความสว่าง, สภาพอากาศ เป็นต้น)ทั้งนี้ Ubiquitous Computing ตามแนวคิดของ Weiser จะมีลักษณะเด่น 3 ประการ ได้แก่
Ubiquitous Computing
Information System in the Enterprise
(
ระบบสารสนเทศในองค์กร
)
ระบบสารสนเทศส าหรับฝ่ายขายและการตลาด
(Sales and Marketing Information Systems)
ระบบสารสนเทศส าหรับฝ่ายการผลิตสินค้า
(Manufacturing and Production Information Systems)
ระบบสารสนเทศส าหรับฝ่ายการเงินและการบัญชี
(Finance and Accounting Information Systems)
ระบบสารสนเทศส าหรับฝ่ายทรัพยากรมนุษย์
(Human Resource Information Systems)
ระบบฝ่ายขายและการตลาด
(Sales and Marketing Systems)
ฝ่ายการตลาด
(Marketing)
ก าหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ค้นหาความต้องการของลูกค้า ผลิต
สินค้าหรือบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า จัดการ
โฆษณาและจัดการกระตุ้นการขาย
ฝ่ายขาย
(Sales)
ติดต่อลูกค้า ขายบริการหรือสินค้า รับการสั่งซื ้อ ติดตามการขายจน
เสร็จสิ ้นกระบวนการ
Examples of Sales and Marketing Information
Systems
System Description Organization
Level
Order Processing
การประมวลผล การสั่งซื้อสินค้า
Enter, process, and track orders
ป้อนข้อมูล ประมวลผล และติดตามการ
สั่งซื้อสินค้า
Operational
Pricing analysis
การวิเคราะห์ราคาสินค้า
Determine prices for products and
services
ก าหนดราคาส าหรับสินค้า และบริการ
Management
Sales trend forecasting
การคาดคะเนแนวโน้มการขาย
Prepare 5-year sales forecasts
เตรียมการวางแผนการขายในช่วง 5 ปี
ระบบการผลิตสินค้า
(Manufacturing and Production Systems)
ฝ่ายการผลิตสินค้า ดูแลการผลิตสินค้าและบริการให้แก่องค์กร
1. วางแผน พัฒนา บ ารุงรักษาสิ่งอ านวยความสะดวก
2. ก าหนดเป้าหมายการผลิต
3. การพัฒนาทักษะ การเก็บรักษา และความพร้อมใช้งานของวัสดุ
หรือวัตถุดิบ ส าหรับการผลิต
4. การก าหนดตารางการท างานให้กับอุปกรณ์ สิ่งอ านวยความสะดวก
การจัดหาวัสดุหรือวัตถุดิบ และแรงงานเพื่อน ามาสร้างเป็นสินค้าที่
ต้องการ
Examples of Manufacturing and Production
Information Systems
System Description Organization Level
Machine control
การควบคุมเครื่องจักร
Control the action of machines and equipment ควบคุมการท างานของเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ
Operational
Production planning การวางแผนการผลิต
Decide when and how many products should be produced ตัดสินใจว่าจะผลิตสินค้าเมื่อไหร่ และเป็นจ านวน เท่าใด Management Facilities location การหาต าแหน่งที่ตั้งส่วน อ านวยความสะดวก
Decide where to locate new product facilities ตัดสินใจหาสถานที่ตั้ง สิ่งอ านวยความสะดวกใน การผลิตสินค้า
ระบบการเงินและการบัญชี
(Finance and Accounting Systems)
ฝ่ายการเงิน (Financial Function)
รับผิดชอบการบริหารจัดการทรัพย์สินส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเงินของ
องค์กร เช่น เงินสด หุ้น พันธบัตร ตราสารหนี้ และการลงทุนอื่นๆ
ฝ่ายการบัญชี (Accounting)
รับผิดชอบในการรักษา และจัดการรายการและหลักฐานเกี่ยวกับ
การเงินขององค์กร เช่น ใบเสร็จรับเงิน รายการช าระเงิน ค่าเสื่อม
ราคา และรายการช าระค่าตอบแทน ซึ่งแสดงการหมุนเวียนรายรับ
และรายจ่ายขององค์กร
Examples of Finance and Accounting Information Systems
System Description Organizati
on Level
Accounts receivable
บัญชีรายรับ
Tracks money owed the firm
ติดตามหนี้ขององค์กร
Operational
Budgeting
งบประมาณ
Prepares shot-term budgets
จัดเตรียมงบประมาณในระยะสั้น
Management
Profit planning
การวางแผนผลก าไร
Plan long-term profits
วางแผนการท าก าไรระยะยาว
ตัวอย่างโปรแกรมระบบงานบัญชี
(
โดยทั่วไป
)
1.
ระบบใบสั่ง และใบส่งสินค้า
(Order Processing System) : ลูกค้าสั่งซื ้อ
, บันทึกการขาย,ออกใบส่งสินค้า
2.
ระบบบัญชีสินค้าคงคลัง
( Inventory Control System ) :
ตัด Stock, เพิ่ม Stock3.
ระบบบัญชีลูกหนี้
( Account Receivable System)
: ช่วยจัดการควบคุมเกี่ยวกับหนี ้สินของ
ลูกหนี ้ เช่น รายงานยอดขายตามลูกหนี ้
4.
ระบบวิเคราะห์การขาย
( Sale Analysis System ) : สรุปยอดขาย
, ยอดขายเท่าไรและมีผลก าไรเท่าไร
5.
ระบบใบสั่งซื้อ
( Purchase Order System )
: บริษัทสั่งซื ้อสินค้า
, พิมพ์ใบสั่งซื ้อ6.
ระบบบัญชีเจ้าหนี้
( Account Payable System) : จัดการควบคุมเกี่ยวกับกระบวนการซื ้อ
สินค้า และการจัดสรรเงินเพื่อการจ่ายช าระหนี ้อย่างมีประสิทธิภาพ
7.
ระบบบัญชีแยกประเภททั่วไป
(General Ledger System) : พิมพ์บัญชีแยกประเภท
, งบต้นทุนการผลิต, บัญชีต้นทุนขาย, งบก าไรขาดทุน งบดุลได้ทั้งประจ างวดและประจ าปี
8.
ระบบบัญชีเงินเดือน
( Payroll System) : ค านวณรายได้ และภาษีของพนักงาน
ระบบทรัพยากรมนุษย์
(Human Resources Systems)
ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์
รับผิดชอบในการเลือกสรรบุคลากร จัดท าระเบียนข้อมูลบุคลากร
ดูแลการพัฒนาทักษะและความสามารถของบุคลากร การบริหาร
เงินเดือน และค่าตอบแทน การจัดการสวัสดิการต่างๆ และการ
ประเมินผลงานเป็นต้น
Examples of Human Resources Information Systems
System Description Organization Level
Training and development การฝึกอบรมและการพัฒนา
Tracks employee training, skill, and performance appraisals ติดตามการฝึกอบรม ทักษะ และประเมิน ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน Operational Compensation Analysis การวิเคราะห์ค่าตอบแทน
Monitors the range and distribution of employee wages, salaries, and benefits ตรวจสอบช่วงและการกระจายตัวของค่าจ้าง ของพนักงาน,เงินเดือน และผลประโยชน์
Management
Human resources planning การวางแผนทรัพยากรมนุษย์
Plan the long-term labor force needs of the organization
วางแผนการใช้แรงงานในระยะยาวเพื่อ ตอบสนองความต้องการขององค์กร
Overview of Enterprise Application
Customer Relationship Management (CRM)
Supply Chain Management (SCM)
Enterprise Resource Planning (ERP)
Knowledge Management System
การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า
Customer Relationship Management
(CRM)
หมายถึง กิจกรรมทุกชนิดที่องค์กรใช้กับลูกค้า
และผู้ที่คาดว่าจะเป็นลูกค้าใน
อนาคต กระบวนการนี้มีทั้งส่วนทีเป็นกิจกรรมทางธุรกิจ และส่วนที่เกี่ยวข้อง
กับเทคโนโลยีที่น าระบบสารสนเทศมาใช้ในการประสานกระบวนการทาง
ธุรกิจที่องค์กรน ามาใช้กับลูกค้า ทั้งในกระบวนการขาย การตลาด และการ
ให้บริการ นับตั้งแต่เริ่มรับค าสั่งซื ้อสินค้าไปจนกระทั่งน าสินค้าไปส่งให้กับ
ลูกค้า
ระบบ
CRM
เป็นระบบการบริหารที่ประสานกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับลูกค้า
ทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน และน าข้อมูลลูกค้าที่เก็บรวบรวมจากวิธีการต่างๆ เช่น
ทางโทรศัพท์
เข้ามารวมไว้ด้วยกัน เพื่อให้องค์กรสามารถติดต่อกับ
ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า
Customer Relationship Management
(CRM)
ระบบ
CRM
ที่ดีสามารถให้ข้อมูลและเครื่องมือ
(tools)
ในการ
วิเคราะห์ข้อมูลเช่น
การประเมินคุณค่าของลูกค้าแต่ละรายต่อองค์กร
การค้นหากลุ่มลูกค้าที่มีค่ามากที่สุดต่อองค์กร
การค้นหากลุ่มลูกค้าชั้นดีที่ท าก าไรให้แก่องค์กร
การค้นหาว่าลูกค้าชั้นดีต้องการซื ้อสินค้าชนิดใด
ประโยชน์ของระบบ
CRM
องค์กรสามารถน าข้อมูลเหล่านี ้ไปใช้ในการหาลูกค้าใหม่ได้เพิ่มเติม ท า
ให้เกิดรายได้
การให้บริการและการสนับสนุนที่ดียิ่งขึ้น
การปรับปรุงการให้บริการที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า
ใช้เป็นข้อมูลที่ส าคัญในการรักษาลูกค้าปัจจุบันไว้ได้
ตัวอย่าง
: Nanosoft CRM (
โปรแกรมบริหารลูกค้า
)
Nanosoft CRM (โปรแกรมบริหารลูกค้า) : เป็นโปรแกรมบริหารงานลูกค้าสัมพันธ์ โดยใช้
หลักการของ CRM หรือ Customer Relationship Management ซึ่งช่วยให้ ซึ่งช่วยให้
ประสิทธิภาพการขายเพิ่มขึ้น และ เพื่อเพิ่มคุณภาพการให้บริการให้สามารถครองใจลูกค้า มากขึ้น อีกทั้งสามารถน าไปขยายตลาดส าหรับลูกค้าใหม่ได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีส่วน ในการบริหารการท างานของพนักงานขาย การแบ่งระดับลูกค้า อะไรบ้างที่ลูกค้าชอบ/ไม่ ชอบ หรือ แม้แต่การวิเคราะห์สื่อที่ใช้ว่าได้ผลหรือไม่, มีคู่แข่งเป็นใคร , พนักงานขายเข้าไป พูดคุยอะไรกับลูกค้าบ้าง , ลูกค้าโทรเข้ามาสอบถามเรื่องสินค้าหรือบริการตัวไหนเป็น พิเศษ ฯลฯ พร้อมทั้งรายงานวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและวิเคราะห์การขาย นอกจากนี้ยังรองรับการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์แบบโชว์เบอร์เพื่อเก็บหมายเลขโทรศัพท์ และ สามารถเชื่อมโยงการสืบค้นข้อมูลประวัติลูกค้ากรณีที่มีการโทรศัพท์เข้ามา http://www.thaiware.com/main/info.php?id=4126
การบริหารห่วงโซ่อุปทาน
Supply Chain Management (SCM)
การบริหารห่วงโซ่อุปทาน
หมายถึงกระบวนการที่มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดในการซื้อ การผลิต และการขนส่งสินค้า ระบบงานจะต้องประสานการท างานระหว่างผู้สนับสนุน วัตถุดิบส าหรับการผลิต ผู้จัดจ าหน่าย และความต้องการในการส่งสินค้าของ ลูกค้าเข้าเป็นกระบวนการเดียวกัน เพื่อลดระยะการท างาน ลดความซ ้าซ้อน และ ลดค่าใช้จ่ายในการบริหารคลังเก็บสินค้า หรือ เป็นการจัดล าดับของกระบวนการทั้งหมดที่มีต่อการสร้างความพอใจให้กับ ลูกค้า โดยเริ่มต้นตั้งแต่กระบวนการจัดซื้อ (Procurement) การผลิต(Manufacturing) การจัดเก็บ (Storage) เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) การจัดจ าหน่วย (Distribution) และการขนส่ง (Transportation) ซึ่ง กระบวนการทั้งหมดนี้จะจัดระบบให้ประสานกันอย่างคล่องตัว
การน าระบบสารสนเทศมาใช้ในการบริหารห่วงโซ่อุปทาน
(SCM)
ตัดสินใจ ชนิด ปริมาณ และระยะเวลาในการผลิต การเก็บรักษา และการ
เคลื่อนย้ายสินค้า
สามารถจัดการรายการสั่งซื ้อสินค้าได้อย่างรวดเร็ว
ติดตามสถานะของรายการสั่งซื ้อสินค้า
ตรวจสอบความพร้อมของคลังสินค้า และตรวจสอบระดับปริมาณสินค้าในคลัง
ติดตามการน าส่งสินค้า
วางแผนการผลิตจากปริมาณความต้องการสินค้าที่แท้จริง
ตอบสนองการเปลี่ยนแปลงรูปแบบสินค้าได้อย่างรวดเร็ว
น าเสนอรายการข้อก าหนดของสินค้า
ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่ผลิตไม่ได้มาตรฐานและสินค้าที่ถูกส่งคืน
ระบบการวางแผนการใช้ทรัพยากรขององค์กร
Enterprise Resource Planning (ERP)
ERP นี้ความหมายทางทฤษฎีคือ เป็นการรวบรวมกระบวนการทางธุรกิจ (Business Process) ตลอดจนเชื่อมโยงโปรแกรมประยุกต์ (Applications) ต่างๆ ของแต่ละส่วนงานเข้าเป็นระดับ องค์กร (Enterprise) โดยมีข้อมูลที่จัดเก็บไว้เพียงแห่งเดียว (Single Database) เป้าหมายของ
ERP เพื่อรวบรวมแง่มุมทางธุรกิจต่างๆ เช่น งานวางแผน (Planning) งานผลิต (Production) งานขาย (Sale) งานทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource) และงานบัญชีการเงิน
(Accounting/Finance) เชื่อมโยงข้ามส่วนงานต่างๆ เพื่อให้การใช้ข้อมูลร่วมกันจากฐานข้อมูล เดียวกัน มีการแบ่งปันเครื่องมือในการสร้างรายงานแก่ระดับบริหารมีการใช้กระบวนการที่เป็น มาตรฐานร่วมกัน (Common Processes) และสนับสนุนการท างานกระบวนการทางธุรกิจของ องค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
Enterprise systems, also known as
enterprise resource planning (ERP)
systems
Enterprise systems integrate the key
business processes of an entire firm into a
single software system that enables
information to flow seamlessly throughout the
organizations. These systems focus primarily
on internal processes but may include
Database
ERP
Manufacturing and
Production
Financial and Accounting
Sales and Marketing
Human Resource
Enterprise Systems
สนับสนุนกระบวนการทางธุรกิจดังนี้
1.
กระบวนการผลิตสินค้า
(Manufacturing Processes)
การบริหารคลังสินค้า การซื ้อ การขนส่ง การวางแผนการผลิต การวางแผนความต้องการ วัสดุ และการบ ารุงรักษาโรงงานและอุปกรณ์
2.
กระบวนการฝ่ายการเงินและบัญชี
(Financial and Accounting Processes)
บัญชีรายรับ-รายจ่าย การบริหารและการคาดการณ์เงินสด บัญชีสินค้าและค่าใช้จ่าย บัญชี ใช้จ่ายส่วนกลาง บัญชีทรัพย์สิน บัญชีทั่วไปและรายงานทางด้านการเงิน
3.
กระบวนการขายและการตลาด
(Sales and Marketing Processes)
รายการสั่งซื ้อสินค้า การก าหนดราคาสินค้า การน าส่งสินค้า ใบเรียกช าระค่าสินค้า การ บริหารการขาย และการวางแผนการขาย
4.
กระบวนการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์
(Human Resource Processes)
การบริหารบุคลากร บัญชีเวลาการท างาน การจ่ายค่าตอบแทน การวางแผนและพัฒนา บุคลากร บัญชีรายการผลประโยชน์บุคลากร การติดตามผู้สมัครงาน และการรายงาน ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
ประโยชน์ของ Enterprise Systems
โครงสร้างองค์กร
วัฒนธรรมองค์กรที่เป็นไปในทางเดียวกัน เช่น ทุกคนในองค์กรใช้กระบวนการท างานและ ข้อมูลที่เหมือนกัน กระบวนการบริหาร
สามารถปรับปรุงข้อมูลส าหรับการบริหารและการตัดสินใจได้ เทคโนโลยีพื ้นฐาน
องค์กรมีระบบสารสนเทศที่ไม่ซ ้าซ้อนกัน ความสามารถทางธุรกิจ
การปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอ้างอิง