การสันนิษฐานวาบุคคลทุกคนเปนผูบริสุทธิ์ : หลักการและขอยกเวนบางประการ วศิน แดงประดับ นักกฎหมายกฤษฎีกาปฏิบัติการ ในระยะเวลาสองถึงสามปมานี้ หากตัดประเด็นทางการเมืองออกไปแลว คําวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลเป-นการวางหลักการทางกฎหมายในเรื่องสําคัญคงหนีไม/พนประเด็นเรื่อง “ขอสันนิษฐานตามกฎหมายในคดีอาญา” และการวางหลักดังกล/าวส/งผลใหบทบัญญัติแห/งกฎหมายที่เป-น บทสันนิษฐานใชบังคับมิไดไปแลวจํานวนหนึ่ง ดวยเหตุผลหลักคือ “บทบัญญัติเหล/านั้นขัดต/อหลักการ สันนิษฐานว/าบุคคลทุกคนเป-นผูบริสุทธิ์ (presumption of innocence)” แต/เมื่อผูเขียนไดศึกษา คําวินิจฉัยเหล/านั้น รวมไปถึงตําราบทความภาษาไทย กลับพบว/ามีการใหคําอธิบายถึงหลัก presumption of innocence เอาไวนอยมาก ซึ่งผูเขียนเห็นว/าในภาวะที่ความเชื่อมั่นต/อคําวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญถูกสั่นคลอนอย/างรุนแรงเช/นในปHจจุบันนี้ การวางหลักที่ชัดเจนและมีเหตุผลเอาไวใน คําวินิจฉัยเป-นสิ่งสําคัญไม/นอยไปกว/าผลของคําวินิจฉัย และนักกฎหมายเองก็น/าจะมีส/วนในการให คําอธิบายแก/สังคมถึงหลักการต/าง ๆ ที่ปรากฏอยู/ในคําวินิจฉัยดวย หลัก presumption of innocence คืออะไร “มันดีกว/าที่จะปล/อยใหคนผิดสิบคนลอยนวลเมื่อเทียบกับการลงโทษคนบริสุทธิ์หนึ่งคน” ขอความดังกล/าวสะทอนใหเห็นถึงหลักการที่ว/าในกระบวนการยุติธรรมนั้นแทบจะไม/มีสิ่งใดอันเป-นสิ่งที่ ไม/พึงประสงคLมากไปกว/าการตัดสินใหผูบริสุทธิ์ตองรับผิด ทั้งนี้ก็เนื่องจากผลที่ตามมาของคําตัดสิน ลงโทษผูบริสุทธิ์นั้นรุนแรงเป-นอย/างยิ่ง แมผลของคําพิพากษาที่ผิดพลาดอาจไดรับการแกไขเยียวยาได แต/ความรูสึกดานลบที่สังคมมีต/อผูตองคําพิพากษานั้นยากที่จะแกไขเยียวยา ดังนั้น เพื่อใหแน/ใจ อย/างที่สุดว/าศาลจะไม/ตัดสินลงโทษผูบริสุทธิ์ บุคคลผูถูกกล/าวหาว/ากระทําความผิดอาญาตองไดรับ การสันนิษฐานว/าเป-นผูบริสุทธิ์จนกว/าความผิดนั้นจะถูกพิสูจนL โดยผูที่กล/าวหานั้นเองที่มีหนาที่ในการ พิสูจนLถึงความผิดดังกล/าว๑ หลัก presumption of innocence ไม/ใช/ขอสันนิษฐานในความหมายของ การสรุปว/ามีขอเท็จจริงอย/างหนึ่งเกิดขึ้น (presumed fact) เมื่อปรากฏว/ามีขอเท็จจริงอีกอย/างหนึ่ง เกิดขึ้น (basic fact) และไม/ใช/ขอสันนิษฐานที่ใชในความหมายทั่วไปหรือการอนุมานบนพื้นฐานของ ความเป-นไปได๒ ตรงกันขาม หลักดังกล/าวมีขึ้นเพื่อเป-นขอผูกมัดใหผูที่เกี่ยวของในกระบวนการ ยุติธรรมทางอาญาปฏิบัติต/อผูตองหาหรือจําเลยโดยปราศจากอคติหรือใหการปฏิบัติ เยี่ยงผูบริสุทธิ์ โดยไม/คํานึงว/าจะมีขอเท็จจริงเกี่ยวกับผูตองหาหรือจําเลยอย/างไร กล/าวคือ เป-นหลักการทั่วไปที่ใชบังคับแก/ทุกคนอย/างเท/าเทียมกันโดยไม/คํานึงถึงสถานะ พยานหลักฐานที่มี หรือประวัติอาชญากรรมของบุคคลนั้น ๆ๓ หลัก presumption of innocence จึงไม/ใช/บทบัญญัติ ที่ว/าดวยขอสันนิษฐานในทางอาญา (criminal presumption) หากแต/เป-นบทบัญญัติแห/งกฎหมาย
๑ Navaz Kotwal, Fair Trial Manual : A Handbook for Judges and Magistrate, The Commonwealth Human Rights Initiative, 2010, ch.1 p.1.
๒ N. Huntley Holland and Harvey H. Chamberlin, “Statutory Criminal Presumptions : Proof Beyond a Reasonable Doubt?”, Valparaiso University Law Review, vol.7, 1973, p.147.
๓ Rinat Kitai, “Presuming Innocence”, Oklahoma Law Review, Summer, 2002, p.265-266.
๒
สารบัญญัติ๔ ที่มีสถานะเป-นสิทธิมนุษยชน ดังบัญญัติไวในขอ ๑๑ (๑) แห/งปฏิญญาสากลว/าดวย สิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights) ความว/า
“บุคคลซึ่งถูกกลาวหาวามีความผิดอาญามีสิทธิที่จะไดรับการสันนิษฐานไวกอนวา บริสุทธิ์ จนกวาจะมีการพิสูจน'วามีความผิดตามกฎหมายโดยกระบวนพิจารณาที่เป/ดเผย และผูนั้น ไดรับหลักประกันทั้งหลายที่จําเป3นในการตอสูคดี”
หลักกฎหมายโรมันที่เกี่ยวของกับหลัก Presumption of Innocence๕ (๑) ผูกลาวหามีหนาที่พิสูจนW (Actori incumbit probatio)
หากสืบสาวไปถึงยุคก/อนคริสตกาล หลักที่ว/าผูใดกล/าวอางขอเท็จจริงใด ผูนั้น มีหนาที่นําสืบความมีอยู/ของขอเท็จจริงนั้น ถูกกําหนดเอาไวในประมวลกฎหมายของพระเจาฮัมมูราบิ แห/งบาบีโลเนียน (Code of Hammurabi : 1792-1750 B.C.) หนึ่งในกฎหมายลายลักษณLอักษร ที่เก/าแก/ที่สุด กําหนดใหบุคคลซึ่งกล/าวหาว/าผูอื่นกระทําความผิดอาญามีหนาที่พิสูจนLความผิดของ ผูถูกกล/าวหา และผูใดกล/าวหาโดยเท็จเพื่อใหผูอื่นตองความผิดซึ่งมีโทษถึงประหารชีวิต ผูนั้นตองรับ โทษประหารชีวิต ตัวอย/างเช/น หากโจทกLอางว/าจําเลยครอบครองทรัพยLซึ่งถูกขโมยไป กฎหมาย กําหนดใหโจทกLตองนําพยานบุคคลมาพิสูจนLใหเห็นว/าทรัพยLนั้นเป-นของโจทกL หาไม/แลวโจทกLตองรับ โทษประหารชีวิต ตามหลักกฎหมายโรมัน ภาระการพิสูจนLความผิดเป-นของผูที่กล/าวอางความผิดนั้น (actori incumbit probatio) รัฐธรรมนูญแห/งจักรพรรดิ์อันโตนิน ค.ศ. ๒๑๒ (Emperor Antonin of A.D. 212) กําหนดใหโจทกLจะตองนําพยานหลักฐานมาพิสูจนL หากไม/สามารถพิสูจนLคํากล/าวหา ของตนไดจําเลยก็จะพนจากขอกล/าวหา (actore non probante, reus absolvitur) ไม/ว/าจําเลย จะปฏิเสธขอกล/าวหาหรือนิ่งเฉยก็ตาม ทั้งนี้เพราะภาระพิสูจนLย/อมตกอยู/ที่ผูกล/าวอาง หาใช/ ผูที่ปฏิเสธมันไม/ จําเลยจะถูกบังคับใหพิสูจนLความบริสุทธิ์ของตนเองก็ต/อเมื่อขอกล/าวหาไดรับการ พิสูจนLโดยพยานหลักฐานที่เพียงพอแลวเท/านั้น
ในกรณีที่เกี่ยวของกับความผิดทางอาญา หลักการพิสูจนLความผิดเป-นสิ่งที่ตองบังคับ ใชโดยเคร/งครัดโดยเฉพาะอย/างยิ่งในคดีที่เกี่ยวพันถึงชีวิตของผูถูกกล/าวหา จึงเป-นที่ยอมรับว/าการ ปล/อยผูกระทําผิดใหพนผิดยังดีกว/าการเสี่ยงลงโทษประหารชีวิตผูบริสุทธิ์ (satius enim esse impunitum relinqui facinus nocentis quam innocentem damnari) รั ฐ ธ ร ร ม นู ญ แ ห/ ง จักรพรรดิ์กราเชียน วาเลนติเนียน และธีโอโดเชียส ค.ศ. ๓๘๒ (Emperors Gratian, Valentinian, and Theodose of A.D. 382) กําหนดใหผูกล/าวหาตองมีพยานที่เชื่อถือได และพยานเช/นว/านั้นตอง แสดงใหเห็นถึงขอเท็จจริงที่แน/นอนชัดเจนยิ่งกว/าแสงสว/าง (luce clarioribus expedita) หากการ ๔ มีบทบัญญัติแห/งกฎหมายจํานวนหนึ่งซึ่งบัญญัติในลักษณะของการสันนิษฐาน แต/หาก พิจารณาถึงเนื้อหาแลวก็จะพบว/ามีลักษณะเป-นกฎหมายสารบัญญัติ ตัวอย/างเช/น ประมวลกฎหมายแพ/งและ พาณิชยL มาตรา ๖ ใหสันนิษฐานไวก/อนว/า บุคคลทุกคนกระทําการโดยสุจริต หรือมาตรา ๘๐๒ ในเหตุฉุกเฉิน เพื่อ จะป•องกันมิใหตัวการตองเสียหาย ท/านใหสันนิษฐานไวก/อนว/าตัวแทนจะทําการใด ๆ เช/นอย/างวิญ€ูชนจะพึงกระทํา ก็ย/อมมีอํานาจจะทําไดทั้งสิ้น
๕ Francois Quintard-Morenas. “The Presumption of Innocence in the French and Anglo-American Legal Traditions” The American Journal of Comparative Law, vol.58, 2010,
๓
พิสูจนLไม/สามารถสรุปผลที่แน/ชัดเช/นนั้น ประโยชนLแห/งขอสงสัยย/อมตกอยู/แก/จําเลย (in dubio pro reo)
(๒) อาชญากรเปนโดยคําพิพากษา ไมใชคํากลาวหา (Non statim qui
accusatory reus est, sed qui convincitur criminosus)
จนกว/าความผิดจะไดรับการพิสูนLดวยพยานหลักฐานอันฟHงเป-นที่ยุติ สังคมหามีสิทธิ ที่จะปฏิบัติต/อผูถูกกล/าวหาเยี่ยงอาชญากรไม/ เดมอสธีนีส (Demosthenes : 352 B.C.) รัฐบุรุษและ นักพูดชาวกรีกไดกล/าวไวว/า “ไม/มีใครตกเป-นอาชญากรเพียงเพราะถูกกล/าวหาว/าก/ออาชญากรรม ไม/มีผูใดควรถูกปฏิบัติเช/นนั้นจนกว/าเขาจะถูกพิพากษาว/ามีความผิด ในทํานองเดียวกัน แมโดย มโนสํานึกทั่วไปจะยินยอมใหลงโทษผูกระทําผิดเมื่อเรารูว/ามีความผิดเกิดขึ้นก็ตาม แต/การลงโทษ ผูถูกกล/าวหาจะตองไม/เกิดขึ้นจนกว/าจะมีคําพิพากษาใหลงโทษ และคําพิพากษานั้นตองเกิดจาก กระบวนพิจารณาที่เหมาะสมเท/านั้น การปฏิเสธกระบวนการดังกล/าวเท/ากับเป-นการฝˆาฝ‰นหลักการ พื้นฐานของความยุติธรรม” ตามกฎหมายโรมัน นอกเหนือไปจากความผิดฐานกบฏแลว จําเลยมีสิทธิที่จะจัดการ ทรัพยLสินของตนเอง สามารถชําระหนี้และรับชําระหนี้จากลูกหนี้ของตน เพื่อที่จําเลยจะไดมีปHจจัย หรือเครื่องมือในการต/อสูคดี แมในระหว/างการอุทธรณLคดีจําเลยก็ยังคงสถานะเดิมของตนและ ไม/สูญเสียสิทธิของพลเมืองไปจนกว/าจะมีคําพิพากษาถึงที่สุด ในกรณีที่ชนชั้นปกครองตกเป-นผูตองหา บุคคลดังกล/าวก็ยังคงสถานะเดิมเอาไวได หากแต/ในระหว/างนั้นจะตองหามมิใหไดรับฐานันดรศักดิ์ อื่น ๆ และตองหามมิใหใชเอกสิทธิ์จากตําแหน/งหนาที่ของตนเพื่อหลบเลี่ยงการถูกลงโทษ พลเมือง โรมันซึ่งถูกกล/าวหาว/ากระทําความผิดอาญามีสิทธิที่จะประกันตัวได นอกเสียจากจะเป-นความผิด รายแรงจนมีความจําเป-นตองควบคุมตัวเอาไวก/อนการพิจารณา กฎหมายโรมันยังคุมครองมิใหมีการ ปฏิบัติต/อผูถูกกล/าวดวยความรุนแรงในระหว/างการคุมขัง และยังเร/งรัดใหผูพิพากษาดําเนินการ เพื่อมีคําพิพากษาลงโทษหรือแสดงความบริสุทธิ์ของจําเลยโดยเร็ว (ut noxius puniatur, innocens absolvitur)
รัฐธรรมนูญแห/งจักรพรรดิ์โฮโนริอัสและและธีโอโดเชียส ค.ศ. ๔๒๓ (Emperors Honorius and Theodose of A.D. 423) เนนย้ํากงสุล (consuls) ผูพิพากษา (praetors) สภาสูงสุด (senators) และผูพิทักษLสิทธิของประชาชน (tribunes of the people) ว/าจําเลย ในขอหาซึ่งมีโทษถึงประหารชีวิตย/อมไม/อาจถูกพิจารณาว/ามีความผิดเพียงเพราะขอกล/าวหาเท/านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อมิใหผูบริสุทธิ์ตองไดรับความทุกขLทรมานโดยไม/เป-นธรรม (non statim reus, qui accusari potuit, aestimetur, ne subjectam innocentiam faciamus)
การรับรองและการปรับใชหลัก presumption of innocence ในป^จจุบัน
ในปHจจุบัน หลัก presumption of innocence ไดรับการรับรองไวในกฎหมาย ระหว/างประเทศ๖ และกฎหมายรัฐธรรมนูญของหลาย ๆ ประเทศ อย/างเช/น ฝรั่งเศส อิตาลี แคนาดา
๖ Universal Declaration of Human Rights - UDHR
Article 11 (1) Everyone charged with a penal offence has the right to be
presumed innocent until proved guilty according to law in a public trial at which he has had all the guarantees necessary for his defence.
International Covenant on Civil and Political Rights – ICCPR
Article 14 (2) Everyone charged with a criminal offence shall have the right
to be presumed innocent until proved guilty according to law.
European Convention on Human Rights - ECHR
Article 6 (2) Everyone charged with a criminal offence shall be presumed
๔ ก็ไดรับรองหลักดังกล/าวเอาไวอย/างชัดแจง หรือในบางประเทศที่ไม/ไดรับรองหลักดังกล/าวเอาไวใน กฎหมายรัฐธรรมนูญโดยชัดแจง แต/ก็ไดรับรองไวโดยผลของคําพิพากษา อย/างเช/น สหรัฐอเมริกา๗ หรือเยอรมนี๘ กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของหลายประเทศวางอยู/บนพื้นฐานที่ว/าผูถูกกล/าวหา เป-นผูบริสุทธิ์จนกว/าจะถูกพิสูจนLว/ามีความผิด สิทธิที่จะไดรับการสันนิษฐานว/าเป-นผูบริสุทธิ์ กลายมาเป-นสิทธิขั้นพื้นฐานของผูถูกกล/าวหาหรือจําเลยในคดีอาญา เมื่อใดที่มีการกล/าวหาว/า บุคคลหนึ่งบุคคลใดกระทําความผิดอาญา ส/วนหนึ่งก็ย/อมหมายความว/าผูกล/าวหานั้นเองที่มีภาระ ในการพิสูจนLความผิดนั้น (burden of proof) และหมายความว/าภาระของผูกล/าวหาไม/ใช/เพียงแค/ การแสดงใหเห็นถึงความเป-นไปไดที่จะมีการกระทําความผิดเท/านั้น หากแต/ตองพิสูจนLใหเห็น ทุกองคLประกอบแห/งความผิดนั้นโดยปราศจากขอสงสัยอันควร (proof beyond reasonable doubt)๙ อย/างไรก็ดี ขอบเขตของการปรับใชหลัก presumption of innocence ของแต/ละ ประเทศมีความแตกต/างกัน ในขอบเขตที่แคบที่สุด หลัก presumption of innocence ถูกมองว/า เป-นเพียงทางเลือกหนึ่งในการอธิบายถึงหลักการพิสูจนLความผิดในคดีอาญาที่ตองทําจนปราศจาก ความสงสัยอันควรเท/านั้น๑๐ เช/นกรณีของสหรัฐอเมริกา หลักดังกล/าวถูกยกขึ้นอางโดยผูพิพากษา ในลักษณะเป-นเพียงบทเกริ่นนําเพื่อเทาความไปถึงหลักภาระพิสูจนLของผูฟ•องคดีเท/านั้น บางก็เห็นว/าการอางถึงหลักดังกล/าวในคําพิพากษากลับเป-นการอธิบายขยายความโดยไม/จําเป-น เนื่องจากโดยหลักภาระพิสูจนLในคดีอาญาย/อมประกอบไปดวยหนาที่ในการนําเสนอพยานหลักฐาน (burden of producing evidence) และหนาที่ในการชักจูงใหเชื่อ (burden of persuasion) ซึ่งตองทําในระดับปราศจากความสงสัยอันควรอยู/แลว๑๑ เช/นเดียวกันกับนักวิชาการบางส/วน ซึ่งอธิบายว/า “เมื่อใดที่อางว/าผูถูกกล/าวหาตองไดรับการสันนิษฐานว/าเป-นผูบริสุทธิ์ คงมีความหมาย แต/เพียงว/าผูกล/าวหามีหนาที่พิสูจนLคดีต/อผูถูกกล/าวหาจนปราศขอสงสัยอันควรเท/านั้น”๑๒ อย/างไรก็ดี มีความเห็นว/าในระบบกฎหมายของสหรัฐอเมริกานั้น ไม/ว/าการกล/าวถึงหลัก presumption of innocence จะเป-นเพียงคํากล/าวที่ซ้ํากับหลักการพิสูจนLจนสิ้นขอสงสัยอันควร (proof beyond reasonable doubt) เท/านั้น หรือจะเป-นหลักที่มีความหมายเฉพาะในตัวเองก็ตาม หลักการทั้งสอง ก็มีความสัมพันธLใกลชิดกันเสมือนหนึ่งว/าหากหลักการใดหลักการหนึ่งไดรับการบัญญัติในรัฐธรรมนูญ
๗ ในคดี Coffin v. United States ศาลสูงสุดแห/งสหรัฐอเมริกากล/าวไวตอนหนึ่งว/า “..หลัก Presumption of Innocence เป-นกฎหมายโดยปราศจากขอสงสัย ชัดเจนในตัวของมันเอง เป-นหลักการ พื้นฐาน และหลักดังกล/าวแทรกซึมอยู/ในกระบวนการบังคับใชกฎหมายอาญา..”
๘ รัฐธรรมนูญแห/งสหพันธรัฐเยอรมนี (Basic Law) ไม/ไดรับรองหลัก Presumption of Innocence เอาไวโดยตรง แต/เมื่อพิจารณาถึงความเชื่อมโยงระหว/างรัฐธรรมนูญกับขอ 6 (2) แห/ง ECHR แลว ศาลรัฐธรรมนูญแห/งสหพันธLจึงเห็นว/าการตีความหลักนิติรัฐจะตองครอบคลุมไปถึง หลัก Presumption of Innocence ดวย (โปรดดู Christian Tomuschat, “The Effects of the Judgments of the European Court of Human Rights According to the German Constitutional Court”, German Law Journal, vol.11 no.5, 2010, p.519.)
๙ Navaz Kotwal, supra note 1, ch.1 p.2.
๑๐ N. Huntley Holland and Harvey H. Chamberlin, supra note 2, p.148.
๑๑ John William Strong, McCormick on Evidence, West Publishing, 1992, p.580. ๑๒ Claire Hamilton, “Threats to the presumption of innocence in Irish criminal law: an assessment”,. The International Journal of Evidence & Proof, , Vol.15 No.3, 2011, p.187.
๕ แลว ก็ตองใหความสําคัญแก/อีกหลักการหนึ่งในระดับเดียวกัน ดังนั้น เมื่อหลักการพิสูจนLจนสิ้น ขอสงสัยอันควรไดรับการยอมรับว/าเป-นองคLประกอบสําคัญของกระบวนการนิติธรรม (due process) ก็ย/อมหมายความว/าหลัก presumption of innocence มีขอบเขตในทางรัฐธรรมนูญเช/นเดียวกัน๑๓ แต/การปรับใชในความหมายอย/างกวางนั้น มองว/าหลัก presumption of innocence เป-นวิธีในการเรียกรองใหรัฐปฏิบัติต/อผูถูกกล/าวหาอย/างบุคคลผูบริสุทธิ์ แนวคิดนี้ สะทอนใหเห็นถึงหลักเสรีภาพที่แฝงอยู/ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาซึ่งไม/ไดจํากัดอยู/แต/เพียง กระบวนพิจารณาในศาลเท/านั้น แต/ขยายออกไปยังกระบวนการยุติธรรมทางอาญาทั้งระบบซึ่งรวมถึง กระบวนการสืบสวนสอบสวนของเจาหนาที่ตํารวจดวย ศาลสูงสุดของไอรLแลนดLใหคําอธิบายว/าหลัก presumption of innocence ไม/ไดนํามาปรับใชเฉพาะแต/ในกระบวนพิจารณาในศาลเท/านั้น และควรไดรับการอธิบายแยกออกมาจากหลักภาระพิสูจนL เนื่องจากหลัก presumption of innocence เป-นหลักการสําคัญของกฎหมายอาญาแห/งไอรLแลนดLโดยตัวของมันเอง หาใช/เป-นเพียง ทางเลือกในการอธิบายหลักการพิสูจนLจนสิ้นขอสงสัยอันควรไม/๑๔ ในฝรั่งเศส หลัก presumption of innocence ที่ปรากฏในประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญานอกเหนือไปจากหลักทั่วไปที่กําหนดใหภาระพิสูจนLตกอยู/ที่ผูกล/าวหา ซึ่งจะตองพิสูจนLทุกองคLประกอบของความผิดที่กล/าวอางและขอสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับความผิด ที่กล/าวหาจะตองถูกวินิจฉัยใหเป-นคุณแก/ผูถูกกล/าวหานั้น หลักดังกล/าวยังปรากฏอยู/ในรูปของ บทบัญญัติที่กําหนดใหผูพิพากษาผูไต/สวน (juge d’instruction) จะตองรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งที่พิสูจนLความผิดและพิสูจนLความบริสุทธิ์ของผูถูกกล/าวหา และตองแจงผูที่อาจเกี่ยวของกับการ กระทําความผิด (mis en examen) ใหทราบถึงสิทธิที่จะไม/ใหการใด ๆ (right to remain silent) การกําหนดใหการควบคุมตัวผูตองหาเอาไวก/อนพิจารณาตองถือเป-นขอยกเวนและจะตองไม/เกินกว/า เวลาอันสมควร การกําหนดมาตรการเพื่อป•องกันการบันทึกเทปหรือการถ/ายภาพผูที่ถูกใส/กุญแจมือ หรือโซ/ตรวน การกําหนดใหคณะตุลาการตองสาบานตนว/าจะไม/ทรยศต/อประโยชนLแห/งผูถูกกล/าวหา และ ประ ช าค มแ ละพึ งจด จํา ว/าผู ถูกก ล/า ว หา ไดรั บกา รสั นนิษ ฐ าน ว/า เป-น ผูบริ สุท ธิ์ ยิ่งไปกว/านั้น หลัก presumption of innocence หาไดถูกจํากัดอยู/แต/ในขอบเขตของประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม/ ประมวลกฎหมายแพ/งของฝรั่งเศสไดรับรองสิทธิที่จะ ไม/ถูกเรียกว/าเป-นผูกระทําความผิดต/อสาธารณะจนกว/าจะมีคําพิพากษา ศาลยุติธรรมของฝรั่งเศส ไดวินิจฉัยคดีโดยปรับใชบทบัญญัติดังกล/าวว/า การตีพิมพLบทความซึ่งแสดงใหเห็นถึงความเป-น ผูกระทําผิดของผูถูกกล/าวหาอย/างไรขอกังขาใด ๆ ทั้งสิ้นนั้น เป-นการขัดต/อหลัก presumption of innocence และในทํานองเดียวกัน ผูเขียนหนังสือไม/สามารถใชคําว/า “ฆาตกร” เพื่อบรรยายถึง บุคคลที่ยังไม/ตองคําพิพากษาว/าผิดได และการรายงานทางวิทยุหรือโทรทัศนLซึ่งเป-นนัยใหเขาใจไดว/า ผูถูกกล/าวหาเป-นผูกระทําความผิดก็ไม/อาจทําไดเช/นกัน๑๕
๑๓ N. Huntley Holland and Harvey H. Chamberlin, supra note 2, p.149. ๑๔ Claire Hamilton, supra note 12, p.188.
๖ หลัก proof beyond reasonable doubt
โดยทั่วไป กฎหมายจะกําหนดใหมาตรฐานการพิสูจนL (standard of proof) เพื่อเอาผิดแก/จําเลยในคดีอาญาสูงกว/ามาตรฐานการพิสูจนLในกรณีอื่น ๆ หากเปรียบเทียบกับคดีแพ/ง ซึ่งโจทกLเพียงแต/พิสูจนLขอเท็จจริงที่กล/าวอางใหเห็นในระดับที่ “เป-นไปไดมากกว/า” (preponderance) แลว โจทกLในคดีอาญาจะตองสืบพยานหลักฐานใหเห็นถึงความผิดของจําเลยโดย ปราศจากขอสงสัยอันควร (beyond reasonable doubt) เหตุผลที่กฎหมายเรียกรองใหมาตรฐาน การพิสูจนLของโจทกLในคดีอาญาสูงกว/าโจทกLในคดีแพ/งนั้นก็เพราะวัตถุประสงคLในการดําเนินคดีแพ/ง กับคดีอาญาแตกต/างกัน กล/าวคือ ในคดีแพ/งนั้น วัตถุประสงคLหลักของการฟ•องรองก็เพื่อหาขอยุติ ที่เป-นธรรมระหว/างคู/ความสองฝˆาย ทั้งความเสียหายอันเกิดจากความผิดพลาดของคําพิพากษาใน คดีแพ/งที่เกิดขึ้นแก/คู/ความฝˆายหนึ่งก็หาไดแตกต/างไปกับที่จะเกิดแก/คู/ความอีกฝˆายหนึ่งไม/๑๖ การฟHงขอเท็จจริงในคดีแพ/งจึงถือหลักว/าฝˆายใดนําสืบขอเท็จจริงไดน/าเชื่อกว/า (อีกฝˆายหนึ่ง) ศาลก็ตองฟHงขอเท็จจริงไปในทางนั้น ตรงกันขาม วัตถุประสงคLของคดีอาญาไม/ใช/เพื่อการหาขอยุติ ที่เป-นธรรมระหว/างคู/ความสองฝˆาย แต/เป-นการพิสูจนLใหเห็นถึงความชอบธรรมที่จะใชอํานาจรัฐ ในการประกาศว/าจําเลยเป-นผูกระทําผิดและความชอบธรรมในการลงโทษจําเลย ความเสียหาย ต/อชีวิต เสรีภาพ ชื่อเสียง และในบางกรณีอาจรวมไปถึงหนาที่การงานของจําเลย อันเกิดจาก ความผิดพลาดของคําพิพากษาในคดีอาญาจึงรายแรงยิ่งกว/าที่จะเกิดในคดีแพ/ง ดวยเหตุนี้เอง จึงจําเป-นตองลดความเสี่ยงในการรับฟHงพยานหลักฐานในคดีอาญาที่ผิดพลาดใหเหลือนอยที่สุด หลักที่ว/าโจทกLในคดีอาญาจะตองสืบพยานหลักฐานใหเห็นถึงความผิดของจําเลยโดยปราศจาก ขอสงสัยอันควรจึงเกิดขึ้นจากความพยายามในการลดความเสี่ยงดังกล/าวนั่นเอง๑๗
ความสัมพันธWระหวางหลัก Presumption of Innocence และหลัก proof beyond a reasonable doubt
ดังที่ไดกล/าวมาแลวว/านักกฎหมายมีความคิดเห็นต/อหลัก presumption of innocence แตกต/างกันเป-นสองกลุ/มใหญ/๑๘ โดยกลุ/มแรก ซึ่งตีความในความหมายอย/างแคบนั้น
๑๖ John William Strong, supra note 11, p.577.
๑๗ N. Huntley Holland and Harvey H. Chamberlin, supra note 2, p.150.
๑๘ ในบทความเรื่อง “The Presumption of Innocence in the French and Anglo-American Legal Traditions” ของ Francois Quintard-Morenas สรุปเอาไวว/า หลัก presumption of innocence มีการปรับใชอยู/สองมิติคือ (๑) ในมิติของของหลักการพิสูจนL (rule of proof) ซึ่งผูกล/าวหาในคดีอาญา มีภาระพิสูจนLความผิดของผูถูกกล/าวหา และ (๒) ในมิติของการใหความคุมครองมิใหผูถูกกล/าวหาถูกลงโทษก/อนมี คําพิพากษา (shield against punishment before conviction) ซึ่งประเทศในกลุ/ม Anglo-American มีแนวโนมที่จะปรับใชหลัก presumption of innocence ใหจํากัดอยู/ในกรอบของหลักการพิสูจนLเท/านั้น (ตัวอย/างเช/น Penal Code of California section 1096. A defendant in a criminal action is presumed
to be innocent until the contrary is proved, and in case of a reasonable doubt whether his or her guilt is satisfactorily shown, he or she is entitled to an acquittal, but the effect of this presumption is only to place upon the state the burden of proving him or her guilty beyond a reasonable doubt.) ในขณะที่ฝรั่งเศส (และประเทศอื่น ๆ ในกลุ/ม Civil Law) มีการปรับใชหลัก
๗
เห็นว/าหลักดังกล/าวใชในความหมายเดียวกับหลัก proof beyond reasonable doubt เท/านั้น ในขณะที่อีกกลุ/มหนึ่ง ซึ่งตีความในความหมายอย/างกวาง เห็นว/าหลัก presumption of innocence มิไดเป-นเพียงหลักที่มาสนับสนุนการกําหนดภาระพิสูจนLของโจทกLในคดีอาญาใหแตกต/างไปจากกรณี อื่นเท/านั้น แต/ยังเป-นหลักการที่ใหความคุมครองผูถูกกล/าวหาตลอดกระบวนการยุติธรรมทางอาญา มิ ใ ห ถู ก ป ฏิ บั ติ เ ส มื อ น เ ป- น ผู ก ร ะ ทํ า ค ว า ม ผิ ด อี ก ด ว ย ต า ม ค ว า ม เ ห็ น ข อ ง ก ลุ/ ม นี้ หลัก presumption of innocence และหลัก proof beyond reasonable doubt จึงเป-น หลักการที่แยกต/างหากจากกัน อย/างไรก็ดี แมในทางทฤษฎีอาจสามารถอธิบายไดว/าหลักทั้งสองไม/ใช/หลักเดียวกัน และควรไดรับการอธิบายแยกต/างหากจากกัน แต/ในทางปฏิบัตินั้นบ/อยครั้งที่ไม/สามารถแยกหลัก ทั้งสองออกจากกันได ในหลายคดีบทบัญญัติที่ใหสันนิษฐานว/าจําเลยเป-นผูบริสุทธิ์ถูกยกขึ้นอาง เพื่อแสดงใหเห็นถึงกรณีที่รัฐไม/สามารถพิสูจนLความผิดของจําเลยจนปราศจากขอสงสัยอันควร และดวยเหตุดังกล/าวจึงไม/สามารถลงโทษจําเลยในความผิดที่กล/าวหาได๑๙ หากโจทกLในคดีอาญา เพียงแค/พิสูจนLความผิดของจําเลยโดยนําสืบพยานใหเห็นความเป-นไปไดว/าจําเลยจะกระทําความผิด มากกว/าที่จําเลยจะไม/ไดกระทําความผิด (preponderance) ก็เพียงพอที่จะพิพากษาว/าจําเลย มีความผิดโดยไม/จําเป-นตองนําสืบใหเห็นโดยปราศจากขอสงสัยอันควร (beyond reasonable doubt) นั้น กรณีดังกล/าวย/อมขัดต/อหลัก presumption of innocence เนื่องจากเป-นการ เป“ดโอกาสใหสามารถพิพากษาว/าจําเลยมีความผิดทั้งที่ยังคงมีความสงสัยอันควร (reasonable doubt) ในความผิดของจําเลยหลงเหลืออยู/๒๐ นอกจากนี้ หลัก presumption of innocence บังคับใหศาลจะตองเพิกเฉยต/อขอเท็จจริงอันจะทําใหเกิดอคติเกี่ยวกับตัวจําเลย กล/าวคือตองวินิจฉัย คดีดวยใจที่เป-นกลางปราศจากอคติและฟHงขอเท็จจริงที่ไดมาจากพยานหลักฐานในคดีเท/านั้น หากไม/มีหลักดังกล/าวกํากับการรับฟHงพยานหลักฐานของศาลแลวก็อาจทําใหการรับฟHงขอเท็จจริง จนสิ้นขอสงสัยอันควรเกิดขึ้นในมาตรฐานซึ่งต่ํากว/าที่กฎหมายตองการ๒๑
จึงอาจกล/าวไดว/า ไม/ว/าในทางทฤษฎีจะสรุปว/าหลัก presumption of innocence และหลัก proof beyond reasonable doubt เป-นหลักเดียวกันหรือไม/ก็ตาม แต/ในทางปฏิบัตินั้น หลักการทั้งสองต/างมีความสัมพันธLเชื่อมโยงกันอย/างไม/อาจปฏิเสธได อาจเปรียบไดกับลอรถสองขาง ที่แมอาจมองไดว/าไม/ใช/ลอเดียวกัน แต/ก็นําทางไปสู/เป•าหมายเดียวกัน นั่นคือการใหความคุมครองแก/ ผูบริสุทธิ์มิใหตองรับโทษทางอาญา หลัก proof beyond reasonable doubt บังคับใหศาลตอง พิจารณาโดยถี่ถวนก/อนจะมีคําพิพากษา ในขณะที่หลัก presumption of innocence บังคับใหศาล ตั้งขอสงสัยในความผิดของจําเลยตลอดกระบวนพิจารณา การประสานหลักทั้งสองจะช/วยลดโอกาส ที่จะเกิดความผิดพลาดของคําพิพากษาในคดีอาญาอันเป-นผลรายแก/ผูบริสุทธิ์ลงไดมาก๒๒
๑๙ William S. Laufer, “The Rhetoric of Innocence”, Washington Law Review, April, 1995, p.346 - 347.
๒๐ Andrew Ashworth “Four Threats to the Presumption of Innocence”, International Journal of Evidence & Proof, 2006, p.259.
๒๑ Henry L. Chambers, Jr., “Reasonable Certainty and Reasonable Doubt”, Marquette Law Review, vol.81, 1998, ,[FN79]
๘ ขอโตแยงและขอยกเวน
การใหความคุมครองแก/ผูถูกกล/าวหาหรือจําเลยตามหลัก presumption of innocence และหลัก proof beyond reasonable doubt โดยไม/มีขอยกเวนใด ๆ นั้น อาจทําให เราบรรลุเป•าหมายในการคุมครองมิให “ผูบริสุทธิ์” ตองถูกลงโทษไดจริง แต/ในทางกลับกันก็อาจ มีผลทําให “ผูไม/บริสุทธิ์” รอดพนจากการถูกลงโทษไดเช/นกัน และทายที่สุดแลวผลลัพธLที่เกิดขึ้นจาก การปรับใชหลักทั้งสองอย/างเขมงวดอาจแตกต/างไปจากความตองการอันเป-นที่มาของหลักทั้งสอง บุคคลอื่นในสังคมซึ่งก็ถือเป-นผูบริสุทธิ์เช/นเดียวกันอาจไม/ไดรับการปกป•องจากผูไม/บริสุทธิ์ซึ่งไดรับ การปกป•องจากกฎหมาย ถึงเราจะยอมรับว/าการปล/อยใหคนผิดสิบคนลอยนวลดีกว/าการลงโทษ คนบริสุทธิ์หนึ่งคน แต/ก็ตองไม/ลืมว/าสังคมย/อมไดรับความเสียหายจากการปล/อยคนผิดสิบคน ใหกลับมาอยู/ในสังคมเช/นเดียวกัน๒๓ การกําหนดมาตรฐานการพิสูจนLในคดีอาญาในระดับที่สูง สามารถลดความเสี่ยงที่จะเกิดคําพิพากษาลงโทษผิดพลาด แต/ก็เพิ่มโอกาสที่จะเกิดคําพิพากษา ยกฟ•องโดยผิดพลาดเช/นเดียวกัน๒๔ การกําหนดขอยกเวนเพื่อแบ/งเบาภาระพิสูจนLของโจทกLในคดีอาญาจึงเป-นสิ่งที่ จําเป-นตองกําหนดขึ้นเพื่อประสานประโยชนLระหว/างสิทธิของปHจเจกบุคคลในอันที่จะไม/ถูกพิพากษา ลงโทษโดยผิดพลาดและประโยชนLของสังคมในการบังคับใชกฎหมาย ซึ่งหนึ่งในมาตรการดังกล/าว คือการกําหนดขอสันนิษฐานตามกฎหมาย (legal presumption, criminal presumption) ดังจะกล/าวถึงรายละเอียดในฉบับถัดไป ขอสันนิษฐานตามกฎหมายในคดีอาญาคืออะไร ขอสันนิษฐานเป-นหลักกฎหมายพยานเกี่ยวกับการรับฟHงขอเท็จจริง กล/าวคือ โดยทั่วไปแลวหากประสงคLใหศาลฟHงขอเท็จจริงไปในทางใด คู/ความที่มีภาระพิสูจนLจะตองนําพยานหลักฐาน มาแสดงใหศาลเชื่อว/าขอเท็จจริงนั้นเป-นความจริง (เวนเสียแต/จะเป-นขอเท็จจริงที่ไม/ตองพิสูจนL เช/น ขอเท็จจริงซึ่งรูกันอยู/ทั่วไป) หากกล/าวโดยเฉพาะในคดีอาญาซึ่งความผิดของจําเลยจะตองไดรับการ พิสูจนLโดยพยานหลักฐานของโจทกLและตองทําใหศาลเชื่อโดยปราศจากขอสงสัยอันควรใด ๆ การสืบพยานในมาตรฐานเช/นนั้นแทบจะเป-นไปไม/ไดเลยสําหรับขอเท็จจริงบางอย/าง (เช/น ขอเท็จจริง ที่อยู/ในความรับรูของจําเลยฝˆายเดียว) จึงมีการสรางหลักกฎหมายเรื่อง “ขอสันนิษฐาน” ขึ้นมาเพื่อ ๒๓ มีความเห็นว/าในมุมมองของการบังคับใชกฎหมายนั้น คําพิพากษายกฟ•อง (acquittal) ที่ผิดพลาด มีผลเสียมากกว/าคําพิพากษาลงโทษ (conviction) ที่ผิดพลาด คําพิพากษายกฟ•องไม/ก/อใหเกิดผลในทาง หามปราม ในขณะที่คําพิพากษาลงโทษ แมในกรณีที่ผิดพลาด ก็ยังก/อใหเกิดผลในทางหามปรามอันเป-นประโยชนL ต/อสังคมโดยรวม อย/างไรก็ดี ความเห็นดังกล/าวถูกโตแยงว/าเป-นความคิดที่คับแคบ เนื่องจาก “ผลในทางหามปราม” ของคําพิพากษาลงโทษที่ผิดพลาดย/อมหมดไปทันทีที่ความผิดพลาดนั้นปรากฏออกมา เพราะจะมีประโยชนLอะไร ที่จะปฏิบัติตามกฎหมายในเมื่อทุกคนมีความเสี่ยงที่จะตองคําพิพากษาลงโทษที่ผิดพลาดเท/า ๆ กัน ดังนั้น คําพิพากษาลงโทษที่ผิดพลาดจึงมีผลเสียมากกว/าคําพิพากษายกฟ•องที่ผิดพลาด เพราะนอกจากจะไม/ใหผลในทาง หามปรามแลว ยังเกิดเสียอย/างรายแรงต/อตัวผูตองคําพิพากษาดวย (โปรดดู David Hamer, “The Presumption of Innocence and Reverse Burdens: A Balancing Act”, Cambridge Law Journal, vol.66, 2007, p.147.)
๒๔ David Hamer, “The Presumption of Innocence and Reverse Burdens: A Balancing Act”, Cambridge Law Journal, vol.66, 2007, p.147 - 148.
๙ ช/วยบรรเทาภาระพิสูจนLดังกล/าว โดยโจทกLในคดีอาญาหรือผูมีภาระพิสูจนLไม/จําตองแสดง พยานหลักฐานเพื่อชี้ใหเห็นว/ามีขอเท็จจริงอย/างหนึ่งอย/างใด (ซึ่งยากแก/การนําสืบ) โดยตรง หากแต/ เพียงพิสูจนLใหเห็นว/ามีขอเท็จจริงอีกอย/างหนึ่ง (basic fact) เพื่อโนมนาวใหศาลเชื่อว/ามีขอเท็จจริง ที่ประสงคLจะพิสูจนL (presumed fact) เกิดขึ้นแลว ขอสันนิษฐานจึงแบ/งออกเป-นสองประเภท คือ (๑) ขอสันนิษฐานตามความเปนจริง ซึ่งเกิดจากการใชตรรกะของศาล เช/น การจะพิสูจนLใหศาลเชื่อว/าจําเลยมีเจตนารับของโจรนั้น โจทกLอาจทําโดยการสืบพยานหลักฐานใหศาลเห็นว/าราคาทรัพยLตามทองตลาดสูงกว/าราคาที่จําเลย รับซื้ออย/างผิดปกติ (basic fact) และน/าเชื่อว/าจําเลยรูว/าเป-นทรัพยLที่ผูโอนไดมาจากการกระทํา ความผิด (presumed fact) และ (๒) ขอสันนิษฐานตามกฎหมายซึ่งเป-นกรณีที่กฎหมายกําหนดไว ชัดเจนว/าเมื่อมีขอเท็จจริงอย/างหนึ่งเกิดขึ้นแลวใหสันนิษฐานว/ามีขอเท็จจริงอีกอย/างหนึ่งเกิดขึ้นดวย โดยขอสันนิษฐานตามกฎหมายอาจแบ/งออกเป-นขอสันนิษฐานที่หักลางได กับขอสันนิษฐานเด็ดขาด ขอจํากัดของขอสันนิษฐานตามกฎหมายในคดีอาญา การตรากฎหมายเพื่อกําหนดขอสันนิษฐานนั้นไม/ใช/ว/าจะกําหนดใหมีขอเท็จจริง พื้นฐานและขอเท็จจริงที่ถูกสันนิษฐานอย/างไรก็ได โดยเฉพาะอย/างยิ่งหากเป-นขอสันนิษฐาน ในองคLประกอบความผิดอาญา เพราะโดยลักษณะที่ขอสันนิษฐานเป-นขอยกเวนของหลัก presumption of innocence ก็ย/อมหมายความว/ายิ่งมีการใชขอสันนิษฐานตามกฎหมาย ในคดีอาญามากเท/าใดก็ยิ่งมีโอกาสที่ผูบริสุทธิ์จะถูกลงโทษมากเท/านั้น ในทางตําราไดมีการศึกษาหลักเกณฑLในการกําหนดขอสันนิษฐานตามกฎหมาย ในคดีอาญาของต/างประเทศ และผูเขียนพบว/ามีหลักเกณฑLที่ศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกาไดวางไว คือหลัก “ความสัมพันธLอย/างสมเหตุสมผลระหว/างขอเท็จจริงที่ตองการพิสูจนLกับขอเท็จจริงที่เป-น เงื่อนไขของการสันนิษฐาน (rational connection test)” ซึ่งมีการใหคําอธิบายเอาไวแลว โดยผูทรงคุณวุฒิทางนิติศาสตรLหลายท/าน๒๕ จึงขอไม/กล/าวถึงหลักเกณฑLดังกล/าวในบทความนี้อีก แต/จะขอกล/าวถึงหลักเกณฑLอื่นเพื่อเป-นทางเลือก คือ การใช “หลักความไดสัดส/วน”๒๖ ในการ พิจารณาความชอบดวยหลัก presumption of innocence ของขอสันนิษฐานตามกฎหมาย ในคดีอาญา ซึ่งผูเขียนเห็นว/าเป-นหลักเกณฑLที่น/าสนใจ ดังจะไดกล/าวในรายละเอียดต/อไป ๒๕ โปรดดู เข็มชัย ชุติวงศL, “ความชอบธรรมของการกําหนดขอสันนิษฐานตามกฎหมาย ในคดีอาญา”, วารสารอัยการ, ปที่ ๑๒ ฉบับที่ ๑๓๓, ๒๕๓๒. และ ชัยวัฒนL วงศLวัฒนศานตL, “บทสันนิษฐานตาม กฎหมายในคดีอาญา”, วารสารอัยการ, ปที่ ๑๔ ฉบับที่ ๑๖๑, ๒๕๓๔. ๒๖ หลักความไดสัดส/วนประกอบไปดวยหลักสามประการคือ (๑) หลักแห/งความเหมาะสม (๒) หลักแห/งความจําเป-น และ (๓) หลักแห/งความไดสัดส/วนในความหมายอย/างแคบ รายละเอียดโปรดดู วรพจนL วิศรุตพิชญL, หลักการพื้นฐานของกฎหมายปกครอง, โครงการตําราและเอกสารประกอบการสอน คณะนิติศาสตรL มหาวิทยาลัยธรรมศาสตรL, ๒๕๓๘, หนา ๓๘ - ๔๓.
๑๐
การใชหลักความไดสัดสวนในการพิจารณาความชอบของขอสันนิษฐานตามกฎหมายในคดีอาญา ๑. อังกฤษ
อังกฤษเป-นประเทศหนึ่งที่มีการวางหลักเกณฑLเพื่อพิจารณาความชอบดวยหลัก presumption of innocence (ซึ่งอังกฤษไดรับรองเอาไวใน Human Rights Act 1998 : HRA) ของขอสันนิษฐานตามกฎหมายในคดีอาญา โดยการปรับใชหลักความไดสัดส/วน ตัวอย/างเช/น
(๑) การพิจารณาถึงความรายแรงของโทษสําหรับความผิดที่มีการกําหนด ขอสันนิษฐาน ในคดี R v. Lambert (2002) มีการโตแยงความชอบของ Misuse of Drugs Act 1971 ในส/วนที่ผลักภาระพิสูจนLใหจําเลยมีหนาที่แสดงใหเห็นว/าตนไม/รูหรือไม/มีเหตุที่ควรจะรูว/าสารหรือ ผลิตภัณฑLที่ครอบครองอยู/นั้นเป-นสิ่งที่กฎหมายประสงคLจะควบคุม ในคดีดังกล/าว Lord Steyn มีความเห็นว/า โดยผลของบทบัญญัติดังกล/าวนั้นทําใหจําเลยมีหนาที่ตองพิสูจนLใหเห็นว/า มีความเป-นไปไดที่ตนจะไม/รูมากกว/ารู (balance of probability) เช/นนี้ แมจะยังคงมีความสงสัย ในความผิดของจําเลย กล/าวคือ จําเลยสามารถแสดงใหเห็นว/ามี “ขอสงสัยอันควร” ในประเด็น ดังกล/าว แต/จําเลยไม/สามารถแสดงใหเห็นไดถึงระดับ “เป-นไปไดมากกว/า” ศาลก็ตองตัดสินว/าจําเลย มีความผิด (ซึ่งขัดกับหลักทั่วไปที่ตองยกประโยชนLแห/งความสงสัยใหจําเลย) เมื่อพิจารณาถึงอัตรา โทษขั้นสูงที่กฎหมายกําหนดไวสําหรับความผิดดังกล/าวคือจําคุกตลอดชีวิตประกอบดวยแลว กรณีย/อมขัดต/อหลักการหากเราจะไม/ใยดีต/อความเป-นไปไดในทางปฏิบัติที่จําเลยจะตองรับโทษจําคุก ตลอดชีวิตทั้งที่ยังมีขอสงสัยว/าจําเลยอาจไม/ไดเป-นผูกระทําความผิด การผลักภาระพิสูจนLในเรื่อง ดังกล/าวใหแก/จําเลยจึงขัดต/อหลัก presumption of innocence ในคดีนี้แมศาลจะมิไดกลาวไว โดยชัดเจน แตก็เปนการวินิจฉัยคดีโดยใชหลักแหงความไดสัดสวนในความหมายอยางแคบ โดยเปรียบเทียบความเสียหายที่จะเกิดแกป^จเจกชนกับประโยชนWที่มหาชนจะพึงไดรับ (๒) การพิจารณาถึงขอเท็จจริงซึ่งอยูในความรูเห็นของจําเลยฝqายเดียวหรือ ขอเท็จจริงซึ่งยากลําบากแกการพิสูจนWของฝqายโจทกW เพราะขอเท็จจริงบางอย/างอาจยากลําบากแก/ ผูฟ•องคดีอย/างยิ่งที่จะพิสูจนL แต/ไม/ใช/เรื่องยากเย็นสําหรับจําเลยที่จะพิสูจนLใหเห็นตรงกันขาม ในสถานการณLเช/นนี้การผลักภาระพิสูจนLใหแก/จําเลยอาจเป-นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช กฎหมายโดยไม/จํากัดสิทธิของจําเลยมากเกินไป๒๗ ในคดี R v. Makuwa (2006) มีการโตแยง
ความชอบของ Asylum and Immigration Act 1991 ในส/วนที่บัญญัติเป-นขอยกเวนความผิดฐานใช หนังสือเดินทางปลอมแก/ผูลี้ภัยหรือผูอพยพ โดยผูลี้ภัยหรือผูอพยพมีหนาที่พิสูจนLใหเห็นว/าตน หลบหนีออกมาจากประเทศที่มีการคุกคามเสรีภาพและชีวิตของตน ศาลอุทธรณLใหเหตุผลว/าการที่จะ ใหผูฟ•องคดีพิสูจนLขอเท็จจริงดังกล/าวนั้นเป-นการยากลําบากมากหรือแทบจะเป-นไปไม/ไดเลย ในกรณี เช/นนี้จึงไม/อาจถือไดว/าเป-นการขัดต/อหลัก presumption of innocence เนื่องจากบทบัญญัติ ดังกล/าวแสดงใหเห็นถึงความไดสัดส/วนระหว/างการจํากัดสิทธิดังกล/าวกับมาตรการควบคุม การเขาเมืองโดยจํากัดการใชหนังสือเดินทางปลอม (๓) การพิจารณาถึงทางเลือกอื่นที่อาจสามารถใชแทนการผลักภาระพิสูจนW ไปใหจําเลยได ในคดี R v. Keogh (2007) มีการโตแยงความชอบของ Official Secrets Act 1989 ในส/วนที่กําหนดโทษอาญาแก/ขาราชการในการเป“ดเผยขอมูลที่อาจก/อใหเกิดความเสียหายแก/รัฐ