ที่ นฐ 0032.2/342.4 วันที่ 19 ธันวาคม 2562 เรื่อง ขออนุมัติใช้คู่มือการปฏิบัติงาน เรียน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสามพราน ด้วยศูนย์คุณภาพ โรงพยาบาลสามพรานได้รับมอบหมายให้ดำเนินการจัดทำคู่มือการปฏิบัติงาน เรื่อง แนวทางปฏิบัติในการใช้รถราชการโดยได้ดำเนินการจัดทำร่วมกับทุกกลุ่มงานเพื่อกำหนดแนว ทางการใช้รถราชการ นั้น บัดนี้ได้ดำเนินการจัดทำคู่มือแนวทางการป ฏิบัติงาน เรียบร้อยแล้วเพื่อให้เจ้าหน้าที่ โรงพยาบาลสามพราน ทุกกลุ่มงาน/งาน ดำเนินการคู่มือหรือแนวทางที่กำหนด จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และโปรดพิจารณาอนุญาตให้ใช้คู่มือหรือแนวทางดังกล่าว และขอ อนุญาตแจ้งเวียนทุกกลุ่ม/งานพร้อมเผยแพร่ทางเว็บไซต์หน่วยงานต่อไป (นางปภาพสวีร์ เจริญพัฒนาภัค) พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ หัวหน้างานผู้ป่วยหนัก [ / ] ทราบ [ / ] อนุญาต [ ] ไม่อนุญาต [ / ] อนุญาตเผยแพร่บนเว็บไซต์ [ / ] แจ้งเวียนเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องทราบ (นายทินกร ชื่นชม) นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ(ด้านเวชกรรม) รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลสามพราน
อการปฏิบัติงาน
(
Work Manual)
ของกองแผนงาน
เรื่อง
หล ักปฏิบ ัติในการใช้รถราชการ
คู่มือการปฏิบ ัติงาน
(
Work Manual)
ของกลุ่มงานบริหารท ั่วไป
โรงพยาบาลสามพราน
เรื่อง
แนวทางปฏิบ ัติในการใช้รถราชการ
จ ัดท าโดย
กลุ่มงานบริหารท ั่วไป
กลุ่มงานอ านวยการ
คู่มือการปฏิบ ัติงาน เรื่อง แนวทางปฏิบ ัติในการใช้รถราชการ ที่มา ในการปฏิบัติงานของบุคลากรหมวดยานพาหนะถือว่ามีความส าคัญในระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการดูแล รักษา การปฏิบัติหน ้าที่การเตรียมความพร ้อมของบุคลากรผู ้ปฏิบัติ ตลอดจนการเตรียมความพร ้อมของรถให ้ พร ้อมใช ้งานและปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่บุคลากรควรปฏิบัติจะต ้องค านึงถึง คือ ความปลอดภัยของผู ้ป่วยและผู ้โดยสารและการบริการที่มี คุณภาพจึงเป็นสิ่งจ าเป็นที่จะต ้องมีแนวทางในการปฏิบัติให ้เป็นรูปแบบและมีหลักการในการปฏิบัติให ้เป็นไป ในแนวทางเดียวกัน คู่มือแนวทางการปฏิบัติในการใช ้รถราชการหมวดยานพาหนะ กลุ่มงานบริหารทั่วไป โรงพยาบาลสาม พราน ได ้รวบรวมคุณสมบัติ การบ ารุงรักษา การให ้บริการ หน ้าที่ความรับผิดชอบ รวมไปถึงกฎระเบียบต่างๆที่ เกี่ยวข ้องกับการใช ้ยานพาหนะอันจะเป็นประโยชน์ต่อบุคลากรงานยานพาหนะทุกคนทั้งที่เข ้ามาปฏิบัติหน ้าที่ ใหม่และท าหน ้าที่อยู่แล ้วจะได ้มีความเข ้าใจมากยิ่งขึ้น โดยเน ้นถึงความปลอดภัย การตรงต่อเวลา และ ผู ้รับบริการพึงพอใจเป็นส าคัญ 1. ว ัตถุประสงค์ (Objectives) เพื่อควบคุมกระบวนงานยานพาหนะกลุ่มงานบริหารทั่วไป โรงพยาบาลสามพราน จังหวัดนครปฐม 2. ขอบเขต (Scope) - ให ้บริการงานยานพาหนะ รับส่งผู ้ป่วยรับการรักษาต่อ เบิกเลือด บุคลากรในการติดต่อราชการ ประชุม สัมมนา ทั้งในและนอกเวลาราชการ - ให ้บริการงานยานพาหนะ รับส่งวิทยากรทั้งในเขต จังหวัดนครปฐม/กทม./ปริมณฑล รวมทั้ง ต่างจังหวัด 3. ค าจ าก ัดความ (Definition) ยานพาหนะ หมายถึง รถยนต์ของกลุ่มงานบริหารทั่วไป โรงพยาบาลสามพราน ที่จัดให ้บริการแก่ผู ้ป่วย ผู ้อ านวยการและบุคลากร 4. ความร ับผิดชอบ (Reponsibilities) - ผู ้อ านวยการ - ทุกฝ่ายและกลุ่มงาน - บุคลากรทุกคน 5. ข ั้นตอนการปฏิบ ัติงาน (Procedure)กระบวนงาน ขั้นตอน ทุกกลุ่มงาน กลุ่มบริหาร ทั่วไป พนักงาน ขับรถ งานยาน ยนต์ งานพัสดุ การเงิน ยานพาหนะ 1. ผู้ขออนุญาตเขียนใบขอใช้รถยนต์ 2. เสนอ ผอ./หัวหน้ากลุ่มบริหารอนุมัติ -นอกเวลา หน.เวรERแต่ละงานอนุมัติ 3. หัวหน้ากลุ่มพิจารณาความพร้อมของ การใช้รถยนต์ (จำนวนคนขับ) - ถ้าพร้อมมอบพนักงานขับรถ/ หมายเลขทะเบียนรถ - ถ้าไม่พร้อม1.งานประชุม/อรม ประสานผู้ขอไปเอง2.ส่งผู้ป่วยเรียกเวร สำรอง/ขอจากรพ.เมตตา/รพ.นครชัยศรี/ รพ.พุทธมณฑล 4. แจ้งผลการขอใช้รถกับผู้ขอใช้อนุญาต 5. ดำเนินการเบิกจ่ายค่าผ่านทาง(ถ้ามี) 6. จัดทำรายงานการใช้รถยนต์ส่งงาน พัสดุ 7. ส่งข้อมูลการเบิกค่าผ่านทางและค่า น้ำมันให้กับผู้ขอเพื่อส่งการเงินเบิกจ่าย 8. เก็บรวบรวมสำเนาเอกสาร - รายงานค่าใช้น้ำมัน - รายงานค่าผ่านทางพิเศษ จุดเริ่มต ้น/สิ้นสุด ขั้นตอน/กิจกรรม จุดตัดสินใจ การเชื่อมต่อ ทิศทางการไหล
อำนาจลงนามอนุมัติ 5.2 การให้บริการ - พนักงานขับรถรับใบขออนุญาตใช้รถยนต์ ที่ได้รับการอนุมัติในการเดินทาง - เตรียมพร้อมให้บริการ - รับผู้ขอใช้รถและขับรถไปยังที่หมายตามที่ระบุในใบอนุญาตใช้รถยนต์ - นำรถกลับมาที่จอด - บันทึกการใช้รถยนต์ 5.3 การบำรุงรักษาและซ่อมแซม - พนักงานขับรถทำความสะอาดรถยนต์ตามกำหนด - นำรถยนต์เข้าตรวจสภาพเมื่อถึงระยะทางที่กำหนด โดยเขียนรายละเอียดการซ่อมบำรุง แจ้งให้ผู้มีอำนาจลงนามรับทราบ - พิจารณาและเปลี่ยนยางเมื่อรถวิ่งได้ในระยะทางที่กำหนดและตามสภาพความเป็นจริงของ ยางในขณะนั้น - จัดทำรายละเอียดการซ่อมบำรุง 6. เอกสารอ้างอิง (Reference Document) - ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรถราชการ พ.ศ. 2523 - ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรถราชการ (บทที่ 4) พ.ศ. 2538 - ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรถราชการ (บทที่ 6) พ.ศ. 2545 7. แบบฟอร์มที่ใช้ (Form) - ใบขออนุญาตใช้รถยนต์ - บันทึกการใช้รถ - รายงานการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ราชการ - ใบเบิกค่าธรรมเนียมผ่านทางพิเศษ - แบบฟอร์มรายงานการใช้พลังงานที่ต้องส่งให้งานการเงิน - ข้อมูลสำหรับการจัดทำดัชนีการใช้พลังงานที่ต้องส่งให้งานการเงิน
ชื่อเอกสาร ผู้รับผิดชอบ สถานที่จัดเก็บ ระยะเวลา วิธีการจัดเก็บ 1. บันทึกการใช้รถ หัวหน้างาน ยานพาหนะ งานยานพาหนะ อย่างน้อย 3 ปี เรียงตามวัน เดือนปี 2. รายละเอียดการ เบิกจ่ายค่าน้ำมัน เชื้อเพลิง หัวหน้างานพัสดุ ฝ่ายบริหารทั่วไป อย่างน้อย 3 ปี เรียงตามวัน เดือนปี ชื่อเอกสาร ผู้รับผิดชอบ สถานที่จัดเก็บ ระยะเวลา วิธีการจัดเก็บ 5. แบบฟอร์มรายงาน การใช้พลังงานที่ต้อง ส่งให้งานการเงิน หัวหน้างาน ยานพาหนะ ฝ่ายบริหารทั่วไป อย่างน้อย 3 ปี เรียงตามวัน เดือนปี 6. ข้อมูลสำหรับการ จัดทำดัชนีการใช้ พลังงานที่ต้องส่งให้ งานเงิน หัวหน้างาน ยานพาหนะ ฝ่ายบริหารทั่วไป อย่างน้อย 3 ปี เรียงตามวัน เดือนปี 7. รายละเอียดการ ซ่อมบำรุง หัวหน้างาน ยานพาหนะ ฝ่ายบริหารทั่วไป อย่างน้อย 3 ปี เรียงตามวัน เดือนปี
วิธีการตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่
ตามคู่มือหรือมาตรฐานการปฏิบัติงาน
1. ตรวจสอบจากใบขออนุญาตใช้รถเปรียบเทียบกับบันทึกการใช้รถแต่ละคัน
2.การตรวจสอบระยะทาง ตรวจสอบจากบันทึกการใช้รถ เปรียบเทียบกับระยะทาง
ตามเลขไมล์รถแต่ละคัน
3.การตรวจสอบการใช้น้ำมันรถ ตรวจสอบจากบันทึกการใช้รถเปรียบเทียบกับใบขอ
อนุญาตใช้รถและประเมินระยะทางจากระยะทางของทางหลวง
4.การติดตั้ง
GPS
ครอบคลุมรถทุกคันเพื่อควบคุม กำกับ การใช้รถ การเบิกจ่ายน้ำมัน
(อยู่ระหว่างดำเนินการ)
ขั้นตอนการตรวจสอบ
1. ก่อนการอนุมัติเติมน้ำมันทุกครั้ง หัวหน้างานยานยนต์ตรวจสอบระยะทาง กับ
บันทึกการใช้รถ เสนอผู้มีอำนาจอนุมัติ
2. การเบิกจ่ายเงินทุก 15 วัน พัสดุดำเนินการเบิกจ่ายไปที่งานการเงินเพื่อตรวจสอบ
หลักฐานเอกสารเบิกจ่ายอีกครั้ง
กลไกอย่างต่อเนื่อง
1.การตรวจสอบ โดยหน.งานยานยนตร์ งานพัสดุ งานการเงิน ตามขั้นตอนพร้อมลง
ลายมือผู้ตรวจสอบทุกครั้ง
คู่มือ
การส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ
เพื่อประกอบการวินิจฉัยและติดตามอาการของโรคโดยเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง
หน่วยงานที่ให้บริการ
1. ห้องเจาะเลือด (Phlebotomy room): เปิดให้บริการ ทุกวัน (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งอยู่ ที่อาคาร 2 ชั้น 2 หมายเลขโทรศัพท์ 2205 2. ศูนย์รับและเตรียมสิ่งส่งตรวจ: เปิดให้บริการทุกวัน (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งอยู่ที่ อาคาร 2 ชั้น 2 หมายเลขโทรศัพท์ 2205 3 งานโลหิตวิทยา (Hematology): เปิดให้บริการทุกวัน (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งอยู่ที่ อาคาร 2 ชั้น 2 หมายเลขโทรศัพท์ 2206 4. งานจุลทรรศนศาสตร์คลินิก (Microscopy): เปิดให้บริการทุกวัน (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งอยู่ที่อาคาร 2 ชั้น 2 หมายเลขโทรศัพท์ 2206 5. งานจุลชีววิทยา ( Microbiology): เปิดให้บริการทุกวัน (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งอยู่ที่ อาคาร 2 ชั้น 2 หมายเลขโทรศัพท์ 2206 6. งานเคมีคลินิก (Chemistry): เปิดให้บริการทุกวัน (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งอยู่ที่อาคาร 2 ชั้น 2 หมายเลขโทรศัพท์ 2207 7. งานภูมิคุ้มกันวิทยา (Immunology): เปิดให้บริการทุกวัน (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งอยู่ ที่อาคาร 2 ชั้น 2 หมายเลขโทรศัพท์ 2215 8. ธนาคารเลือด (Blood Bank): เปิดให้บริการทุกวัน (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งอยู่ที่ อาคาร 2 ชั้น 2 หมายเลขโทรศัพท์ 2215การเก็บสิ่งส่งตรวจเป็นขั้นตอนที่ส าคัญมากขั้นตอนหนึ่งในการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ ดังนั้นไม่ว่าจะมีเครื่องมือตรวจวิเคราะห์ที่ดีใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยหรือมีผู้ตรวจวิเคราะห์ที่มีความเชี่ยวชาญ มากเพียงใดก็ตามถ้าสิ่งส่งตรวจเก็บมาไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมก็จะท าให้ผลตรวจวิเคราะห์ที่ได้ผิดพลาด ไม่มีความหมายเพราะไม่ได้สะท้อนถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยจริงตามที่แพทย์ต้องการ หากเเพทย์น าผลตรวจวิเคราะห์ที่ได้ไปใช้อาจท าให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาผิดพลาดและอาจเกิดอันตราย ร้ายแรงถึงแก่ชีวิตได้ 1. ชนิดของสิ่งส่งตรวจ สิ่งส่งตรวจที่ใช้ในการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการมีหลายชนิดอาจแบ่งได้ดังนี้ 1. เลือด 2. ปัสสาวะ 3. อุจจาระ 4. น ้าไขสันหลังและน ้าเจาะจากส่วนต่างๆของร่างกาย
5. อื่นๆเช่นเสมหะหนอง swab ป้ายช่องคลอดเพื่อตรวจหา sperm และ acid – phosphatase เป็นต้น
2. ข้อควรระวังในการเก็บสิ่งส่งตรวจ 1.1 เตรียมผู้ป่วยตามข้อก าหนดเฉพาะของแต่ละการทดสอบ 1.2 ระบุตัวผู้ป่วยให้ถูกต้องครบถ้วนและชัดเจน 1.3 เลือกชนิดของภาชนะเก็บสิ่งส่งตรวจให้ถูกต้อง 1.4 ปริมาณของสิ่งส่งตรวจต้องถูกต้องและเพียงพอต่อการทดสอบตามข้อก าหนดของแต่ละ การทดสอบ 1.5 การเจาะเลือด ห้ามเจาะจากแขนข้างที่ให้สารละลายทางหลอดเลือดด า 1.6 ภาชนะเก็บสิ่งส่งตรวจทุกชนิด ให้มีป้ายฉลาก ที่มีชื่อ-นามสกุล ผู้ป่วย เลขที่โรงพยาบาล(H.N.) หอผู้ป่วย หรือ ห้องตรวจ และเลขรหัสส่งตรวจหรือบาร์โค้ด ที่ชัดเจน 1.7 การติดป้ายชื่อผู้ป่วยบนหลอดเลือด ควรติดเป็นแนวตรงไม่ม้วนเกลียว เมื่อติดป้ายชื่อแล้วควร มองเห็นแนวแถบสีที่บอกชนิดของหลอดเลือด และเว้นช่องว่างให้เห็นขีดบอกระดับเลือด 1.8 หลังจากเก็บสิ่งส่งตรวจใส่ภาชนะแล้ว ควรปิดฝาหรือจุกให้แน่น เพื่อป้องกันสิ่งส่งตรวจเลอะ ออกมาภายนอก 1.9 เก็บรักษาสิ่งส่งตรวจไว้ในสภาวะแวดล้อมและอุณหภูมิที่เหมาะสม หากไม่ได้น าส่งห้องปฏิบัติการ ทันที ให้จัดเก็บตามข้อก าหนดของการทดสอบนั้นๆ 1.10 สิ่งส่งตรวจที่ป้ายบน slide ควรใส่ในภาชนะที่ปิดมิดชิด เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค
Basilic vein ดูรูปที่ 1 ให้พิจารณาเลือกเจาะเรียงตามล าดับดังกล่าว
3.1.2 เส้นเลือดด าหลังมือ มี 2 เส้น คือ Metacarpal plexus และ Dorsal venous arch
3.1.3 เส้นเลือดด าหลังเท้าถ้าไม่สามารถหาเส้นเลือดที่เหมาะสมในต าแหน่งดังกล่าว อาจเลือกเส้น เลือดด าที่ไหปลาร้า (Subclavian vein) หรือเส้นเลือดด าที่ขาหนีบ (Femoral vein) ซึ่งต้องใช้ผู้ ที่มีความช านาญ รูปที่ 1 แสดงเส้นเลือดด าหลักบริเวณข้อพับแขนและหลังมือ 3.2 การเจาะเลือด 3.2.1 ก่อนเจาะเลือด เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบชื่อผู้ป่วยในใบสั่งตรวจ รายการตรวจ และภาชนะเก็บ สิ่งส่งตรวจให้ถูกต้องตรงกันกับตัวผู้ป่วยทุกครั้งที่เก็บสิ่งส่งตรวจ 3.2.2 ตรวจสอบชนิดของหลอดเก็บเลือด และชนิดของสารกันเลือดแข็งให้ถูกต้องตามชนิดของ รายการตรวจ 3.2.3 กรณีที่ผู้ป่วยได้รับสารน ้า หรือสารอาหารทางสายเลือด(Infusions) ควรหลีกเลี่ยงการเจาะ เลือดข้างเดียวกันกับข้างที่ให้สารน ้าหรือสารอาหาร 3.2.4 ใช้สายรัด (Tounique) รักบริเวณต้นแขนเพื่อให้เห็นเส้นเลือดด าชัดเจนขึ้นและไม่ควรรัด แขนนานเกิน 1 นาที 3.2.5 ท าความสะอาดผิวหนังบริเวณที่เจาะเลือดด้วยส าลีชุบแอลกอฮอล์ โดยเช็ดจากจุดศูนย์กลาง หมุนเป็นวงกลมออกสู่ด้านนอก รอจนแอลกอฮอล์แห้งจึงเจาะเลือด 3.2.6 ท าการเจาะเลือด โดยใช้นิ้วหัวแม่มือดึงผิวหนังใต้ต าแหน่งที่จะเจาะ (1-2 นิ้ว) ให้ตึง หงาย ปลายตัดของเข็มขึ้นและแทงลงในต าแหน่งที่ก าหนด โดยให้เข็มท ามุมประมาณ 15 องศา ค่อยๆดึง syringe เพื่อเก็บเลือดจนได้ปริมาณที่ต้องการ
3.2.9 ใส่เลือดลงในหลอดเลือด ปริมาณตามความเหมาะสมส าหรับการตรวจวิเคราะห์และผสม เลือดในหลอดเลือดที่มีสารกันเลือดแข็งทันที โดย Mix หลอดเลือดกลับไปกลับมาประมาณ 10 ครั้ง แบบ end-over-end invertion เพื่อให้เลือดผสมกับสารที่อยู่ในหลอดให้เข้ากัน และ ป้องกันไม่ให้เลือดแข็งตัว 3.2.10 กรณีที่มีการส่งตรวจหลายรายการทดสอบ และต้องใช้หลอดเลือดหลายหลอด ควรล าดับการ ใส่เลือดลงในหลอดดังนี้ ล าดับที่ 1 Hemoculture ล าดับที่ 2 Coagulation (จุกสีฟ้า) ล าดับที่ 3 Clot Blood (จุกสีแดง) ล าดับที่ 4 Heparin Tube (จุกสีเขียว) ล าดับที่ 5 EDTA Tube (จุกสีม่วง)
ล าดับที่ 6 Sodium Fluoride Tube (จุกสีเทา)
รูปที่ 2 แสดงวิธีการ Mix เลือดกับสารกันเลือดแข็งในหลอดเก็บเลือดอย่างถูกวิธี ไม่ควรเขย่าหลอด แรงๆ เพราะจะท าให้เม็ดเลือดแดงแตก (hemolysis) ตารางที่ 1. แสดงการเรียงล าดับการใส่เลือดในหลอดเลือด ล าดับที่ จุกหลอดเลือด ชนิดหลอดบรรจุ สารเคมีในหลอด การใช้งานทางห้องปฏิบัติการ 1 Hemoculture - เพาะเชื้อจากเลือด
3 Clot Blood ไม่มี งานภูมิคุ้มกัน, งานเคมีคลินิก และงานธนาคารเลือด
4 Heparin Lithium Heparin งานเคมีคลินิกกรณีเร่งด่วน
5 EDTA K3EDTA งานโลหิตวิทยา
6 Sodium Fluoride Sodium Fluoride ตรวจหา glucose และ alcohol
หมายเหตุ : ล าดับการเก็บเลือดอ้างอิงจากมาตรฐานสากล CLSI,H3-A6 ถ้าล าดับใดไม่มีให้ข้ามไป ห้ามเท หรือถ่ายเลือดจากหลอดหนึ่งไปอีกหลอดหนึ่ง 4. การเก็บปัสสาวะ (Urine) 4.1 การเก็บปัสสาวะส่งตรวจทั่วไป (random urine) 4.1.1 ให้ผู้ป่วยท าความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก แล้วถ่ายปัสสาวะช่วงแรกทิ้ง 4.1.2 เก็บปัสสาวะช่วงกลาง (midstream urine) ลงในภาชนะที่เตรียมไว้ ให้ได้ประมาณ 5-10ml. หรือ ประมาณ 2/3 ของภาชนะ 4.1.2 ปัสสาวะในช่วงสุดท้ายทิ้งไป (ไม่เก็บปัสสาวะส่วนนี้) 4.1.3 ปิดฝาภาชนะให้สนิท 4.2 Catheterization urine 4.2.1 ใช้ 70% alcohol เช็ดสายสวนเพื่อฆ่าเชื้อ 4.2.2 ใช้ syringe เจาะดูดปัสสาวะจากสายสวนส่วนใกล้ตัวผู้ป่วย
4.3 การเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง 4.3.1 ขวดใส่ปัสสาวะมีน ้ายารักษาสภาพปัสสาวะอยู่ ห้ามล้าง หรือเททิ้ง 4.3.2 เมื่อตื่นนอนให้ผู้ป่วยถ่ายปัสสาวะครั้งแรกทิ้งไป แล้วจึงเริ่มบันทึกเวลาและให้เก็บ ปัสสาวะไปจนครบ 24 ชั่วโมง (ให้เก็บปัสสาวะครั้งสุดท้ายที่ 24 ชั่วโมง พอดี) 4.3.3 น าส่งที่ศูนย์รับสิ่งส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ (ติดต่อรับขวดเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง ได้ที่ - ศูนย์รับสิ่งส่งตรวจ) รูปที่ 4 แสดงภาพกระปุกเก็บปัสสาสวะ 24 ชั่วโมง การน าส่งและการเก็บรักษา: ควรน าส่งทันที เพราะส่วนประกอบของปัสสาวะเริ่มต้นสลายในเวลา 30 นาที ที่อุณหภูมิห้อง หรือภายใน 4 ชั่วโมง เมื่อเก็บไว้ในตู้เย็น 5. การเก็บอุจจาระ (Stool) 5.1 ให้ผู้ป่วยถ่ายอุจจาระลงในภาชนะที่สะอาด เช่น กระโถน 5.2 เลือกบริเวณที่เป็นอุจจาระเหลว กรณีมีมูกเลือดควรเก็บบริเวณที่มีมูกเลือดมาตรวจ หรือส่วนที่สงสัย ว่าเป็นตัวพยาธิิ เก็บอุจจาระประมาณ 1-2 กรัม หรือขนาดปลายนิ้วก้อยโดยใช้ช้อนตักใส่ภาชนะ และปิดฝาให้สนิทก่อนน าส่ง
ต้องการตรวจหาเชื้อบิดมีตัว, Giardia lamblia, Balantidium coli ต้องน าส่ง ทันที ไม่ควรเก็บในตู้เย็น 6. การเก็บเสมหะ
(
Sputum
)
6.1 Sputum 6.1.1 เก็บเสมหะตอนเช้าหลังจากตื่นนอนใหม่ๆ โดยให้ผู้ป่วยบ้วนปากหลายๆ ครั้ง ด้วยน ้าธรรมดา เท่านั้น เพื่อลดจ านวนเชื้อแบคทีเรียในช่องปาก 6.1.2 ให้ผู้ป่วยหายใจลึกๆ ไอแรงๆ เพื่อให้ได้เสมหะที่อยู่บริเวณที่มีการอักเสบของเนื้อปอด แล้ว บ้วนเสมหะใส่ภาชนะส าหรับเก็บ (ถ้าได้เป็นน ้าลายให้เก็บใหม่แล้วจึงน าส่ง) 6.2 Transtracheal aspirate 6.2.1 ท าความสะอาดบริเวณข้อต่อของ Ventilator ด้วย 70% Alcohol 6.2.2 Suction เสมหะ รูปที่ 6 แสดงภาพกระปุกเก็บเสมหะ การน าส่งและการเก็บรักษา: ควรน าส่งไปยังห้องปฏิบัติการทันที หากไม่สามารถน าส่งได้ทันที เก็บ ที่อุณหภูมิห้อง2-8 ºC 7. การเก็บน ้าไขสันหลัง (Cerebrospinal Fluid) แพทย์ที่ท าการเจาะน ้าไขสันหลังจะเป็นผู้เก็บ โดยถ้ามีปริมาณมากเพียงพอ ควรแบ่งใส่ขวดสะอาดที่ ปราศจากเชื้อที่เขียนหมายเลขไว้เป็น 1, 2 และ 3 ตามล าดับขวดที่ 3 ส าหรับส่งตรวจ cell count , cell differential (Hematology lab)
การน าส่งและการเก็บรักษา: ควรน าส่งไปยังห้องปฏิบัติการทันที(ห้ามแช่ตู้เย็น)
8. น ้าเจาะจากส่วนต่างๆ ของร่างกาย (Body Fluid)
Body Fluid ได้แก่ Pleural fluid , Peritoneal fluid (Ascites), Pericardial fluid, Synovial fluid เป็ น ต้น แพทย์ผู้รักษาจะเป็นผู้เก็บโดยวิธี aseptic technique โดยใส่ body fluid ที่ได้ลงในขวดหรือหลอดเลือดอย่าง น้อย 3 ขวด หรือ 3 หลอดเป็นไปตามชนิดของการทดสอบที่ต้องการ ดังรายละเอียดในตารางที่ 2 การน าส่งและการเก็บรักษา: ควรน าส่งไปยังห้องปฏิบัติการทันที ตารางที่ 2. แสดงชนิดของการทดสอบ สารกันเลือดแข็ง และปริมาณของ Body fluid ที่ใช้ การทดสอบ สารกันเลือดแข็งที่ใช้ ปริมาณ Body fluid (ml.) 1. Physical examination - Color -Clarity ผู้เจาะสังเกตและควรบันทึกลงในใบ request ด้วย -2. Microscopic examination - Cell count and differentiation
- Cytology
- EDTA, Sodium heparin หรือ ขวดสะอาด - Sodium heparin - EDTAหรือขวดสะอาด 5-8 25-50 10-20 3. Clinical examination - Glucose - Protein, LDH, amylase, Triglyceride - pH - ไม่ต้องหรือใช้ NaF - ไม่ต้องใช้ หรือใช้ Sodium - heparin 3-5 5-10
4. Microbiology study - Sodium heparin
- Sterile
1-3
5-10
9. การเก็บตัวอย่างส่งตรวจเพื่อตรวจหา Sperm และ Acid phosphatase
9.1 ใช้ไม้พันส าลีป้ายบริเวณที่มีการเปื้อนน ้าอสุจิภายนอกอวัยวะสืบพันธุ์ (เฉพาะตรงที่เปื้อนเท่านั้น) 9.2 ใช้ไม้พันส าลีอันใหม่ป้ายบริเวณ posterior fornix ภายในช่องคลอดภายหลังใส่ speculum
10. การเก็บสิ่งส่งตรวจเพื่อหาเชื้อแบคทีเรีย ก. หลักการเก็บสิ่งส่งตรวจทางจุลชีววิทยา
1. ควรเก็บสิ่งส่งตรวจก่อนให้ยาต้านจุลชีพเพราะการที่ผู้ป่วยได้รับยาต้านจุลชีพอยู่อาจท าให้ โอกาสในการแยกเชื้อได้น้อยลง
2. ใช้เทคนิคปราศจากเชื้อ (Aseptic technique) อย่างถูกวิธีเพื่อลดการปนเปื้อน (Contamination)
ให้มากที่สุด 3. เลือกเก็บสิ่งส่งตรวจให้ถูกต าแหน่งหรือส่วนที่จะท าให้พบเชื้อได้เป็นจ านวนมากและเก็บให้มี ปริมาณเพียงพอเพื่อที่จะมีโอกาสตรวจพบเชื้อได้ง่ายขึ้น 4. การเก็บสิ่งส่งตรวจที่ถูกต้อง พยายามหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนของจุลชีพประจ าถิ่น (normal flora) ให้มากที่สุดและในกรณีที่ผู้ป่วยเก็บสิ่งส่งตรวจเองต้องอธิบายขั้นตอนการเก็บที่ถูกต้องให้ ผู้ป่วยเข้าใจเสียก่อน 5. การส่งสิ่งส่งตรวจในรูปที่เป็นเนื้อเยื่อหรือของเหลวจะดีกว่าการใช้ไม้พันส าลี(swab) ป้ายเสมอ 6. ต้องเขียนข้อมูลในใบส่งตรวจ (request) และที่ภาชนะบรรจุให้ครบถ้วน 7. น าสิ่งส่งตรวจส่งให้ถึงห้องปฏิบัติการโดยเร็วเนื่องจากเชื้อบางชนิดจะตายง่ายเมื่ออยู่นอก ร่างกายจึงต้องรู้วิธีที่จะท าให้เชื้อมีชีวิตอยู่โดยเก็บไว้ในสภาพที่เหมาะสมเช่นใส่ใน transport media หรือการเก็บในตู้เย็นส าหรับสิ่งส่งตรวจบางชนิด
ข. การย้อมสี (Staining)เช่น การย้อมสี Gram stain , Acid-fast stain
กรณีมีสิ่งส่งตรวจมากพอ ให้เก็บใส่ขวดเปล่าแบบมีฝาปิดสะอาดและปราศจากเชื้อน าส่งทันที แต่ ถ้าสิ่งส่งตรวจมีน้อย ให้ใช้ไม้พันส าลีป้ายสิ่งส่งตรวจบนสไลด์ริมฝ้า แต่อย่าให้ฟิล์มของสิ่งส่งตรวจ หนาเกินไป รอให้แห้งแล้วน าใส่ถุงซิป พร้อมเขียนชื่อผู้ป่วยลงบนรอยฝ้าด้านเดียวกับที่ป้ายสิ่งส่งตรวจ น าส่งห้องปฏิบัติการทันทีพร้อมใบส่งตรวจ
1.1 ผู้ใหญ่ใช้BACTEC Plus Aerobic/F (จุกเทา)
1.2 เด็กใช้ BACTEC Peds Plus/F (จุกชมพู)
2. ขวด Hemoculture ส าหรับ Anaerobe ใช้ BACTEC Plus anaerobic/F (จุกส้ม)
3. ขวด Hemoculture ส าหรับ Myco/Fungus ใช้ BACTEC Myco/F Lytic (จุกขาว)
รูปที่ 7แสดงภาพขวด Hemoculture ชนิดต่างๆ วิธีเก็บ 1. ท าความสะอาดผิวหนังด้วยส าลีชุบ 2% Chlorhexidine in 70% Alcohol โดยเช็ดวนจาก ด้านในออกนอก (ยกเว้นเด็กเล็กที่อายุต ่ากว่า 2 เดือน ให้ใช้ 70% Alcohol ตามด้วยโพวิ ดีนแล้วเช็ดซ ้าด้วย70% Alcohol อีกครั้งหนึ่ง) 2. เจาะเลือดใส่ขวด Hemoculture โดยเช็ดจุกขวดด้วยส าลีชุบ 70% Alcohol คว ่าพลิกขวด ไปมา 4 – 5 ครั้งเพื่อไม่ให้เลือดแข็งตัว ปริมาตร 1. Aerobe - ผู้ใหญ่ เจาะเลือด 8-10 mL. - เด็ก เจาะเลือด 1-3 mL. 2. Anaerobe - เจาะเลือด 8-10 mL. 3. Myco/ Fungus - เจาะเลือด 1-5 mL. การน าส่งและการเก็บรักษา: น าส่งห้องปฏิบัติการทันที ถ้าไม่สามารถน าส่งได้ให้ตั้งที่อุณหภูมิห้อง (ห้ามแช่เย็น) หมายเหตุ 1. เลือกขวดให้ถูกต้องตามชนิดการทดสอบ 2. เจาะเลือดก่อนให้ยาต้านจุลชีพ 3. เจาะเลือดห่างกัน 15-30 นาที หรือเจาะพร้อมกันแต่คนละต าแหน่ง 4. ไม่ติดสติกเกอร์ทับ Barcode (ใช้ในการระบุต าแหน่งขวดในเครื่องเพาะเชื้ออัตโนมัติ) 5. ขวดที่เก็บในตู้เย็นต้องน ามาวางไว้ที่อุณหภูมิห้องก่อนเจาะเลือด
หน้า 6) และปัสสาวะที่ส่งเพาะเชื้อต้องระบุเวลาเก็บให้ชัดเจน รูปที่ 8แสดงภาพกระปุกเก็บปัสสาสวะเพื่อเพาะเชื้อ การน าส่งและการเก็บรักษา: น าส่งห้องปฏิบัติการทันที ถ้าไม่สามารถน าส่งได้ให้เก็บที่อุณหภูมิห้อง 2-8 ºC ห้ามเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง 3. เสมหะ (Sputum) เก็บใส่ในภาชนะปราศจากเชื้อส าหรับเพาะเชื้อแบคทีเรีย (วิธีเก็บเสมหะดูได้ในหน้า 8)และ ส าหรับเพาะเชื้อวัณโรคควรเก็บเสมหะให้ได้อย่างน้อย 10 ml. รูปที่ 9แสดงภาพกระปุกเก็บเสมหะเพื่อเพาะเชื้อแบคทีเรีย รูปที่ 10แสดงภาพกระปุกเก็บเสมหะเพื่อเพาะเชื้อวัณโรค การน าส่งและการเก็บรักษา: น าส่งห้องปฏิบัติการทันที ถ้าไม่สามารถน าส่งได้ให้เก็บที่ อุณหภูมิห้อง2-8 ºC ห้ามเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง
4.2 Rectal swab ใช้ไม้พันส าลีปราศจากเชื้อสอดเข้าทวารหนักลึกประมาณ 1-2 นิ้ว หมุน
ให้ครบรอบ ดึงออกมาใส่ในหลอด Cary blair transport medium
รูปที่ 11 แสดงภาพ Cary blair transport medium
การน าส่งและการเก็บรักษา: น าส่งห้องปฏิบัติการทันที ถ้าไม่สามารถน าส่งได้ภายใน 24 ชั่วโมง ให้เก็บที่อุณหภูมิ 2-8ºC 5. สิ่งส่งตรวจจากล าคอ (Throat Swab) วิธีเก็บ เก็บโดยใช้ไม้กดลิ้นผู้ป่วยไว้แล้วใช้ไม้พันส าลีปราศจากเชื้อกวาดรอบๆภายในล าคอ บริเวณต่อมทอนซิลทั้งสองข้าง ผนังด้านหลังของล าคอ และบริเวณที่อักเสบใส่ใน
Stuart transport medium
รูปที่ 12 แสดงภาพ Stuart transport medium
การน าส่งและการเก็บรักษา: ถ้าไม่สามารถน าส่งได้ทันที ให้เก็บสิ่งส่งตรวจไว้ที่อุณภูมิ 2-8 °C
หมายเหตุ: การเพาะเชื้อแบคทีเรีย ห้องปฏิบัติการจะตรวจหาเชื้อ -streptococci เท่านั้น
สนิท
รูปที่ 13 แสดงภาพขวดปราศจากเชื้อ
6.2 กรณีป้ายหนองจากแผล ให้ท าความสะอาดบริเวณผิวหนังชั้นบนของแผลด้วยด้วย
น ้าเกลือปราศจากเชื้อก่อน เนื่องจากผิวบนของแผลอาจปะปนจากเชื้อประจ าถิ่นและ
แบคทีเรียภายนอก แล้วจึงใช้ไม้พันส าลีปราศจากเชื้อเก็บหนองส่วนที่ลึกลงไปใส่ใน
Stuart transport medium
การน าส่งและการเก็บรักษา: ถ้าไม่สามารถน าส่งได้ทันที ให้เก็บสิ่งส่งตรวจไว้ที่อุณภูมิ 2-8 °C หมายเหตุ: ถ้าต้องการเพาะเชื้อแบคทีเรียที่เจริญได้ในภาวะที่ไม่มีออกซิเจน (Anaerobe) จาก แผลลึกให้ดูวิธีเก็บสิ่งส่งตรวจเพื่อเพาะเชื้อ Anaerobe ได้ในหน้า 15 7. ชิ้นเนื้อ (Tissue) ท าความสะอาดบริเวณผิวหนังภายนอกด้วยโพวิดีน แล้วใช้มีดปราศจากเชื้อตัดชิ้นเนื้อตรง ต าแหน่งขอบหรือในรอยโรค ใส่ในภาชนะปราศจากเชื้อแล้วหยด NSS 2-3 หยด การน าส่งและการเก็บรักษา: ถ้าไม่สามารถน าส่งได้ทันที ให้เก็บสิ่งส่งตรวจไว้ที่อุณภูมิ 2-8 °C หมายเหตุ: ห้ามแช่ formalin เพราะจะท าให้เชื้อแบคทีเรียตาย
8. Cervical swab, Vaginal swab, Urethra swab 8.1 Cervical swab, Vaginal swab
8.1.1 ท าความสะอาดผิวหนังด้วยน ้าเกลือปราศจากเชื้อ
8.1.2 ใช้ไม้พันส าลีป้ายสิ่งส่งตรวจบริเวณที่อักเสบเป็นหนองใส่ใน
Stuart transport medium 8.2 Urethra swab ในเพศชาย
8.2.1 ใช้ไม้พันส าลีปราศจากเชื้อป้ายหนองใส่ใน Stuart transport medium ปริมาตร ป้าย
9. น ้าไขสันหลัง และน ้าจากส่วนต่างๆ ของร่างกาย 9.1 ท าความสะอาดผิวหนังด้วย 70%Alcohol ตามด้วยโพวิดีน แล้วเช็ดซ้ าด้วย 70% Alcohol อีกครั้งหนึ่ง 9.2 เจาะน ้าไขสันหลัง หรือ Body fluid ต่างๆใส่ขวดปราศจากเชื้อที่มีฝาปิดสนิทขวดที่ 2 ปริมาตร 1-3 ml. การน าส่งและการเก็บรักษา:น าส่งห้องปฏิบัติการทันที 10. การเก็บสิ่งส่งตรวจเพื่อเพาะเชื้อ Anaerobe เก็บได้ 2 วิธีดังนี้ 10.1 เก็บสิ่งส่งตรวจใส่ในขวดปราศจากเชื้อขนาดเล็กให้เต็มขวดเพื่อแทนที่อากาศที่เหลืออยู่ ให้มากที่สุดและปิดฝาขวดให้แน่น 10.2 ใช้เข็มเจาะดูดสิ่งส่งตรวจอย่างน้อย 1 ml. ไล่อากาศในไซริงจ์ออกให้หมดแทงเข็มลง ในจุกยางที่ปราศจากเชื้อป้องกันไม่ให้สิ่งส่งตรวจสัมผัสกับอากาศ การน าส่งและการเก็บรักษา: น าส่งโดยเร็วที่สุดถ้าส่งไม่ได้ทันทีให้เก็บไว้ที่ อุณหภูมิห้อง 11. การเก็บสิ่งส่งตรวจเพื่อหาเชื้อรา 11.1 การเพาะเชื้อท าเช่นเดียวกับการเก็บสิ่งส่งตรวจเพาะเชื้อแบคทีเรีย 11.2 การตรวจหาเชื้อราด้วย 30 % KOH 11.2.1 การเก็บสิ่งส่งตรวจที่ผิวหนัง วิธีเก็บ 1. ใช้ส าลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดบริเวณที่ขูดเพื่อเช็ดเอาน ้ามันและครีมที่ผู้ป่วยทาไว้ ออก 2. เอาใบมีดขูดบริเวณขอบของรอยโรค (lesion) แรงๆโดยใช้สไลด์รองรับขุย ผิวหนังที่หลุดออกจากการขูดให้ได้ปริมาณมากพอ 3. ใช้สไลด์อีกหนึ่งแผ่นปิดทับขุยผิวหนังไว้พันด้วยเทปกาวใสให้สไลด์ประกกัน แน่นน าใส่ถุงพลาสติกแล้วน าส่งห้องปฏิบัติการ 11.2.2 การเก็บเยื่อบุในช่องปาก วิธีเก็บ 1. ให้ผู้ป่วยกลืนน ้าลายแล้วอ้าปากใช้ไม้พันส าลีหรือขอบสไลด์ขูดฝ้าขาวบริเวณ
12. การเก็บตัวอย่างเฉพาะโรค 12.1 โรคหิด (Scabies) 12.1.1 เลือกตุ่มใหม่ๆที่ยังไม่ได้แกะเกา (ตุ่มที่ท าให้คนไข้รู้สึกคันมาก) ตามง่ามนิ้วมือ, ข้อมือ, ข้อศอก, รักแร้, อัณฑะข้อเท้าเป็นต้น (ตุ่มหิดจะไม่ค่อยพบที่ใบหน้าและศีรษะ) 12.1.2 หยดน ้ามันลงบนตุ่มที่เลือก2-3หยด 12.1.3 จับใบมีดผ่าตัดด้วยมือที่ถนัดในแนวตั้งฉากกับผิวหนังขูดไปมาหลายครั้งที่ตุ่มนั้นจนได้ เศษผิวหนังติดใบมีด 12.1.4 เอาใบมีดที่มีเศษผิวหนังติดอยู่ป้ายลงบนสไลด์ 12.1.5 ปิดด้วยกระจก แล้วน าส่งห้องปฏิบัติการ รูปที่ 14แสดงรูปร่างลักษณะตัวเต็มวัยและไข่ของ Sarcoptes scabiei 12.2 Tzanck smear 12.2.1 เลือกตุ่มน ้าพองใหม่ๆและท าความสะอาดด้วยส าลีชุปแอลกอฮอล์ 12.2.2 ใช้ใบมีดผ่าตัดตัดผิวหนังที่พองออก 12.2.3 ใช้ใบมีดขูดเก็บตัวอย่างจากฐานของตุ่มที่เปิด (base of vesicle) 2-3 ครั้งถ้าเป็นตุ่มน ้ามีน ้า มากหรือหนองให้ซับเบาๆอย่าให้ถูกบริเวณฐานด้วยผ้าก๊อซหรือไม้พันส าลีปราศจากเชื้อ เอาน ้าหรือหนองออกก่อนขูด 12.2.4 น าใบมีดที่มีเศษเซลล์และน ้าป้ายลงบนสไลด์ทิ้งให้แห้งแล้วน าส่งห้องปฏิบัติการ
รูปที่ 15 แสดงลักษณะของ Multinucleated giant cells 12.3 ตรวจหาPenicillium marneffei ในตุ่มที่ผิวหนัง
12.3.3 เอาใบมีดส่วนที่มีน ้าเหลืองปนเลือดป้ายให้ติดสไลด์ทิ้งให้แห้งน าใส่ซองซิป แล้วน าส่ง ห้องปฏิบัติการ
รูปที่ 16 แสดงลักษณะ Binary fission yeast cells ของเชื้อP. marneffei
12.4 การตรวจหาเชื้อโรคเรื้อน (Mycobacterium leprae) ที่ผิวหนัง 12.4.1 เลือกผิวหนังบริเวณหน้าแขนหรือติ่งหูที่มีลักษณะนูนแดงเห่อขึ้นตามผิวหนัง 12.4.2 ใช้ใบมีดกรีดผิวหนังในทิศทางใบมีดตั้งฉากกับผิวหนังให้ลึกประมาณ 2 มม. ยาวประมาณ 1 ซม. จะมีเลือดและน ้าเหลืองซึมออกมาใช้ใบมีดกวาดน ้าเหลืองปนเลือดแล้วป้ายสไลด์ วางทิ้งให้แห้งน าใส่ซองซิปแล้วน าส่งห้องปฏิบัติการ 12.5 โรคไข้หวัดใหญ่ 2009 (H1N1) 12.5.1 อธิบายวิธีเก็บให้ผู้ป่วยเข้าใจเพื่อผู้ป่วยคลายความกังวล 12.5.2 วัดปลาย swab จากติ่งหูถึงปลายจมูกแล้วหักลวดให้งอเป็นมุม 90 องศา 12.5.3 ให้ผู้ป่วยหายใจลึกๆแล้วหายใจออกจนสุดจากนั้นกลั้นหายใจพร้อมหลับตา 12.5.4 สอดปลาย swab ผ่านรูจมูกเข้าไปในโพรงจมูกจนสุดของลวดที่งอไว้แล้วหมุน swab โดยรอบประมาณ 2 - 3 รอบ 12.5.5 ดึง swab ออกจากโพรงจมูกแล้วใส่ swab ลงในหลอด VTM 12.5.6 ตัดปลายลวด swab ที่โพล่พ้นหลอดเก็บตัวอย่างด้วยกรรไกรสะอาดแล้วปิดฝาหลอดให้ สนิท 12.5.7 ติดฉลากระบุชื่อผู้ป่วย , HN, ชนิดของตัวอย่าง, วันที่เก็บตัวอย่างบรรจุใส่ถุงพลาสติก 2 ชั้นรัดให้แน่นแช่ในกระติกพร้อมน ้าแข็ง 12.5.8 น าส่งห้องปฏิบัติการถ้าไม่สามารถส่งได้ทันทีให้เก็บในตู้เย็นช่องธรรมดา
13. การเก็บสิ่งส่งตรวจเพื่อตรวจวิเคราะห์ Chromosome Study 13.1 เลือด ใช้เลือดประมาณ 3-5 ml ใส่หลอดที่มี Heparin เป็นสารกันเลือดแข็งจ านวน 2 หลอด Mix เลือด 5-10 ครั้ง แบบ end-over-end invertion (ตามรูปที่ 2) แล้วน าส่งทันทีหรือภายใน 12 ชั่วโมง โดย เก็บไว้ที่ อุณหภูมิ 2-8 ºC 13.2 Amniotic Fluid
เก็บตัวอย่างน ้าคร ่าในช่วงอายุครรภ์ 16-18 สัปดาห์ โดยใช้ Sterile Disposable Syringe ดูดน ้าคร ่า ประมาณ 30ml แบ่งใส่หลอดปราศจากเชื้อ 2-3 หลอด หรือส่งตรวจทั้ง Syringe โดยปิดปลอกเข็ม ให้แน่นพันด้วยพาราฟิล์มแล้วน าส่งทันทีหากไม่สามารถน าส่งได้ทันทีควรเก็บไว้ที่อุณหภูมิ 37 ºC
หรือที่อุณหภูมิห้องได้ประมาณ 6.12 ชั่วโมง
14. การส่งตรวจทางพยาธิวิทยา 14.1 ชิ้นเนื้อ (Pathology)
14.1.1 น าชิ้นเนื้อทุกชิ้นที่ได้จากการผ่าตัดที่ต้องการส่งตรวจแช่ใน Neutral buffered formalin
หรือ 10% formalin โดยใส่ในภาชนะที่มีปากกว้างพอที่จะสามารถน าชิ้นเนื้อออกมาได้ เมื่อชิ้นเนื้อผ่านการแช่น ้ายาแล้วปิดฝาให้สนิท ป้องกันการระเหย โดยปริมาตรน ้ายาที่ใช้ ประมาณ 10-12 เท่าของชิ้นเนื้อ (ชิ้นเนื้อที่มีขนาดใหญ่น ้ายาซึมผ่านได้ไม่ตลอด ควรผ่าน ตามวิธีที่ถูกต้องก่อนแช่น ้ายาเพื่อไม่ให้ชิ้นเนื้อเสียรูปร่าง) 14.2.2 ภาชนะที่ใส่ชิ้นเนื้อจะต้องปิดฉลากที่ไม่ฉีกง่าย ระบุข้อมูลของผู้ป่วยให้ชัดเจน ชื่อแพทย์ผู้ ส่งตรวจ ต าแหน่งของชิ้นเนื้อว่าตัดมาจากส่วนใดของร่างกาย ข้างซ้ายหรือขวา 14.2.3 การน าส่งชิ้นเนื้อควรบรรจุหีบห่อที่สามารถป้องกันการแตกของภาชนะที่ใส่ชิ้นเนื้อ และ น าส่งพร้อมใบส่งตรวจที่กรอกรายละเอียดให้ชัดเจนครบทุกส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 ข้อมูลของผู้ป่วย, ค าวินิจฉัย, วันที่ท าหัตถการ, แพทย์ผู้รักษา ส่วนที่ 2 ประวัติในการตรวจ เพื่อประกอบในการวินิจฉัยของพยาธิแพทย์
14.2.1 กรอกรายละเอียดของผู้ป่วยในใบส่งตรวจ 14.2.2 เขียนชื่อ-นามสกุล ผู้ป่วยบนสไลด์ฝ้า 14.2.3 ป้ายเซลล์บริเวณ Extocervix และ Endocervix ลงบนสไลด์ที่เตรียมไว้ 14.2.4 แช่สไลด์ลงในน ้ายา Fixative (95% alcohol) ทันทีระวังอย่าให้สไลด์แห้งก่อนแช่น ้ายา แช่ อย่างน้อย 15 นาทีแล้วน าสไลด์ผึ่งให้แห้งในอุณหภูมิห้องจึงน าส่งห้องปฏิบัติการพร้อม ใบส่งตรวจ
14.3 การส่งตรวจ Non gynecologic cytology
14.3.1 น าน ้าเจาะส่วนต่างๆของร่างกาย รวมทั้งเสมหะ น ้าล้างหลอดลม และน ้าล้างช่องท้อง เก็บ ในขวดสะอาดปริมาณ 200 ml ปิดฝาให้สนิท โดยไม่ต้องผสมน ้ายาใดๆ พร้อมทั้งปิดฉลาก ที่มีข้อมูลผู้ป่วยอย่างละเอียดบนภาชนะที่ใส่ 14.3.2 น าส่งห้องปฏิบัติการทันที หากไม่สามรถน าส่งได้ทันทีให้เก็บไว้ที่อุณหภูมิ 2-8 ºC และ น าส่งภายใน 24 ชั่วโมง พร้อมใบน าส่งที่กรอกข้อมูลผู้ป่วยอย่างละเอียดให้ชัดเจนและ ครบถ้วน
14.4 การเก็บสิ่งส่งตรวจที่ได้จาก Fine needle Aspiration (FNA) 14.4.1 กรอกรายละเอียดของผู้ป่วยในใบส่งตรวจ 14.4.2 เขียนชื่อ-นามสกุล ผู้ป่วยบนสไลด์ฝ้า 14.4.3 เมื่อได้ specimen จากการเจาะแล้ว ค่อยๆหยดลงบริเวณกลางสไลด์ปริมาณเล็กน้อย (หาก มากไปจะท าให้ smear หนาเกินไป) 14.4.4 น าสไลด์อีกแผ่นมาประกบในแนวขนานกันแล้วกดสไลด์เล็กน้อยเพื่อให้ specimen กระจายทั่วแผ่น 14.4.5 รูดสไลด์ทั้งสองแผ่นออกจากกันในแนวขนาด ห้ามยกสไลด์เพราะจะท าให้ specimen กระจายไม่สม ่าเสมอ
14.4.6 แช่สไลด์ลงใน Fixative (95% alcohol) ทันที 3 สไลด์ และอีก 1 สไลด์ส่งเป็น dry สไลด์
14.4.7 ปล่อยให้แห้งแล้วจึงน าส่งห้องปฏิบัติการทันทีพร้อมใบน าส่งที่กรอกข้อมูลผู้ป่วยอย่าง
ละเอียดให้ชัดเจนและครบถ้วน
หมายเหตุ กรณีที่สิ่งส่งตรวจที่ดูดได้เป็นเนื้อจากก้อนถุงน ้า (Cyst) ให้รีบน าใส่ภาชนะบรรจุ แล้วน าส่ง
ห้องปฏิบัติการทันที หากยังส่งไม่ได้ทันทีให้ใส่ 50-70%ethyl alcohol ปริมาตรเท่าๆกัน เก็บ
รูปที่ 18 แสดงใบส่งตรวจชิ้นเนื้อ รูปที่ 19 แสดงใบส่งตรวจ Cytology และ FNA 15. การน าส่งสิ่งส่งตรวจ 15.1 ผู้น าส่งสิ่งส่งตรวจควรบรรจุภาชนะเก็บสิ่งส่งตรวจในกล่องน าส่งสิ่งส่งหรือภาชนะที่ป้องกันการ หก รั่ว แตก แล้วน าส่งห้องปฏิบัติการเร็วที่สุด 15.2 รายการทดสอบที่จ าเป็นต้องควบคุมอุณหภูมิของสิ่งส่งตรวจขณะน าส่ง ผู้น าส่งควร แช่หลอดเลือด 2 3
1. สถานที่รับสิ่งส่งตรวจ 1.1 ห้องเจาะเลือด ให้บริการรับสิ่งส่งตรวจจากหอผู้ป่วยนอก(OPD) 1.2 ศูนย์รับสิ่งส่งตรวจ ให้บริการรับและเตรียมสิ่งส่งตรวจจากหอผู้ป่วยใน(IPD), ผู้ป่วยนอก(OPD) และสถานพยาบาลภายนอก แล้วน าส่งไปตรวจวิเคราะห์ในแต่ละหน่วยงาน 2. แบบฟอร์มการส่งตรวจชนิดต่างๆ 2.1 บส0102 (งานจุลทรรศนศาสตร์คลินิก) 2.2 บส0103 (งานโลหิตวิทยา) 2.3 บส0104 (งานภูมิคุ้มกันวิทยา) 2.4 บส0105 (งานจุลชีววิทยา) 2.5 บส0106 (งานเคมีคลินิก) 3. การยอมรับสิ่งส่งตรวจ 3.1 เจ้าหน้าที่รับสิ่งส่งตรวจตรวจสอบคุณภาพ ความถูกต้อง ความครบถ้วน และปริมาณสิ่งส่งตรวจ ตามเกณฑ์การรับและปฏิเสธสิ่งส่งตรวจ 3.2 กรณีสิ่งส่งตรวจผ่านเกณฑ์การรับ เจ้าหน้าจะลงทะเบียนรับสิ่งส่งตรวจพร้อมทั้งบันทึกข้อมูล ผู้รับ สิ่งส่งตรวจ และเวลารับสิ่งส่งตรวจ ในระบบสารสนเทศของโรงพยาบาล (LIS) 3.3 กรณีสิ่งส่งตรวจไม่ผ่านเกณฑ์การรับหน่วยปฏิบัติการจะด าเนินการปฏิเสธสิ่งส่งตรวจ 4. เงื่อนไขการปฏิเสธสิ่งส่งตรวจ เมื่อตรวจพบว่าสิ่งส่งตรวจไม่ได้คุณภาพตามเกณฑ์ที่ระบุในคู่มือการส่งตรวจ ผู้รับสิ่งจะบันทึกข้อมูลใน แบบบันทึกการปฏิเสธสิ่งส่งตรวจของหน่วยงาน พร้อมทั้งโทรแจ้งให้เก็บสิ่งส่งตรวจใหม่ โดยไม่ส่งสิ่งส่ง ตรวจนั้นคืน โดยมีเกณฑ์ปฏิเสธสิ่งส่งตรวจ ดังนี้ 4.1 ไม่มีรายละเอียดหรือเขียนรายละเอียดไม่ครบถ้วนในใบสั่งตรวจหรือฉลากที่ติดภาชนะสิ่งส่งตรวจ 4.2 ข้อมูลบนป้ายฉลากกับในระบบไม่ตรงกัน 4.3 ภาชนะบรรจุสิ่งส่งตรวจมีรอยรั่ว , แตกหรือหัก 4.4 มีสิ่งส่งตรวจเปื้อนออกมาภายนอก 4.5 ชนิดสิ่งส่งตรวจไม่ตรงกับข้อมูลในระบบสารสนเทศโรงพยาบาล (Order) 4.6 สิ่งส่งตรวจเก็บในภาชนะที่ไม่ถูกต้องหรือใช้สารกันเลือดแข็งที่ไม่