• No results found

บทท 2 วงจรถอดรห สและวงจรเข ารห ส

N/A
N/A
Protected

Academic year: 2021

Share "บทท 2 วงจรถอดรห สและวงจรเข ารห ส"

Copied!
32
0
0

Loading.... (view fulltext now)

Full text

(1)

ไอซีดิจิตอลที่มีใชเปนครั้งแรก จัดทําเปนไอซีลอจิกเกต เชน แอนดเกต ออรเกต เปนตน เมื่อ ตองการถอดรหัสสัญญาณดิจิตอลใหไดตามที่ตองการ จะตองนําไอซีลอจิกเกตมาตอเปนวงจรบนแผน วงจรพิมพ ตอมาบริษัทผูผลิตไดคิดคนวิธีการที่จะนําวงจรมาบรรจุลงในไอซี เพื่อใหทํางานตามฟงกชัน ที่ตองการ เรียกวงจรไอซีในลักษณะนี้วา วงจรลอจิกเชิงจัดหมู มีวงจรตัวอยาง เชน วงจรถอดรหัส วงจรเขารหัส วงจรมัลติเพล็กเซอร วงจรดีมัลติเพล็กเซอร วงจรแปลงรหัส วงจรเปรียบเทียบ และ วงจรกําเนิดภาวะสมมูล เปนตน ในบทเรียนนี้จะกลาวถึงวงจรลอจิกเชิงจัดหมู 2 วงจร คือ วงจรถอดรหัสและวงจรเขารหัส

วงจรถอดรหัส

การถอดรหัส คือ การแปลงรหัสที่อยูในรูปของเลขฐานสอง ใหอยูในรูปแบบที่เขาใจได หรือเปนกระบวนการตรงกันขามกับการเขารหัส การแปลงรหัสเลขฐานสอง ตองใชวงจรถอดรหัสที่ ตอบสนองตอรหัสที่ปอนเขาทางอินพุตตามที่ตองการและกําจัดรหัสที่ไมตองการ วงจรถอดรหัสพื้นฐาน ในรูปที่ 2.1 (ก) เปนวงจรถอดรหัสที่ประกอบดวย แอนดเกต และอินเวอรเตอร 2 ตัว ใน การทํางานของวงจร ใหพิจารณาจากตารางการทํางาน จะเห็นไดวา เมื่ออินพุต A B และ C มีลอจิก เปน 1 0 0 ตามลําดับ จะไดเอาตพุตเปนลอจิก 1 แสดงวา วงจรนี้ใชถอดรหัส 1 0 0 มีเอาตพุตเพียง ขาเดียว ในรูปที่ 2.1 (ข) เปนวงจรถอดรหัสที่มีหลายเอาตพุต ประกอบดวย แอนดเกต 4 ตัว และ อินเวอรเตอร 2 ตัว การทํางานของวงจรถอดรหัสแบบนี้ เมื่อมีการปอนลอจิกเขาที่อินพุต จะทําให เอาตพุตเพียงขาเดียวเปนลอจิก 1 ดูในตารางการทํางาน จะเห็นไดวา อินพุตที่ปอนเขาเปนเลขฐานสอง เมื่อถอดรหัสจะมีคาตรงกับเลขฐานสิบ เชน อินพุต A และ B เปน 002 จะไดเอาตพุต 0 เปนลอจิก 1 เพราะเมื่อปอนอินพุต A และ B เปน 0 ผานอินเวอรเตอรไดเปนลอจิก 1 ปอนเขาแอนดเกตตัวที่ 0 จึงไดเอาตพุตเปนลอจิก 1 สวนเอาตพุตของแอนดเกตตัวอื่นเปนลอจิก 0 ทั้งหมด ถาปอนอินพุต A และ B เปน 01 10 และ 11 จะไดเอาตพุตของแอนดเกตเปนลอจิก 1 ที่แอนดเกตตัวที่ 1 2 และ 3 ตามลําดับ เมื่อนําไดโอดเปลงแสงมาตอที่เอาตพุตของแอนดเกต จะแสดงการทํางานของวงจรถอดรหัส เลขฐานสองเปนเลขฐานสิบ

(2)

รศ.สมชาย ชื่นวัฒนาประณิธิ A B C Y ตารางการทํางาน C B A Y 0 0 0 0 0 0 1 1 0 1 0 0 0 1 1 0 1 0 0 0 1 0 1 0 1 1 0 0 1 1 1 0 A B A B A B 0 1 2 3 เอาตพุต0 เอาตพุต1 เอาตพุต2 เอาตพุต3 อินพุต เอาตพุต A B 0 1 2 3 0 0 1 0 0 0 0 1 0 1 0 0 1 0 0 0 1 0 1 1 0 0 0 1 แอนดเกต : ถาอินพุตขาหนึ่งเปน ลอจิก 0 จะใหเอาตพุตเปนลอจิก 0 (ก) 1 เอาตพุต () 4 เอาตพุต รูปที่ 2.1 วงจรถอดรหัสพื้นฐาน วงจรถอดรหัสเลขฐานสิบ วงจรถอดรหัสที่มีใชแพรหลาย คือ วงจรถอดรหัสเลขฐานสองเปนเลขฐานสิบ โดยจัดทําเปน ไอซีถอดรหัสเบอร 7442 มีขอมูลตามรูปที่ 2.2 เปนวงจรถอดรหัสที่มีอินพุตขนาด 4 บิต สามารถปอน ขอมูลอินพุตได 16 รูปแบบ โดยเริ่มจาก 00002 (0) ถึง 10012 (9) ดูในตารางการทํางาน ตามรูปที่ 2.2

(3)

ไอซี : SN74LS42-วงจรถอดรหัสบีซีดีเปนเลขฐานสิบ สัญลักษณลอจิก 0 1 2 3 4 5 6 GND VCC A B C D 9 8 7 4 5 6 7 8 9 10 11 12 1314 15 16 17 18 19 20 1 2 3 2 3 NC 4 5 B C NC D 9 NC 6 GND 7 8 1 0 NC VCC A ดานบน 1 2 4 8 B C D A (15) (14) (13) (12) 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 BCD/DEC (1) (2) (3) (4) (5) (6) (7) (9) (10) (11) 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 ตัวเลขในวงเล็บ บอกตําแหนงขา สัญลักษณรูปสามเหลี่ยม ที่เอาตพุตแสดงวาเอาตพุต เปนลอจิก 0 เมื่อถูกกระตุน ตารางการทํางาน เลข 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 L L L L L L L L H H H H H H H H D C L L L L H L L L H H H H H H H H L L H H L L L L H H H H H H H H B A L H L H L H L H L H L H L H L H L H H H H H H H H H H H H H H H H L H H H H H H H H H H H H H H H H L H H H H H H H H H H H H H H H H L H H H H H H H H H H H H H H H H L H H H H H H H H H H H H H H H H L H H H H H H H H H H H H H H H H L H H H H H H H H H H H H H H H H L H H H H H H H H H H H H H H H H L H H H H H H H H H H H H H H H H L H H H H H H 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9เอาตพุตเลขฐานสิบ H = ลอจิก 1 L = ลอจิก 0 ไม แน นอ น อินพุตบีซีดี อินพุต A อินพุต B อินพุต C อินพุต D เอาตพุต 0 เอาตพุต 1 เอาตพุต 2 เอาตพุต 3 เอาตพุต 4 เอาตพุต 5 เอาตพุต 6 เอาตพุต 7 เอาตพุต 8 เอาตพุต 9 วงจร 1 2 3 4 5 6 7 8 109 11 12 13 14 15 16 รูปที่ 2.2 แผนขอมูลไอซีถอดรหัส 7442 ที่มาhttp://www.alldatasheet.com : 12 ม.ค. 2548) ( ตัวอยางที่ 2.1 เมื่อปอนอินพุตเปน 11002 เขาไอซี 7442 เอาตพุตขาใดจะเปนลอจิก 0 (ถูกกระตุน) วิธีทํา ดูตารางการทํางานในรูปที่ 2.2 จะเห็นไดวา เมื่ออินพุตเปน 11002 หรือ HHLL (1210) จะไมมีขาใดเปนลอจิก 0 (ไมถูกกระตุน) รศ.สมชาย ชื่นวัฒนาประณิธิ

(4)

รศ.สมชาย ชื่นวัฒนาประณิธิ บทประยุกต วงจรแปลงรหัสบีซีดีเปนเลขฐานสิบที่มีวงจรนับ ในรูปที่ 2.3 เปนการตอวงจรถอดรหัส 7442 กับวงจรนับสิบที่ใชไอซี 7490 เมื่อมีสัญญาณ นาฬิกาปอนเขาที่ขา 14 ของไอซี 7490 จะมีการนับเลขฐานสองสงออกที่เอาตพุต แลวไปตอเขากับ อินพุตของ 7442 ทําใหไดโอดเปลงแสงที่เอาตพุตของ 7442 ติดสวางตามคาการนับเปน 0000 0001 0010 0011 0100 0101 0110 0111 1000 และ 1001 แลวกลับไปที่จุดเริ่มตน 0000 และนับตอไป โดยเพิ่มคาการนับทีละหนึ่ง ไดโอดเปลงแสงที่เอาตพุตไอซี 7442 จะติดสวางเมื่อเอาตพุตเปนลอจิก 0 +5 V Ω 1 R 220 +5 V (16) (1) (2) (3) (4) (5) (6) (10) (11) (9) (7) 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 (8) (15) (14) (13) (12) A B C D (12) (9) (8) (11) (1) (10) (7) (6) (3) (14) (2) +5 V (5) อินพุต สัญญาณนาฬิกา 7490 วงจรนับสิบ วงจรถอดรหัส7442 บีซีดีเปนเลข ฐานสิบ รูปที่ 2.3 วงจรแปลงรหัสบีซีดีเปนเลขฐานสิบที่มีวงจรนับ

(5)

ตัวอยางที่ 2.2 เมื่อนําวงจรในรูปที่ 2.3 ไปตอทดสอบการทํางาน พบวาเมื่อกดสวิตช จายไฟใหกับวงจรแลวปรากฏวา ไดโอดเปลงแสงไมติดสวางตามลําดับ จะมีขั้นตอนในการแกไขอยางไรบาง วิธีทํา ใหตรวจหาขอบกพรองตามขั้นตอนตอไปนี้ 1. ตรวจแรงดันไฟฟา +5 V ที่ปอนเขาไอซี 7490 7442 และขาแอโนดของไดโอด เปลงแสง โดยใชลอจิกโปรบ 2. ตรวจสอบขาไอซีที่ตอลงกราวดดวยลอจิกโปรบ 3. ตรวจสอบสัญญาณนาฬิกาที่ปอนเขามา 14 ของไอซี 7490 โดยใชลอจิกโปรบ อาจจะใช สวิตชลอจิกหรือพัลซเซอร ในการทดสอบวงจรนับ 4. แยกวงจรออกเปน 2 สวน คือ สวนที่เปนวงจรถอดรหัสกับสวนที่เปนวงจรนับ แลว ตรวจสอบการทํางานแตละสวน 5. หาขอบกพรองใหไดวา ขอบกพรองเกิดจากตัวไอซี หรือภายนอกตัวไอซี สัญลักษณลอจิก BIN/DEC 1 2 4 8 A B C D (23) (22) (21) (20) (18) (19) 1 G 2 G & EN 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 1514 13 1211 109 8 7 6 5 43 2 1 0 (1) (2) (3) (4) (5) (6) (7) (8) (9) (10) (11) (12) (13) (14) (15) (16) บอกฟงกชัน การทํางาน กระตุนใหไอซีทํา งานดวยลอจิก 0 อุปกรณ : SN74154 -วงจรถอดรหัส 4 เสนเปน 16 เสน 01 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 1 G 2 G A B C D อินพุต เอาตพุต วงจร รูปที่ 2.4 แผนขอมูลไอซีถอดรหัส 74154 (ที่มาhttp://www.alldatasheet.com : 12 ม.ค. 2548) รศ.สมชาย ชื่นวัฒนาประณิธิ

(6)

รศ.สมชาย ชื่นวัฒนาประณิธิ ตารางการทํางาน L L L L L L L L L L L L L L L L H L H L L L L L L L L H H H H H H H H X X X D C L L L L H L L L H H H H H H H H X X X L L H H L L L L H H H H H H H H X X X B A L H L H L H L H L H L H L H L H X X X L H H H H H H H H H H H H H H H H H H H L H H H H H H H H H H H H H H H H H H H L H H H H H H H H H H H H H H H H H H H L H H H H H H H H H H H H H H H H H H H L H H H H H H H H H H H H H H H H H H H L H H H H H H H H H H H H H H H H H H H L H H H H H H H H H H H H H H H H H H H L H H H H H H H H H H H H H H H H H H H L H H H H H H H H H H H H H H H H H H H L H H H H H H H H H 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9เอาตพุต H = ลอจิก 1 L = ลอจิก 0 อินพุต H H H H H H H H H H L H H H H H H H H H H H H H H H H H H H L H H H H H H H H H H H H H H H H H H H L H H H H H H H H H H H H H H H H H H H L H H H H H H H H H H H H H H H H H H H L H H H H H H H H H H H H H H H H H H H L H H H 10 11 12 13 14 15 1 G G2 L L L L L L L L L L L L L L L L L H H X= ลอจิก 1 หรือลอจิก 0 VCC A B C D 1 G 2 G 15 14 13 12 11 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 GND 1 12 13 24 ดานบน รูปที่ 2.4 (ตอ) วงจรถอดรหัสเลขฐานสิบหก วงจรถอดรหัสเลขฐานสิบหก เปนวงจรที่ใชเลือกเอาตพุต 1 ใน 16 โดยใชขอมูลปอนเขาที่ อินพุต 4 ขา ไอซีที่ใชถอดรหัสเลขฐานสิบหก คือ เบอร 74154 มีแผนขอมูลแสดงในรูปที่ 2.4 การ ทํางานของไอซีถอดรหัส จะปอนลอจิกเขาที่อินพุตได 16 รูปแบบ (0000 – 1111) แลวปอนลอจิก 0 เขาที่ขาอิเนเบิล (G1G2) ขาเอาตพุตที่ถูกเลือกจะเปน ลอจิก 0 (L) ดูในตารางการทํางาน รูปที่ 2.4 บทประยุกต วงจรไฟกระพริบเดินหนา / ถอยหลัง วงจรไฟกระพริบ ประกอบดวยไดโอดเปลงแสง 16 ตัว ตอกับเอาตพุตของวงจรถอดรหัส 74154 และมีไอซี 74193 เปนวงจรนับขึ้นและนับลง ตอเปนวงจรตามรูปที่ 2.5 มีแนนดเกต 4 ตัว ควบคุมการนับขึ้น / นับลง การทํางานเริ่มจาก แนนดเกต B สมมุติใหขา 5 มีลอจิกเปน 1 และแนนด เกต A ขา 1 เปนลอจิก 0 ทั้งสองขาจะมีลอจิกตรงกันขามในชองที่แนนดเกต B ขา 5 เปนลอจิก 1 สัญญาณนาฬิกาจากขา 4 จะปรากฏที่ขาอินพุต COUNT UP ของวงจรนับ ทําใหมีการนับขึ้นทีละหนึ่ง (0000 0001 0010 ไปถึง 1111) คาการนับที่เอาตพุตของวงจรนับจะตอกับขาอินพุตของวงจร

(7)

1 7400 4 (8) (9) (10) 330 Ω +5 V (12) (13) (11) 1 7400 4 1 7400 4 1 74004 +5 V +5 V 15 14 13 12 11 10 9 8 7 6 5 4 3 2 1 0 (12) (18) (19) (23) (22) (21) (20) (7) (6) (2) (3) (8) (14) (16) (4) (5) A B C D A B C D 74193 Up/Down Counter COUNT DOWN COUNT UP

74154 4 line to 16-line Decoder

(16) +5 V (1) (2) (4) (5) (7) (6) (3) (14) สัญญาณนาฬิกา สายควบคุม การนับลง สายควบคุม การนับขึ้น (17) (16) (15) (14) (13) (11) (10) (9) (8) (7) (6) (5) (4) (3) (2) (1) B A C D รูปที่ 2.5 วงจรไฟกระพริบเดินหนา / ถอยหลัง เมื่อเอาตพุตเปนลอจิก 0 และนับถึงคา 1111 (15) ขาเอาตพุต 15 (ขา 17) เปนลอจิก 0 ทําให ไดโอดเปลงแสงกลับทางการกระพริบ คาลอจิก 0 ที่ขา 17 ของไอซี 74154 จะตอกับขา 10 ของแนนด เกต C ทําใหไดเอาตพุตเปนลอจิก 1 ไปขับขา 1 ของแนนดเกต A และยอมใหสัญญาณนาฬิกาสงตอ ไปยังขาอินพุต COUNT DOWN ของ 74193 ลอจิก 1 ที่เอาตพุตของแนนดเกต C จะไปขับขา 12 ของ แนนดเกต D เมื่ออินพุตขา 13 ยังคงเปนลอจิก 1 จนกวาจะมีเอาตพุตเปนลอจิก 0 วงจรถอดรหัสจะไม ถูกกระตุนในชวงนี้ เมื่อขาอินพุตทั้งสองของแนนดเกต D เปน 1 ทั้งคู จะไดเอาตพุตเปนลอจิก 0 เพื่อ รศ.สมชาย ชื่นวัฒนาประณิธิ

(8)

รศ.สมชาย ชื่นวัฒนาประณิธิ การแสดงผลวงจรถอดรหัส ในระบบดิจิตอลสวนมากตองมีการแสดงผล เชน นาฬิกาดิจิตอล เครื่องคํานวณ และ โทรศัพทมือถือ ในการแสดงผลจะตองมีวงจรถอดรหัสและวงจรที่ทําหนาที่เปนตัวขับชุดแสดงผล วงจรถอดรหัสที่ใชขับไดโอดเปลงแสง 7 สวน ไอซีที่ใชเปนวงจรถอดรหัสและเปนตัวขับไดโอดเปลงแสง 7 สวน คือ เบอร 7447 มี ขอมูลแสดงในรูปที่ 2.6 เปนไอซีถอดรหัสที่มี 4 อินพุต และเอาตพุตมี 7 ขา มีขาควบคุม 2 ขา คือ และ มีรายละเอียดการทํางานตามตารางการทํางาน LT RBI B C D A GND VCC f g a b c d e 4 5 6 7 8 9 10 11 12 1314 15 16 1718 19 20 1 2 3 NC D g a NC b c NC A GND e d C B NC VCC f ดานบน 1 2 3 4 5 6 7 8 109 11 12 13 14 15 16 LT / BI RBO RBI LT / BI RBO RBI สัญลักษณลอจิก '46A '47A 'LS47 BIN/7SEG ไอซีถอดรหัสเลขฐานสอง ไปขับตัวแสดงผล 7 สวน สัญลักษณ บัฟเฟอร/ตัวขับ LT / BI RBI RBO A B C D a b c d e f g สัญลักษณเอาตพุต คอลเลกเตอรเปด 1 2 4 8 (4) (5) (3) (7) (1) (2) (6) (13) (12) (11) (10) (9) (15) (14) BI = Blanking Input RBO = Ripple Blanking Output LT = Lamp Test input

RBI = Ripple Blanking Input 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 ตัวแสดงผลเอาตพุต บีซีดีอินพุต a b c d e f g สวนของตัวแสดงผล 7 สวน รูปที่ 2.6 แผนขอมูลไอซีถอดรหัส 7447 (ที่มาhttp://www.alldatasheet.com : 12 ม.ค. 2548)

(9)

H X X X X X X X X X X X X X X X X X X L L L L L L L L H H H H H H H H X L X D C L L L L H L L L H H H H H H H H X L X L L H H L L L L H H H H H H H H X L X B A L H L H L H L H L H L H L H L H X L X H H H H H H H H H H H H H H H H L L H ON OFF ON ON OFF ON OFF ON ON OFF OFF OFF ON OFF OFF OFF OFF OFF ON a b c เอาตพุตd e f g H = ลอจิก 1 L = ลอจิก 0 อินพุต LT RBI H H H H H H H H H H H H H H H H X H L X= ลอจิก 1 หรือลอจิก 0 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 BI RBI LT เลข ฐานสิบ BI/RBO ON ON ON ON ON OFF OFF ON ON ON OFF OFF ON OFF OFF OFF OFF OFF ON ON ON OFF ON ON ON ON ON ON ON OFF ON OFF OFF OFF OFF OFF OFF ON ON OFF ON ON OFF ON ON OFF ON OFF ON ON OFF ON ON OFF OFF OFF ON ON OFF ON OFF OFF OFF ON OFF ON OFF ON OFF OFF OFF ON OFF OFF OFF ON ON OFF OFF OFF ON ON ON OFF ON ON OFF OFF ON ON ON OFF OFF OFF ON OFF OFF ON ON ON ON ON OFF ON ON ON ON ON ON ON OFF OFF OFF ON หมายเหตุ 2 3 4 1 รูปที่ 2.6 (ตอ) ในรูปที่ 2.7 (ก) แสดงไดโอดเปลงแสง 7 สวน แตละสวนมีชื่อเปน a b c d e f และ g สวนในรูปที่ 2.7 (ข) แสดงการติดสวางของไดโอดเปลงแสง 7 สวนเปนเลข 0 ถึง 9 วงจรถอดรหัส / ตัวขับและไดโอดเปลงแสง 7 สวน ในรูปที่ 2.7 (ค) แสดงการตอไอซีถอดรหัส 7447 กับตัวแสดงผลไดโอดเปลงแสง 7 สวน แบบแอโนดรวม ไอซีถอดรหัส 7447 มีตารางการทํางานตามรูปที่ 2.7 (ง) เมื่อพิจารณาดูที่บรรทัดแรก ของตารางการทํางาน มีคาอินพุตเปน 0000 (0) ปอนที่อินพุต ABCD จะทําใหเอาตพุตของ 7447 ขา a b c d e f เปนลอจิก 0 สวน g เปนลอจิก 1 เอาตพุตทั้ง 7 ขา ของไอซี 7447 ตอกับขาแคโทดของ ไดโอดเปลงแสง 7 สวน ที่เปนแบบแอโนดรวม ตอกับ +5 V เมื่อเอาตพุตของไอซี 7447 ขาใดเปน ลอจิก 0 จะทําใหไดโอดเปลงแสงสวนนั้นติดสวาง แตถาเอาตพุตของไอซี 7447 เปนลอจิก 1 ไดโอด เปลงแสงที่มาตอจะดับ (สวน g) จึงทําใหไดโอดเปลงแสง 7 สวน แสดงเปนเลข 0 รศ.สมชาย ชื่นวัฒนาประณิธิ

(10)

รศ.สมชาย ชื่นวัฒนาประณิธิ a b c d e f g a b c d e f g จุดตอ แอโนดรวม วงจรภายใน (ข) ไดโอดเปลงแสง 7 สวนแสดงเลข 0-9 (ก) ไดโอดเปลงแสง 7 สวน ตารางการทํางานของไอซี 7447 อินพุต เอาตพุต แสดงผล D C B A a b c d e f g L L L L 0 ON ON ON ON ON ON OFF

L L H 1 OFF ON ON OFF OFF OFF OFF

L

L H L 2 ON ON OFF ON ON OFF ON

L

L H H 3 ON ON ON ON OFF OFF ON

L

H L L 4 OFF ON ON OFF OFF ON ON

L

H L H 5 ON OFF ON ON OFF ON ON

L

H H L 6 ON OFF ON ON ON ON ON

L

H H H 7 ON ON ON OFF OFF OFF OFF

L L L L 8 ON ON ON ON ON ON ON H L L H 9 ON ON ON OFF OFF ON ON H L = ลอจิก 0 H = ลอจิก 1 เอาตพุตลอจิก 0 LED สวาง เอาตพุตลอจิก 1 LED ดับ a b c d e f g +5 V (1) (2) (3) แอโนด แอโนด (14) (13) (11) (10) (9) (8) (6) (7) dpTIL 312dp b g c d (Left)dp e f a ตัวแสดงผล 7 สวนแบบแอโนดรวม +5 V จุดตอ แอโนดรวม a b c d e f e dp ทํางาน ที่ลอจิก 0 +5 V +5 V Ω 7 1 R - R = 330 a b c d e f g 1 R 2 R 3 R 4 R 5 R 6 R 7 R (13) (12) (11) (10) (9) (15) (14) (16) (8) (7) (1) (2) (6) A B C D 7447 BCD-7SEG สัญญาณ 1 Hz จากฟงกชันเจนเนอรเรเตอร (1) (12) (9) (8) (11) A B C D (5) (14) (10) (2) (3) (6) (7) ควบคุมการนับ 1 SW 7490 Decade Counter (ค) วงจรนับกับวงจรถอดรหัส รูปที่ 2.7 วงจรถอดรหัส/ตัวขับและไดโอดเปลงแสง 7 สวน

(11)

ตัวอยางที่ 2.3 เมื่อปอนอินพุตเขาไอซี 7447 เปน 0101 จะทําใหไดโอดเปลงแสง 7 สวน ติดสวางเปนอยางไรบาง วิธีทํา พิจารณาจากตารางการทํางานของไอซี 7447 ตามรูปที่ 2.6 เมื่ออินพุตเปน 0101 หรือ LHLH (เลข 5) ปอนเขาที่อินพุต ไอซี 7447 จะใหเอาตพุตเปนลอจิก 0 ยกเวน ขาที่ตอกับสวน b และ e ของไดโอดเปลงแสง 7 สวน ทําใหไดโอดเปลงแสง a b c d e f และ g มีสถานะเปน สวาง ดับ สวาง สวาง ดับ สวาง สวาง (LHLLHLL) วงจรที่แสดงในรูปที่ 2.7 (ค) ทํางานดวยความถี่ 1 Hz โดยปอนสัญญาณนาฬิกาเขาที่สวิตช ON/OFF ที่ตอเขาขา 14 ของไอซี 7490 ซึ่งเปนวงจรนับ โดยสงคาการนับออกที่ขา A B C D ตาม จํานวนสัญญาณนาฬิกาที่ปอนเขาที่ขา 14 เอาตพุตของไอซี 7490 จะตอเขาอินพุตของไอซี 7447 ซึ่ง เปนวงจรถอดรหัสและตัวขับที่ตอกับตัวแสดงผลไดโอดเปลงแสง 7 สวน เมื่อสวิตช ON/OFF ตอวงจร ไอซี 7490 จะนับสัญญาณนาฬิกา สวนไอซี 7447 จะถอดรหัสการนับและแสงผลเปนตัวเลข 0 – 9 เมื่อสวิตช ON/OFF เปดวงจร คาการนับจะยังคงอยู มีการแสดงตัวเลขคางไว ไอซี 7447 เปนตัวอยางของวงจรถอดรหัส/ตัวขับ มีเอาตพุตทํางานที่ลอจิก 0 ใชกับไดโอด เปลงแสง 7 สวน แบบแอโนดรวม สวนไอซี 7448 เปนวงจรถอดรหัส/ตัวขับ ที่มีเอาตพุตทํางานที่ ลอจิก 1 และใชกับไดโอดเปลงแสง 7 สวน แบบแคโทดรวม ไอซี 7447 มีใชแพรหลายมากกวาไอซี 7448 โดยไอซี 7447 จะยอมใหมีกระแสซิงค ปริมาณมากไหลมาจากไดโอดเปลงแสง 7 สวนแบบ แอโนดรวม สวนไอซี 7448 จะมีกระแสซอรสจายไปยังไดโอดเปลงแสง 7 สวนแบบแคโทดรวม ไอซี 7447 และ 7448 ใชเปนตัวแปลงรหัสบีซีดีแลวสงไปแสดงผลที่ไดโอดเปลงแสง 7 สวน จากสัญลักษณของไอซี 7447 ตามรูปที่ 2.6 จะเห็นไดวา มีขาอินพุตอีก 3 ขา ที่ยังไมได

กลาวถึงคือ ขา (Lamp test input) ขา (blanking input) และขา (Ripple blanking

input) ขาอินพุตทั้ง 3 ทํางานที่ลอจิก 0 แตละขามีหนาที่ดังนี้ LT BI RBI เมื่อขา ไดรับลอจิก 0 จะทําใหเอาตพุตของไอซี 7447 เปนลอจิก 0 ไดโอด เปลงแสง 7 สวนที่ตออยูสวางทุกตัว ใชทดสอบการทํางานของไอซี 7447 และไดโอด เปลงแสง 7 สวน LT เมื่อ ไดรับลอจิก 0 จะทําใหเอาตพุตของไอซี 7447 เปนลอจิก 0 ทําใหไดโอด เปลงแสง 7 สวนดับทุกตัว นําไปใชในกรณีที่ไมตองการแสดงตัวเลข 0 ที่อยูขางหนา เชน 00123 ตองการให แสดงเปน 123 BI รศ.สมชาย ชื่นวัฒนาประณิธิ

(12)

รศ.สมชาย ชื่นวัฒนาประณิธิ 7447 RBI A B C D กําเนิดพัลซ On On Off Off On Off Off On On On Off รูปคลื่นควบคุม การหรี่ รูปคลื่นควบคุม การสวาง ชวง Off มากกวา On ทําใหตัวแสดงผลหรี่ ชวง On มากกวา Off ทําใหตัวแสดงผลสวาง รูปที่ 2.8 การควบคุมความสวางของไดโอดเปลงแสง เมื่อขา เปนลอจิก 0 จะควบคุมการหรี่ หรือทําใหไดโอดเปลงแสงสวางมากขึ้น โดยการ ปรับแรงดันที่จายใหกับไดโอดเปลงแสง สัญญาณที่ตอเขาขา ใชรูปคลื่นของพัลซ ตามรูปที่ 2.8 โดยใชวัฏจักรเวลาหรืออัตราสวนของพัลซในชวงที่เปนลอจิก 1 กับชวงที่เปนลอจิก 0 เพื่อควบคุมความ สวางของไดโอดเปลงแสง เมื่อพัลซเปนลอจิก 0 ไดโอดเปลงแสงจะดับและเมื่อพัลซเปนลอจิก 1 ไดโอด เปลงแสงติดสวาง การควบคุมความสวางของไดโอดเปลงแสงจะทํางานรวมกับอินพุตที่ปอนเขาขา A B C D ของไอซี 7447 โดยใชความถี่มากกวา 25 Hz ซึ่งไมสามารถมองเห็นการเปลี่ยนแปลงได การ เปลี่ยนความสวางของไดโอดเปลงแสง ใชการเปลี่ยนวัฏจักรหนาที่ ในชวงที่เปนลอจิก 1 กับลอจิก 0 ตามตัวอยางในรูปที่ 2.8 RBI RBI

วงจรถอดรหัสสําหรับตัวแสดงผลแบบผลึกเหลว (Liquid Crystal Display : LCD) ใช แสดงขอสนเทศ ในรูปที่ 2.9 (ก) เปนตัวแสดงผล 7 สวนแบบแอลซีดี ตัวแสดงผลแตละสวน ปกติจะ

โปรงแสง เมื่อปลอยแรงดันไฟสลับ (3 V – 15 V) เขาระหวางหนาสัมผัสกับเพลต จะทําใหโมเลกุล

ของผลึกถูกจัดรูปแบบใหม ทําใหสวนของตัวแสดงผลเปนสีดํา ตัวแสดงผลแบบนี้ใชกับที่มีแสงสวาง

ใชกระแสไฟฟานอยกวาตัวแสดงผลแบบไดโอดเปลงแสง ทําใหตัวแสดงผลแบบแอลซีดีใชกับ

(13)

a b c d e f g

4070 -Quad Two -Input Exclusive OR gate 14 13 12 11 10 9 8 DD V 1 2 3 4 5 6 7 +12 V (16) (4) (3) (13) (12) (11) (10) (9) (15) (14) (8) (7) (1) (2) (6) A B C D 4511 BCD to 7SEG 40192 Decade Up/Down Counter A B C D (3) (2) (6) (7) (12) (13) (8) (9) (10) (14) (1) (15) (4) (16) (11) +12 V DOWN สัญญาณ นาฬิกา 1 Hz 30 Hz เพลตดานหลัง ลอจิก 0 เคลือบโลหะ แผนแกว ดานหนา แผนแกว ดานหลัง โมเลกุล ผลึกเหลว แสงสอง ดานหลัง แสงสองดานหลัง สนามไฟฟา ลอจิก 1 ไมกลับคา กลับคา (ก) ตัวแสดงผลแอลซีดี หนาสัมผัส สายตอ สวนแสดงผล เพลต ดานหลัง เพลต ดานหนา (ข) วงจร รูปที่ 2.9 วงจรถอดรหัสสําหรับตัวแสดงผลแอลซีดี วงจรถอดรหัส/ตัวขับสําหรับแอลซีดี ในรูปที่ 2.9 (ข) แสดงซีมอส 4511 (ตัวถอดรหัส/ตัวขับที่ใชแปลงรหัสบีซีดี) ที่ตอกับ ซีมอส 4070 2 ตัว (เอ็กซคลูซีฟออรเกต) ใชขับแอลซีดี เอ็กซคลูซีฟออรเกตควบคุมการแสดงผล รศ.สมชาย ชื่นวัฒนาประณิธิ

(14)

รศ.สมชาย ชื่นวัฒนาประณิธิ โดยมีซีมอส 4511 เปนตัวกําเนิดเอาตพุตที่เปนลอจิก 1 เพื่อปอนเขาอินพุตของเอ็กซคลูซีฟออรเกต ลอจิก 1 ที่เอ็กซคลูซีฟออรเกตจะยอมใหสัญญาณความถี่ 30 Hz ปอนเขาสวนแอลซีดี ความตางศักย ระหวางแบล็คเพลตแตละสวนจะทําใหเกิดสวนสีดํา เนื่องจากสนามแมเหล็กไฟฟา ทําใหมีการจัดโครง สรางของโมเลกุลในแตละสวนใหมตามรูปที่ 2.9 (ข) ในอีกลักษณะหนึ่ง เมื่อซีมอส 4511 ใหเอาตพุต เปนลอจิก 0 จะไมมีสัญญาณ 30 Hz ปอนเขาแอลซีดี จึงไมเกิดความตางศักยระหวางแบล็คเพลตกับ สวนของแอลซีดี ทําใหมองเห็นโปรงแสง ตามรูปที่ 2.9 (ข) การใชซีมอสเปนตัวขับแอลซีดีทําใหใชกําลังไฟฟานอยมาก ใชแหลงจายไฟฟาจากแบตเตอรี่ อีกเหตุผลหนึ่งในการใชซีมอสแทนทีทีแอลเพื่อขับตัวแสดงผลแอลซีดี คือ ใชแรงดันไฟฟาต่ําเมื่อเปน ลอจิก 0 ถาเปนเกตทีทีแอลมีคา 0.4 โวลต แตถาเปนซีมอสที่เอาตพุตเปนลอจิก 0 มีแรงดันเพียง 0.1 V

แบบฝกหัดตอนที่

1

1. ถาปอนอินพุต 1001 เขาที่วงจรถอดรหัส 7442 จะแสดงผลเปนเลขใด (0 – 9) 2. วงจรถอดรหัสตอไปนี้มีจํานวนเอาตพุตเทาใด 2.1 บีซีดีเปนเลขฐานสิบ 2.2 เลขฐานสองเปนเลขฐานสิบหก 3. เมื่อปอนอินพุต 0110 เขาที่ไอซีถอดรหัส 7447 จะทําใหเอาตพุต a b c d e f และ g เปนลอจิกใด 4. ทําไมใชวงจรถอดรหัส / ตัวขับแบบซีมอสในการขับตัวแสดงผลแบบแอลซีดี

วงจรเขารหัส

วงจรเขารหัสเปนวงจรที่ทํางานตรงขามกับวงจรถอดรหัส วงจรถอดรหัสเปนวงจรตรวจจับ รหัสเฉพาะ สวนวงจรเขารหัสเปนตัวกําหนดรหัสเฉพาะ วงจรเขารหัสพื้นฐาน ในรูปที่ 2.10 (ก) แสดงวงจรเขารหัสเลขฐานสิบเปนเลขฐานสอง โดยใชสวิตชกดติดปลอย ดับ 3 ตัว มีตัวตานทานยกระดับแรงดัน 3 ตัว และแนนดเกต 2 ตัว ตัวตานทานยกระดับแรงดันจะ ทําใหอินพุตของแนนดเกตปกติเปนลอจิก 1 เมื่อกดสวิตช 1 อินพุตของแนนดเกต A จะเปนลอจิก 0 ทําใหเอาตพุตของแนนดเกต ขา A0 เปนลอจิก 1 สวนอินพุตของแนนดเกต B เปนลอจิก 1 ทําให เอาตพุต A1 เปนลอจิก 0 เมื่อพิจารณาตามตารางความจริงในรูปที่ 2.10 (ก) จะเปนการกําเนิดรหัส 2 บิต เมื่อกดสวิตช 1 ไดเปน 01 มีคาเปนเลข 1 ในฐานสิบ แตเมื่อกดสวิตช 2 ไดเปน 10 มีคาเปนเลข

(15)

+5 V 1 2 3 1 R R2 R3 ตัวตานทานยกระดับแรงดัน 1 A 0 A A B แนนดเกต : อินพุตขาหนึ่งเปน 0 จะใหเอาตพุตเปน 1 อินพุต A A1 (0 เอาตพตุ) 1 0 1 2 1 0 3 1 1 (ก) วงจรเขารหัส 3 สาย เปน 2 สาย 2 1 3 4 5 6 7 8 9 +5 V A B C D 0 A 1 A 2 A 3 A อินพุต เอาตพุต 1 2 3 4 5 6 7 8 9 A3 A2 A1 A0 0 1 1 1 1 1 1 1 1 0 0 0 1 1 0 1 1 1 1 1 1 1 0 0 1 0 1 1 0 1 1 1 1 1 1 0 0 1 1 1 1 1 0 1 1 1 1 1 0 1 0 0 1 1 1 1 0 1 1 1 1 0 1 0 1 1 1 1 1 1 0 1 1 1 0 1 1 0 1 1 1 1 1 1 0 1 1 0 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 0 1 1 0 0 0 1 1 1 1 1 1 1 1 0 1 0 0 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 0 0 0 0 (ข) วงจรเขารหัสเลขฐานสิบเปนเลขฐานสอง รูปที่ 2.10 วงจรเขารหัสพื้นฐาน รศ.สมชาย ชื่นวัฒนาประณิธิ

(16)

รศ.สมชาย ชื่นวัฒนาประณิธิ วงจรในรูปที่ 2.10 (ข) เปนการขยายวงจรเขารหัส ในรูปที่ 2.10 (ก) โดยการเพิ่มสวิตชเปน 9 ตัว และใชแนนดเกต 4 อินพุต 4 ตัว ไดเปนวงจรเขารหัสเลขฐานสิบเปนรหัสบีซีดี การทํางานจะ คลายกับวงจรเขารหัสตามที่ไดกลาวมาแลว ตัวอยาง เมื่อกดสวิตช 2 แนนดเกต B จะมีอินพุตเปน ลอจิก 0 ทําใหเอาตพุต A1 เปนลอจิก 1 ไดเอาตพุตทั้งหมดเปน 0010 (A3 A2 A1 A0) ตรงกับเลข 2 ฐานสิบ แตเมื่อกดสวิตช 7 อินพุตของแนนดเกต A B และ C เปนลอจิก 0 ทําใหเอาตพุต A0 A1 A2 เปนลอจิก 1 ไดเอาตพุตทั้งหมดเปน 0111 ตรงกับเลข 7 ฐานสิบ ตัวอยางที่ 2.4 จากวงจรในรูปที่ 2.10 (ข) จงเขียนรหัสเอาตพุต เมื่อสวิตช 2 และ 4 พรอมกัน วิธีทํา เมื่อกดสวิตช 2 และ 4 ในรูปที่ 2.10 (ข) พรอมกัน แนนดเกต B และ C จะมี อินพุตเปนลอจิก 0 จึงทําใหไดเอาตพุตเปนลอจิก 1 ไดรหัสเอาตพุตของสวิตช 2 เปน 0010 และ 4 เปน 0100 เมื่อรวมกันไดเปน 0110 ในการนําวงจรเขารหัสไปใชงาน ไมใชการสรางวงจรจากอุปกรณที่แยกเปนรายอุปกรณ แต จะจัดทําเปนวงจรเชิงจัดหมูในรูปของไอซี มีหลักการทํางานและการประยุกตใชงานดังนี้ วงจรเขารหัสเลขฐานสิบเปนรหัสบีซีดี ในรูปที่ 2.11 แสดงขอมูลของไอซี 74147 เปนวงจรเขารหัสเลขฐานสิบเปนรหัสบีซีดี ที่มี การกําหนดลําดับความสําคัญ จากรูปวงจรขาอินพุต 19 มีเครื่องหมายบารอยูขางบนตัวอักษร แสดงใหทราบวา อินพุตถูกกระตุนใหทํางานที่ลอจิก 0 และในทํานองเดียวกันที่เอาตพุต 0 – 3 จะ ถูกกระตุนใหทํางานดวยลอจิก 0 เรียกวา เอาตพุตทํางานที่ลอจิกบวก จากตารางการทํางานบรรทัด สุดทาย 1 เปนลอจิก 0 จะทําใหไอซี 74147 กําเนิดเอาตพุตเปน HHHL (1110) เมื่อกลับคาเปน ลอจิกบวก จะไดเปน LLLH (0001) ไดเปนเลข 1 (ฐานสิบ) ซึ่งตรงกับการกระตุนที่อินพุต 1 A A Q Q A A เมื่อพิจารณาดูในบรรทัดที่ 2 ของตารางการทํางานในรูปที่ 2.11 จะเห็นไดวาขา 9 เปน ลอจิก 0 ไอซี 74147 จะกําเนิดรหัสลอจิกลบเปน LHHL (0110) เมื่อกลับคาเปนรหัสลอจิกบวก ไดเปน HLLH (1001) ตรงกับเลข 9 (ฐานสิบ) ซึ่งเกิดจากการกระตุนที่อินพุต 9 ดังนั้น การปอนลอจิก 0 เขาที่ขาใดขาหนึ่งของ 1 – 9 จะทําใหไดรหัสที่เอาตพุตเปนลอจิกลบ และเมื่อกลับคาไดเปนลอจิก บวก ซึ่งตรงกับขาอินพุตพอดี คา X ในตารางการทํางานตามรูปที่ 2.11 เปนการบอกใหทราบวา มี คาเปนลอจิก 1 หรือลอจิก 0 ก็ได ในกรณีที่มีการปอนลอจิก 0 เขาที่ขาอินพุตของไอซี 74147 พรอม กัน เชน ขา 9 กับ 6 เมื่อดูในตารางการทํางานบรรทัดที่ 2 ในรูปที่ 2.11 ไอซี 74147 จะกําเนิด รหัสขาที่ 9 โดยไมสนใจลอจิก 0 ที่ขา 6 A A A A A A A

(17)

อุปกรณ : SN74LS147-วงจรเขารหัสเลขฐานสิบเปนบีซีดี สัญลักษณลอจิก 4 5 6 7 8 C B GND VCC NC D 3 2 1 9 A 4 5 6 7 8 9 10 11 12 1314 15 16 17 18 19 20 1 2 3 6 7 NC 8 C D 3 NC 2 1 NC B GND A 9 5 4 NC VCC NC ดานบน 1 2 4 8 B C D A HPRI/BCD (1) (13) (12) (11) (5) (6) (7) (9) (14) 1 2 3 4 5 6 7 9 ตารางการทํางาน H X X X X X X X X L 1 2 3 4 H L H H H H H H H H 5 6 7 8 9 D C B Aเอาตพุต H = ลอจิก 1 L = ลอจิก 0 X = ลอจิก 1 หรือลอจิก 0 อินพุต 1 2 3 4 5 6 7 8 109 11 12 13 14 15 16 8 (2) (3) (4) 1 2 3 4 5 6 7 8 9 H X X X X X X X L H H X X X X X X L H H H X X X X X L H H H H X X X X L H H H H H X X X L H H H H H H X X L H H H H H H H X L H H H H H H H H L L H H H H H H H H H H L L L L H H H H H H L L H H L L H H L H L H L H L H L 0 Q 1 Q 2 Q 3 Q (9) (7) (6) (14) (11) (12) (13) (1) (2) (3) (4) (5) (10) 1 A 2 A 3 A 4 A 5 A 6 A 7 A 8 A 9 A วงจร รูปที่ 2.11 ขอมูลไอซีเขารหัส 74147 (ที่มาhttp://www.alldatasheet.com : 12 ม.ค. 2548) รศ.สมชาย ชื่นวัฒนาประณิธิ

(18)

รศ.สมชาย ชื่นวัฒนาประณิธิ

7

8

9

6

5

4

3

2

1

0

แปนพิมพ สวิตชปกติเปดวงจร +5 V ตัวตานทาน ยกระดับแรงดัน Ω 1 k ENCODER 74147 +5 V รหัสบีซีดี ลอจิกลบ รหัสบีซีดี ลอจิกบวก รหัสบีซีดี ลอจิกลบ ลอจิกบวก 1 1110 0001 2 1101 0010 3 1100 0011 4 1011 0100 5 1010 0101 6 1001 0110 7 1000 0111 8 0111 1000 9 0111 1000 แปนที่กด มีคาตรงกันขาม (10) (5) (4) (3) (2) (1) (13) (12) (11) (8) (16) (9) (7) (6) (14) 9 A 8 A 7 A 6 A 5 A 4 A 3 A 2 A 1 A 0 Q 1 Q 2 Q 3 Q 0 A รูปที่ 2.12 วงจรเขารหัส 0 – 9

(19)

วงจรเขารหัส 0 – 9 ในรูปที่ 2.12 แสดงการตอไอซี 74147 เปนวงจรเขารหัสแปนพิมพเครื่องคิดเลข ที่มีแปน กด 1 – 9 ที่สวิตชแตละตัวมีตัวตานทานยกระดับแรงดัน เพื่อใหแนใจวาปกติขาอินพุตของไอซี 74147 เปนลอจิก 1 เมื่อมีการกดแปนพิมพ ทําใหอินพุตเปนลอจิก 0 เมื่อกดแปน 1 จะทําใหขา 1 เปนลอจิก 0 ไดเอาตพุตลอจิกลบเปน 1110 เมื่อตอเขาอินเวอรเตอร ไดเปนลอจิกบวก 0001 ตรงกับเลข 1 ดังนั้น การตออินเวอรเตอรเขาที่เอาตพุตของไอซี 74147 ทําใหคาที่ไดตรงกับหมายเลขแปนพิมพที่กด A ตัวอยางที่ 2.5 จากรูปที่ 2.12 เมื่อไมมีการกดแปนพิมพใดเลย จะมีการกําเนิดรหัสเอาตพุตเปน ลอจิกลบและลอจิกบวก อยางไร วิธีทํา ดูที่ตารางการทํางานบรรทัดที่ 1 ในรูปที่ 2.11 จะเห็นไดวา ไมมีอินพุตขาใดเปน ลอจิก 0 จึงไดรหัสลอจิกเปน 1111 แสดงออกที่เอาตพุตของ 74147 เมื่อกลับคา เปนลอจิกบวกไดเปนรหัส 0000 ตรงกับเลข 0 (ฐานสิบ)

แบบฝกหัดตอนที่

2

1. วงจรเขารหัสเลขฐานสิบเปนรหัสบีซีดี มีจํานวนอินพุตและเอาตพุตเทาใด 2. เอาตพุตของไอซี 74147 ซึ่งเปนรหัสลอจิกลบจะทําใหเปนรหัสลอจิกบวกไดอยางไร 3. ถาอินพุต 3 4 และ 7 ของไอซี 74147 ถูกกระตุนดวยลอจิก 0 พรอมกัน จะไดรหัส ที่เอาตพุตเปนอยางไร 4. จงแปลงรหัสลอจิกลบ ใหเปนรหัสลอจิกบวก ดังนี้ 4.1 0010 4.2 1110 4.3 LHLL 4.4 ON OFF ON OFF

การแกไขขอบกพรองวงจรถอดรหัสและวงจรเขารหัส

ชางเทคนิคหรือผูตรวจสอบขอบกพรอง ตองมีความรูในการใชเครื่องมือวัด และทดสอบทาง อิเล็กทรอนิกส มีเทคนิคในการตรวจหาขอบกพรองและหาตําแหนงจุดเสียในระบบดิจิตอล ไดอยาง รวดเร็ว แลวทําการแกไขขอบกพรอง วิธีการหาจุดเสียและการแกไข มีขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่ 1 การวินิจฉัย ขั้นตอนแรกเปนการวินิจฉัยหาขอบกพรองของวงจรโดยการพิจารณาจากขอผิดพลาดในการ ทํางาน ขั้นตอนนี้ชางเทคนิคหรือผูแกไขตองทราบขอสนเทศเกี่ยวกับระบบ วงจรและอุปกรณ เพื่อนํามา ใชในการวินิจฉัยปญหาที่เกิดขึ้น รศ.สมชาย ชื่นวัฒนาประณิธิ

(20)

รศ.สมชาย ชื่นวัฒนาประณิธิ ขั้นที่ 2 การแยกสวน ขั้นตอนนี้เปนการตรวจสอบการทํางานของระบบตามลําดับเพื่อแยกสวนที่เปนปญหา โดย ชางเทคนิคจะสังเกต ทดสอบและประยุกตเทคนิคการแกไขขอบกพรองเพื่อหาจุดเสีย ขั้นที่ 3 การซอมจุดเสีย ขั้นตอนสุดทาย เปนการแกไขขอบกพรอง แลวทดสอบการทํางานของวงจรและระบบ ในการแกไขขอบกพรอง ตองไดรับการฝกตรวจซอมบอย ๆ ซึ่งจะไดนําหลักการนี้ไปใชใน บทเรียนตอไป ในบทเรียนนี้จะไดฝกการตรวจซอมวงจรเขารหัส/ถอดรหัส โดยใชการตรวจสอบขอ บกพรอง 3 ขั้นตอน วงจรเขารหัส / ถอดรหัสตัวอยาง ในรูปที่ 2.13 เปนการนําวงจรเขารหัสที่ใชไอซีเบอร 74147 ซึ่งกําเนิดรหัสลอจิกลบที่มีคา สัมพันธกับการปอนลอจิก 0 เขาที่อินพุตของไอซี 74147 เอาตพุตที่ไดนํามาตอกับอินเวอรเตอร 7404 เมื่อกลับคาใหเปนรหัสลอจิกบวกแลว ปอนเขากับไอซีถอดรหัส 7447 เพื่อไปขับตัวแสดงผลไดโอด เปลงแสง 7 สวนที่เปนแบบแอโนดรวม เมื่อกดสวิตชแปนพิมพเลขใดจะมีการแสดงผลตรงกับเลขนั้น นําเอาวิธีการแกไขขอบกพรอง 3 ขั้นตอนมาทดลองใชในการหาขอบกพรองและแกไขวงจร เขารหัส/ถอดรหัส ขั้นที่ 1 วินิจฉัย การวินิจฉัยขอบกพรองของระบบ จําเปนตองทราบการทํางานของวงจรและอุปกรณแตละ ตัวทํางานอยางไร ในการแกไขขอบกพรองของวงจรเขารหัส/ถอดรหัส ในรูปที่ 2.13 ขั้นตอนแรก ตองทบทวนการทํางานของแตละวงจรใหเขาใจอยางชัดเจน ในทางปฏิบัติระบบดิจิตอลแตละระบบจะ มีรายละเอียดการทํางานของวงจรอยูในคูมือชางเทคนิค สําหรับใชเปนแนวทางตรวจซอมขอบกพรอง และตองใชคูมือแผนขอมูลของไอซีประกอบดวยเพื่อใหทราบคุณลักษณะของไอซีที่ใชในระบบ เมื่อมี พื้นฐานเกี่ยวกับการทํางานของวงจรตาง ๆ ในระบบเปนอยางดีแลวจะทําใหการวินิจฉัยขอบกพรองได ถูกตองและรวดเร็ว ขอบกพรองในระบบมี 2 ลักษณะ คือ ขอผิดพลาดจากการทํางาน (operator error) หรือวงจรทํางานไมถูกตอง (circuit malfunction) ขั้นตอนแรกจะตองตรวจขอผิดพลาดจากการทํางาน กอนเพื่อไมใหเสียเวลามาก ตัวอยางขอผิดพลาดจากการทํางาน เชน อาการที่ 1 : ชุดแสดงผลเปนเลข 0 เมื่อไมมีการกดสวิตชแปนพิมพ วินิจฉัย : เปนขอผิดพลาดจากการทํางาน วงจรทํางานเปนปกติ เมื่อมีการแสดง รหัสลอจิกเปน 0000 ในกรณีที่ไมมีการกดสวิตชแปนพิมพ

(21)

7

8

9

6

5

4

3

2

1

0

แปนพิมพ สวิตชปกติเปดวงจร +5 V ตัวตานทาน ยกระดับแรงดัน Ω 1 k ENCODER 74147 +5 V (10) (5) (4) (3) (2) (1) (13) (12) (11) (8) (16) (9) (7) (6) (14) 9 A 8 A 7 A 6 A 5 A 4 A 3 A 2 A 1 A 0 Q 1 Q 2 Q 3 Q 0 A b c d g 5 V 5 V 7404 (1) (3) (5) (9) (2) (4) (6) (8) 5 V (14) (7) (16) (13) (12) (11) (10) (9) (15) (14) (8) (7) (1) (2) (6) 7447 BCD -c dp d TIL 312 (1) (2) (3) a แอโนด d e (6) (7) (ซาย) (8) (9) (10) (11) c d d (ขวา) (13) (14) R รูปที่ 2.13 วงจรเขารหัสและวงจรถอดรหัส รศ.สมชาย ชื่นวัฒนาประณิธิ

(22)

รศ.สมชาย ชื่นวัฒนาประณิธิ อาการที่ 2 : ตัวแสดงผลที่เปนจุดทศนิยม ไมติดสวาง วินิจฉัย : เปนขอผิดพลาดจากการทํางาน การออกแบบวงจรชุดแสดงผล ไมได ใหแสดงจุดทศนิยม แตตองการใหแสดงเลข 1 ถึง 9 เมื่อมีการกดสวิตช แปนพิมพ เมื่อตองการหาขอบกพรองที่เกิดจากการทํางานของวงจร ใชการแยกวงจรตามขั้นตอนที่ 2 ขั้นที่ 2 การแยกสวน ในการหาขอบกพรองของระบบตองแยกใหไดวาวงจรสวนใดทํางานไมถูกตอง จากตัวอยาง วงจรรูปที่ 2.13 มีขั้นตอนในการปฏิบัติดังนี้ 2.1 ใชวิธีการหาสาเหตุและผลที่เกิดขึ้น หาสาเหตุที่ทําใหวงจรทํางานไมถูกตองวาอยู ตรงจุดใด 2.2 ตรวจสอบจากสิ่งที่มองเห็นได เชน สวิตชปด/เปดการจายไฟทํางานหรือไม การ ตอสายถูกตองหรือไม และการใสไอซีถูกตองหรือไม (ในกรณีที่ประกอบวงจรใหม) 2.3 ใชลอจิกโปรบหรือโวลตมิเตอร ทดสอบแหลงจายไฟ การตอกราวดเขากับวงจร และ วัดแรงดันไฟฟาที่จุดตาง ๆ ในวงจร โดยใชโวลตมิเตอรตรวจแรงดันไฟฟากระแสตรงที่ขาไอซี วามี แรงดันปอนใหไอซีถูกตองหรือไม ตรวจสอบที่ขากราวดของไอซีแตละตัววาถูกตองหรือไม 2.4 ใชประสาทสัมผัส ตรวจสอบดูการตอสาย จุดตอ ความรอนหรือควันที่เกิดขึ้นกับ อุปกรณ การสัมผัสของขาไอซีกับซ็อคเก็ต และสวนตาง ๆ ของวงจร 2.5 ใชวิธีแยกระบบออกเปน 2 สวน แลวทําการตรวจหาขอบกพรองของวงจรในแตละ สวน ในวงจรเขารหัส/ถอดรหัส จุดกึ่งกลางที่จะตรวจ คือ รหัสเอาตพุตที่เปนลอจิกลบจากวงจร เขารหัส โดยใชลอจิกโปรบตรวจสอบ ดังนี้ ถารหัสเอาตพุตถูกตอง เมื่อมีการกดสวิตชที่แปนพิมพแตละตัว ตัวแสดงผลไมแสดง ตัวเลข แสดงวาขอบกพรองเกิดขึ้นที่อินเวอรเตอร วงจรถอดรหัสหรือสวนแสดงผล ถารหัสเอาตพุตออกมาไมถูกตองแสดงวาวงจรเขารหัสบกพรอง ขอบกพรองเกิดใน สวนวงจรเขารหัสที่สวิตชแปนกดหรือตัวตานทานยกระดับแรงดันหรืออาจเกิดจากสายที่ตอกับนอตเกต เกิดลัดวงจร 2.6 เมื่อสับสนหรือไมแนใจวาไอซีทํางานไมถูกตอง ใหนําไอซีตัวใหมที่ทําหนาที่เหมือน กันมาใสแทน ถาขอบกพรองนี้หายไปก็แสดงวาไอซีตัวเดิมใชงานไมได 2.7 ระบบอิเล็กทรอนิกสที่ผลิตจากโรงงาน จะมีแผนภูมิการแกไขขอบกพรอง โดยแสดง ลําดับการตรวจหาขอบกพรองและวิธีการทดสอบวงจร โดยจัดทําเปนคูมือ

(23)

7ขั้นที่ 3 การซอมจุดเสีย เมื่อคนพบจุดบกพรองแลว ขั้นตอนสุดทายเปนการซอมโดยการนําอุปกรณที่ชํารุดออกแลว นําตัวใหมใส หรือการตอสายที่หลุดออกหรือการปรับแรงดันไฟฟาใหถูกตอง ถาเปนอุปกรณประเภท ซีมอส ตองระมัดระวังในเรื่องการสัมผัสกับขาของตัวไอซี เพราะจะทําใหอุปกรณชํารุดและการบัดกรี อุปกรณตองตรวจดูใหแนใจวาบัดกรีไดแนนและไมเกิดวงจรลัดในกรณีที่ลายแผนวงจรพิมพอยูชิดกัน เมื่อทําการซอมแกไขเรียบรอยแลว ตองทดสอบการทํางานของวงจรและระบบเหมือนการใชงานจริง ตัวอยางปญหาที่เกิดกับวงจรเขารหัส/ถอดรหัส เมื่อตอวงจรเขารหัส/ถอดรหัสตามรูปที่ 2.13 เสร็จแลวใหทดลองทําใหเกิดขอบกพรอง เพื่อสังเกตผลที่เกิดขึ้น ดังนี้ 1. ไมตอไฟ +5 V เขาที่ไอซี 74147 2. ไมตอไฟ +5 V เขาที่ตัวตานทานยกระดับแรงดัน 3. นอตเกตตัวหนึ่งเปนวงจรเปด 4. สายอินพุตที่นอตเกตตัวหนึ่งตอเขาโดยตรงกับไอซี 7447 5. ไมตอไฟเขาไอซี 7447 6. นําตัวตานทานที่ตออยูระหวางไอซี 7447 กับไดโอดเปลงแสง 7 สวนออก 1 ตัว 7. เอาสายไฟที่ตอเขาไดโอดเปลงแสง 7 สวนออก 8. ตอสายเอาตพุตของไอซี 7447 กับขา dp ของไดโอดเปลงแสง 7 สวน

แบบฝกหัดตอนที่

3

1. จงบอกชื่อขั้นตอนในการแกไขขอบกพรอง 2. ความแตกตางระหวางขอผิดพลาดจากการทํางานกับขอบกพรองของวงจรตางกัน อยางไร 3. เทคนิคการหาขอบกพรองโดยวิธีการแบงครึ่งเปนอยางไร จงอธิบาย 4. จากรูปที่ 2.13 จงบอกสาเหตุที่ทําใหไดโอดเปลงแสงสวน c ของตัวแสดงผล 7 สวน ชํารุด

สรุป

1. วงจรถอดรหัสและวงจรเขารหัส เปนวงจรเชิงจัดหมู ที่มนุษยใชในการสื่อสารกับระบบ ดิจิตอล วงจรเชิงจัดหมูจะใหคาเอาตพุตตามคาอินพุตที่ปอนเขามาในวงจร รศ.สมชาย ชื่นวัฒนาประณิธิ

References

Related documents