บทที่ 6 การวางโครงเรื่อง การวางโครงเรื่อง คือ รายการความคิดที่จัดเรื่องอยางเปนระเบียบของเรื่องทีจะเขียน ประโยชนของโครงเรื่อง 1. ชวยกําหนดแนวทางการเขียน 2. ชวยจัดลําดับหัวขอ 3. ชวยลําดับความคิด ชนิดของโครงเรื่อง 1. หยาบ: หัวเรื่อง 2. ละเอียด: ประโยค ขั้นตอนการวางโครงเรื่อง 1. จัดหมวดหมูความรูความคิด (เปนขอๆ ไมจัดลําดับ) 2. เลือกสรรความคิด (เลือกขอที่เกี่ยวของกัน) 3. แยกประเภทความคิด (แยกขอที่คลายกัน) 4. จัดลําดับความคิด (แยกขอใหญ ขอยอย)
บทที่ 7 รายงานทางวิชาการ ความหมาย: การนําผลการศึกษา คนควาขอมูลเกี่ยวกับเรื่องใดๆ อยางละเอียดมาเรียบเรียงใหม ขั้นตอนการทํารายงาน 1. เลือกเรื่อง คํานึงถึง: ความสําคัญ ความสนใจ การเลือกขอมูล ความสามารถ ระยะเวลา 2. วางโครงเรื่อง 3. รวบรวมขอมูล -Documentary เอกสารตางๆ -Field data สัมภาษณ สังเกต สอบถาม ก. วัสดุตีพิมพ (Printed Materials)หมายถึง หนังสือและเอกสารตางๆ ที่มีขอมูลที่ถูกตอง และเชื่อถือได เชน ตําราทางวิชาการ หนังสืออางอิงประเทตางๆ ข. วัสดุไมตีพิมพ (Non-printed) หมายถึง ขอมูลที่ไดจากการสัมภาษณ การสอบถาม 4. บันทึกขอมูล -กระดาษบันทึกขอมูล ( ขนาด 3x5,4x6,5x7) -ขอมูลสองสวน (แหลงที่มา,ขอมูล) 5. การวิเคราะหขอมูล 6. การเสนอรายงาน 6.1 เขียนตามโตรงเรื่อง 6.2 ตรวจแกไข จัดรูปแบบรายงานใหถูกตอง 6.3 พิมพ 6.4 ตรวจทาน 6.5 รวมเลม
สวนประกอบรายงาน 1. ปกนอก ประกอบดวย ชื่อผูแตง ชื่อรายงานวิชาการ สถานศึกษาและวันสง 2. ปลิวหนา 3. ปกใน 4. คํานํา บอกจุดมุงหมาย วิธีทํา ประเด็นสําคัญของเนื้อหา ขอบคุณผูชวยเหลือ 5. สารบัญเนื้อเรื่อง บอกหัวขอ 6. สารบัญตาราง แจงตารางที่ใชมีตารางใดบาง 7. สารบัญรูปภาพ แจงวาภาพที่ใชมรภาพใดและอยูที่หนาใดบาง 8. เนื้อเรื่อง -บทนํา เกริ่นเนื้อเรื่อง -เนื้อหา แบงเปนบทๆ ตามโครงเรื่อง 9. สวนประกอบตอนทาย -บรรณานุกรม -ภาคผนวก เปนสวนเพิ่มเติม (อาจไมมีก็ได) สวนสําคัญที่จะปรากฏในรายงานทางวิชาการ ก. อัญพจนหรืออัญประภาษ ข. เชิงอรรถ ค. บรรณานุกรม ก. อัญพจนหรืออัญประภาษคือขอความที่นํามาจากคําพูดหรืออเขียนของคนอื่นมาเขียนอางอิงใน รายงาน 1.1ใสหมายเลขอางอิงกํากับขางหลังคําสุดทายของอัญพจนเสมอ 1.2ถาขอความยาวไมเกินสามบรรทัด ใหเขียนตอจากขอความในเนื้อเรื่องไดทันทีโดยไมตอง ขึ้นบรรทัดใหม และใหเขียน ในเครื่องหมาย “………” 1.3 ถายาวเกิน 3 บรรทัด ใหขึ้นยอหนาใหม ไมตองใชเครื่องหมายอัญประกาศกํากับ 1.4 ถานําขอความาอางเพียงบางสวนใหใช... 1.5 ถาตองการขอมูลเพิ่มเติมขอความในอัญพจนใหใช [……]
1.6 ถาตองการอางคําพูดที่เปนคําพูดซอน ใหใช “ ‘……….’ ” 1.7ถาขอความที่นํามาเขียนอางอิง ไมจบภายในหนาเดียว ใหใชเครื่องหมาย / กอนขึ้นหนา ใหม ข. เชิงอรรถ คือขอความที่เขียนไวลางสุดของรายงานแตละหนา บอกที่มาของแหลงที่อาง -เชิงอรรถอางอิง ใชตัวเลข เริ่ม 1 ใหมเมื่อขึ้นหนาใหม เริ่ม 1 ใหมเมื่อขึ้นบทใหม -เชิงอรรถอธิบายความ (เสริมความ)ใชเครื่องหมายดอกจันทรกํากับ -เชิงอรรถโยง คือ เชิงอรรถที่โยงใหผูอานไปดูเรื่องราวในหนาอื่น *กําหนดใหแตละหนาใชเครื่องหมายดอกจันทรไดไมเกิน 3 ดอก ดังนั้นเชิงอรรถเสริมความหรือ เชิงอรรถโยง ใหใชเครื่องหมาย t และ ttในลําดับที่4 และ 5 -เชิงอรรถอางอิง บอกแหลงที่มาของอัญพจน ชนิดของเชิงอรรถอางอิงมีดังนี้ 1. เชิงอรรถอางอิงที่เปนครั้งแรก หนังสือ ก. พิมพครั้งแรก ข. พิมพครั้งที่สอง ________________________ 1ชื่อผูแตง ,ชื่อหนังสือครั้งที่พิมพ(สถานที่พิมพ: สํานักพิมพหรือโรงพิมพ,ปที่พิมพ),หนา. วิธีการเขียน -เขียนเรียงตามตัวอักษร ชื่อกอนแลวคอยนามสกุล -ตัดคํานําหนาชื่อออก -ถาพิมพครั้งแรกไมตองเขียนปที่พิมพ ________________________ 1ชื่อผูแตง ,ชื่อหนังสือ (สถานที่พิมพ: สํานักพิมพหรือโรงพิมพ,ปที่พิมพ),หนา.
-ใหใช “ ม.ป.ท.” ถาไมมีจังหวัด และใช “n.p.” ในภาษาอังกฤษ -ใหใช “ ม.ป.ท.” ถาไมมีสํานักพิมพ และใช “n.p.” ในภาษาอังกฤษ -ถาไมมีทั้งจังหวัดและสํานักพิมพใหใช “ม.ป.ท.” “n.p.” เพียงครั้งเดียว -ถาไมมีปที่พิมพใหใช “ม.ป.ป.” “n.d.” -ถาไมมีทั้งจังหวัด สํานักพิมพใหใชและปที่พิมพ ใหใช “ม.ป.ท.,ม.ป.ป.” หรือ “n.p.,n.d.” -เขียนในภาษาไทยใชคําวา หนา ในภาษาอังกฤษใช p. ถามีหลายหนาใหใช pp. -หนังสือที่มีผูแตงสองคน ใชคําวา และ หรือ and -หนังสือที่มีผูแตงสามคนใหใช , คั่นคนที่ 1 และ 2 และใชคําวาและคั่นคนที่ 3 -หนังสือที่มีผูแตงมากกวาสามคนขึ้นไป ใชคําวา “และคนอื่นๆ” “และคณะ” ฟรือ“et.dl.” “and others” -หนังสือที่ไมปรากฏชื่อผูแตงแตมีผูรวบรวม ใชคําวา “รวบรวม” “comp” หรือ “comps” -ถาหนังสือไมมีชื่อผูแตงแตมีชื่อบรรณาธิการใชคําวา “บรรณาธิการ” “ed” “eds” หลังชื่อ -ถาใชนามแฝงใหเขียนไววา [นามแฝง] [pseud.] หลังชื่อ -หนังสือแปลใช “แปลโดย” “trans” -หนังสือที่นําขอความมาจากหนังสืออื่นใชคําวา “อางอิงใน” “cited in” วิทยานิพนธ รูปแบบ ผูเขียนวิทยานิพนธ, “ชื่อวิทยานิพนธ,” (ระดับวิทยานิพนธ ชื่อแผนกวิชาหรือภาควิชา คณะ มหาวิทยาลัย,ปที่พิมพ),หนา. บทความในวารสาร รูปแบบ ผูเขียนบทความ, “ชื่อบทความ,” ชื่อวารสาร ปที่ (เดือนป) :เลขหนา. บทความในหนังสือพิมพ รูปแบบ ผูเขียนบทความ,”ชื่อบทความ”,ชื่อหนังสือพิมพ (วัน เดือน ป) : หนา. บทสัมภาษณ
รูปแบบ สัมภาษณ ผูใหสัมภาษณ,ตําแหนง, วัน เดือน ป. สื่ออิเล็กทรอนิกสระบบออนไลน รูปแบบ ชื่อผูรับผิดชอบหลัก,ชื่อแฟมขอมูลหรือชื่อโปรแกรม [ประเภทของสื่อ], สถานที่ผลิต : ชื่อผูผลิต ,ปที่จัดทํา,แหลงที่มา/ชื่อของแหลงยอย [วัน เดือน ป ที่เขาถึงขอมูล] 2. เชิงอรรถที่เคยอางอิงเปนเอกสารมาแลว ใหใชคําวา “เรื่องเดียวกัน” แตถาตางหนาใหระบุ หนาดวย เชน เรื่องเดียวกัน,หนา 15 และเอกสารเรื่องเดิมที่มีเอกสารอื่นมาคั่น ใหตัดสถานที่พิมพ สํานักพิมพ ปที่พิมพออก ถาเปนหนังสือภาอังกฤษใหตัดชื่อออก เขียนตัวเลขของคําวาพิมพครั้งที่ อยางเดียว ค. บรรณานุกรม คือ หนาของรายงานวิชาการที่รวบรวมราบชื่อของหนังสือและเอกสารตางๆ ที่ นํามาใชอางอิง วิธีการเขียนบรรณานุกรม 1. เรียงตามพจนานุกรม 2. ผูแตงเปนคนไทยเขียนชื่อแลวตามดวยนามสกุล 3. ผูแตงเปนคนตางประเทศ ใหเขียนนามสกุลกอนแลวตามดวยชื่อ 4. เรียงภาษาไทยกอนแลวคอยตามดวยภาษาตางประเทศ 5. ถาผูแตงมีฐานันดรศักดิ์ใหไวดานหลังชื่อ 6. ไมตองใสยศ 7. ถาผูแตงมีไมเกินหาคนใหลงชื่อผูแตงทุกคน 8. ถาผูแตงเปนสถาบันใหเขียนหนวยงานระดับสูงกอน 9. หนังสือแปล ใชคําวา Translated by รูปแบบของบรรณานุกรม หนังสือ รูปแบบชื่อผูแตง.ชื่อเรื่อง.เลมที่ (ถามี). ครั้งที่พิมพ. สถานที่พิมพ : สํานักพิมพ. บทความในวารสาร
รูปแบบชื่อผูเขียนบทความ.ชื่อบท หรือบทความ. ชื่อวารสาร.(เดือน ป):หนา. บทความในหนังสือพิมพ รูปแบบ ผูเขียนบทความ,ชื่อบทความ,ชื่อหนังสือพิมพ (วัน เดือน ป) : หนา. วิทยานิพนธ รูปแบบ ผูเขียนวิทยานิพนธ, ชื่อวิทยานิพนธ, ระดับวิทยานิพนธ ชื่อแผนกวิชาหรือภาควิชา คณะ มหาวิทยาลัย,ปที่พิมพ,หนา. สัมภาษณ รูปแบบ ผูใหสัมภาษณ. ตําแหนง.สัมภาษณ,วัน เดือน ป. สื่ออิเล็กทรอนิกสระบบออนไลน รูปแบบ ชื่อผูรับผิดชอบหลัก,ชื่อแฟมขอมูลหรือชื่อโปรแกรม [ประเภทของสื่อ], สถานที่ผลิต : ชื่อผูผลิต ,ปที่จัดทํา,แหลงที่มา/ชื่อของแหลงยอย [วัน เดือน ป ที่เขาถึงขอมูล].