INDEX
Chapter 1 == If-Clause ( ประโยคเงื่อนไข ) ==
Chapter 2 == Question Tag ==
Chapter 3 == Tenses (1) Present Simple Tense ==
Chapter 4 == Tenses (2) Present Continuous Tense ==
Chapter 5 == Tenses (3) Past Simple Tense ==
Chapter 6 == Tenses (4) Present Perfect Tense ==
Chapter 7 == Tenses (5) Future Simple Tense ==
Chapter 8 == Singular and Plural ==
Chapter 9 == Tenses (6) Past Continuous Tense ==
Chapter 10 == Tenses (7) Present Perfect Continuous
Tense ==
Chapter 11 == Tenses (8) Past Perfect Tense ==
Chapter 12 == Tenses (9) Future Perfect Tense ==
Chapter 13 == Errors in Tenses (1) ==
Chapter 14 == Errors in Tenses (2) ==
Chapter 15 == Indirect Speech : Introduction ==
Chapter 16 == Indirect Speech : หลักการเปลี่ยน ==
Chapter 17 == Indirect Speech : ประโยคคำาสั่งหรือประโยคขอร้อง ==
Chapter 18 == Indirect Speech : ประโยคคำาถาม ==
Chapter 19 == Indirect Speech : ประโยคที่ใช้ LET'S ==
Chapter 20 == Indirect Speech : ประโยคอุทาน ( Exclamation ) ==
Chapter 21 == Indirect Speech : รวมประโยคหลายแบบเข้าด้วยกัน ===
Chapter 22 == Indirect Speech : ประโยค Direct ที่ขึ้นต้นด้วย Yes หรือ No
==
Chapter 23 == Indirect Speech : ข้อสังเกตอื่นๆ ==
Chapter 24 == Passive Voice : Introduction ==
Chapter 25 == Passive Voice : หลักการเปลี่ยน ==
Chapter 26 == Passive Voice : ตัวอย่างการเปลี่ยนประโยค Active เป็น Passive ใน
12 Tenses ==
Chapter 27 == Passive Voice : คำากริยาที่ไม่สามารถทำาเป็นประโยค Passive ได้ ==
C
hapter 28
== Passive Voice : ประโยคคำาถาม ==
Chapter 29 == Passive Voice : ประโยคคำาสั่ง ==
Chapter 30 == Passive Voice : ประโยคที่ไม่ต้องการ by ==
Chapter 31 == Passive Voice : กรณีมีกรรม 2 ตัว ===
Chapter 32 == Passive Voice : กรณีมีกริยาช่วย ( Helping Verbs )
===
Chapter 33 == Passive Voice : กรณีอื่นๆ ===
Chapter 34 == Verb : Introduction ===
Chapter 35 == Verb : หน้าที่ของ Verb to Be ===
Chapter 36 == Verb : หน้าที่ของ Verb to Do ===
Chapter 37 == Verb : หน้าที่ของ May, Might ===
Chapter 38 == Verb : หน้าที่ของ Verb to Have ===
Chapter 39 == Verb : หน้าที่ของ Will, Shall ===
Chapter 40 == Verb : หน้าที่ของ Would, Should ===
Chapter 41 == Verb : หน้าที่ของ Can, Could ===
Chapter 42 == Verb : หน้าที่ของ Have to, Have got to, Had
better ===
Chapter 43 == Verb : หน้าที่ของ Must ===
Chapter 44 == Verb : หน้าที่ของ Ought to ===
Chapter 45 == Verb : หน้าที่ของ Dare ===
Chapter 46 == Verb : หน้าที่ของ Need ===
Chapter 47 == Verb : หน้าที่ของ Used to ===
Chapter 48 == Sentences : Simple Sentence ===
Chapter 49 == Sentences : Compound Sentence ===
Chapter 50 == Sentences : Complex Sentence ===
Chapter 51 == Sectences : Compound Complex Sentence
===
Chapter 52 == Word Building : Common Prefixes (1) ===
Chapter 53 == Word Building : Common Prefixes (2) ===
Chapter 54 == Word Building : Common Prefixes (3) ===
Chapter 55 == Word Building : Common Suffixes ===
Chapter 56 == Preposition : On ===
Chapter 58 == Preposition : At ===
Chapter 59 == Preposition : By ===
Chapter 60 == Preposition : Out of ===
Chapter 61 == Preposition : With ===
Chapter 62 == Preposition : Before & After ===
Chapter 63 == Preposition : Of
บทที่ ๑
( Chapter 1 )
ประโยคเงื่อนไข
( If-Clause )
If -Clause หรือที่เรารู้จักกันดีในภาษาไทยว่า " ประโยคเงื่อนไข ( Conditional Sentence ) "
นั้นนะครับ ถ้าหากจะแบ่งหลักๆ จริงๆ ละก็ ผมขอแบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ เลยนะครับ ( นักเรียนที่น่ารักของผมกรุณาอย่าเพิ่งง่วงหาวนอนไปก่อนนะครับผมจะอธิบายไม่เยิ่นเย้อหรอกครับ...รับรอง ^_^ ) ที่ผมเลือกเอาเรื่องมาพูดก่อน ก็ผมเห็นว่า มีโอกาสจะได้ใช้เยอะครับประโยค If-Clause เนี่ย
แบบที่
1
การใช้เงื่อนไขที่จะเป็นจริง
( Future Possible )
If + Present Simple Tense + Subj. + will + V1
แบบนี้นะครับ ใช้สำาหรับเหตุการณ์ที่ผู้พูดแน่ใจว่า เงื่อนไขนั้นจะเป็นจริง ผลที่จะเกิดก็จะเกิดขึ้นตามมาอย่างแน่นอนIf Alex studies hard, he will pass the exam.
ถ้าอเล็กซ์ขยันเรียน เขาก็จะสอบผ่านนะ
( ผู้พูดแน่ใจว่า เขาจะสอบผ่านอย่างแน่นอน ถ้าเขามีความตั้งใจจริง )
If she hurries, she will be in time.
ถ้าหล่อนรีบ หล่อนก็จะทันเวลาชัวร์( ผู้พูดมั่นใจว่า ถ้าหล่อนรีบก็จะทันเวลาอย่างแน่นอน )
แบบที่2
การใช้เงื่อนไขที่ไม่เป็นจริง
( Present Unreal )
If + Past Simple Tense + Subj. + would + V1
สำาหรับแบบนี้นะครับ จะใช้ถึงเหตุการณ์สมมุติที่ไม่มีทางเป็นไปได้ ก็เพ้อฝันจินตนาการไปเรื่อยเปื่อยล่ะครับ ฮ่าๆๆๆIf I were a millionnaire, I would travel around the world.
ถ้าอั๊วะได้เป็นเศรษฐีเงินล้าน อั๊วะจะเที่ยวรอบโลก( ความจริงแล้ว อั๊วะคงจะไม่มีบุญได้เป็นหรอกว่ะ แค่ฝันไปลมๆ แล้งๆ เท่านั้นแหละ )
If I were a bird, I would be very happy.
ถ้าฉันได้เป็นนก ฉันคงจะดีใจไม่น้อยทีเดียว( ความจริงแล้ว คนจะกลายเป็นนกได้ยังไงล่ะ ไม่จริงหรอก )
แบบที่3
การใช้เงื่อนไขที่ไม่เป็นจริงในอดีต
( Past Unreal )
If + Past Perfect Tense + Subj. + would have + V3
ส่วนแบบนี้นะครับก็เป็นการสมมุติเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นแต่อดีตกาลนานนมแล้ว ผู้พูดก็ทราบดีนะครับว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆIf you had stayed home, you would have seen him.
ถ้าเธออยู่บ้านตอนนั้น เธอคงจะเจอเขาแล้วแหละ( ความจริงที่เกิดขึ้นก็คือ เธอออกไปข้างนอก ก็เลยไม่ได้เจอเขา )
If Pim had not gone out, she would not have got wet.
ถ้าพิมไม่ออกไปข้างนอก หล่อนก็คงจะไม่เปียกหรอกนะ( ความจริงก็คือ เธอได้ออกข้างนอก แล้วเธอก็กลับมาอย่างลูกหมาตกนำ้า )
นอกจากนี้นะครับ จริงๆ แล้วบางที่ก็อาจจะเพิ่ม If-Clause แบบนี้ไปอีก นั่นก็คือ If-Clause ที่ใช้กับเหตุการณ์ที่เป็นความจริงเสมอ
( Real Condition ) รูปแบบก็จะแบบ
If + Present Simple Tense +
Present Simple Tense
ยกตัวอย่างเช่นIf there is no water, we absolutely die.
ถ้าหากปราศจากนำ้าแล้ว พวกเราก็จะต้องตายอย่างแน่นอน( เป็นความจริงใช่ไหมล่ะครับ รึใครจะเถียง? อิอิอิ )
บทที่ ๒Question Tag
Question Tag
นะครับ ก็คือ " การตั้งคำาถามท้ายประโยคบอกเล่าหรือประโยคปฏิเสธ " ประโยคคำาถามแบบนี้นะครับ
ส่วนใหญ่มักจะใช้ในการสนทนามากกว่าที่จะใช้ในภาษาเขียนครับ ซึ่งก็จะมีหลักการตั้งประโยคคำาถามแบบนี้ง่ายๆ ก็คือ1. ถ้าประโยคข้างหน้าเป็นประโยคบอกเล่า Question Tag จะต้องเป็นปฏิเสธ
2. ถ้าประโยคข้างหน้าเป็นประโยคปฎิเสธ Question Tag จะต้องเป็นบอกเล่า
3. ต้องใส่เครื่องหมาย Comma คั่นระหว่างประโยคหลักกับ Question Tag เสมอ
4. ตัว Question Tag ต้องเป็นกริยาช่วยเสมอครับ
5. หากไม่มีกริยาช่วยในประโยคหลัก ให้ใช้ Verb to do มาช่วย
6. กริยาช่วยตรง Question Tag ต้องใช้รูปย่อเสมอ และไม่มีรูป amn't I ให้ใช้ aren't I แทน
7. กริยาช่วยเหล่านั้น จะต้องเปลี่ยนไปตาม Tense ที่ประโยคหลักนะครับ
จะยกตัวอย่างประโยคคำาถาม Question Tag ให้ดูนะครับI am a student, aren't I?
ฉันเป็นนักเรียนใช่ไหมเนี่ย????( ประโยคนี้ตั้งให้เห็นเฉยๆ ครับ ว่าอย่าใช้ amn't I ให้ใช้ aren't I แทน แต่ความหมายอย่าไปใส่ใจเลยครับ
เพราะคงจะไม่มีใครมาบ้าถามตัวเองแบบนี้ )Cathy won't go shopping with us tomorrow, will she?
เคที่จะไม่ไปช้อปปิ้งกับพวกเราพรุ่งนี้ใช่ไหม? ( กริยาช่วย คือ will )
He need not study French, need he?
เขาไม่จำาเป็นต้องเรียนภาษาฝรั่งเศสใช่ไหม?( ดูให้ดีๆ นะครับ กริยา need ในที่นี้ทำาหน้าที่เป็นกริยาช่วย เพราะฉะนั้น อย่าใช้ Verb to do มาช่วยเด็ดขาด อ้อ...คำาว่า dare
และก็ Verb to have ด้วยนะครับ ต้องดูซักหน่อยว่า ตอนไหนมันเป็นกริยาช่วย ตอนไหนมันเป็นกริยาแท้ )Peter ate my apple, didn't he?
ปีเตอร์กินแอปเปิ้ลของฉันใช่ไหม?
( ประโยคหลักเป็น Past Simple Tense และไม่มีกริยาช่วย เพราะฉะนั้น ต้องเอา Verb to do มาช่วยและทำาให้เป็นรูป
Past ด้วยนะครับ )
Question Tag
ในประโยคคำาสั่งQuestion Tag ในประโยคคำาสั่ง ขอร้อง เชื้อเชิญ เราสามารถทำาตรง Question Tag ได้โดยเติม คำาว่า will
you ไปเลยครับ
ประโยคข้างหน้าจะเป็นบอกเล่าปฏิเสธ หรือเป็น Tense ไหนก็ไม่ต้องไปสนใจ แต่ต้องแน่ใจนา ว่ามันเป็นประโยคกลุ่มนี้จริงๆ
Stop speaking loudly, will you?
หยุดแหกปากซักทีได้ไหม?
Open those windows for me, will you?
ช่วยเปิดหน้าต่างให้ฉันหน่อยได้ไหม?ข้อควรจำาในการทำา
Question Tag
1. ถ้าประโยคข้างหน้าขึ้นต้นด้วย That is, This is ส่วน Question Tag ให้ใช้ isn't it? หรือ is it
2. ถ้าประโยคข้างหน้าขึ้นต้นด้วย There is, There are, There was, There were ส่วน
Question Tag ให้ใช้ Verb to be
รูปนั้นๆ ตามประธานและ Tense + there เช่น
There is a computer at your house, isn't there?
บ้านของเธอมีเครื่องคอมพิวเตอร์ใช่ไหม?3. ถ้าประโยคข้างหน้าขึ้นต้นด้วย These are, Those are ส่วน Question Tag ให้ใช้ aren't
they หรือ are they
แล้วแต่กรณี
4. ถ้าประโยคข้างหน้าเป็นประโยคความซ้อน ส่วน Question Tag ให้ถือเอากริยาในประโยค Main Clause เป็นหลักนะจ๊ะ
เช่นChirstina told us she could come, didn't she?
คริสตินาบอกพวกเราว่า หล่อนจะมาได้ใช่ไหม?( สังเกตว่ามีคำากริยาคือ told เพราะฉะนั้น ก็ต้องใช้ Verb to do ในรูปอดีตมาช่วยนะครับ )
5. ถ้าประโยคข้างหน้ามีคำาที่ให้ความหมายเชิงปฏิเสธ เช่น seldom, hardly, scarcely, rarely,
never, few, little, neither, none, nobody, nothing คำาเหล่านี้นะครับ
มีความหมายในทางปฏิเสธอยู่ในตัวของมันเองแล้ว ดังนั้นในส่วนของ Question Tag นั้น จะต้องทำาในรูปบอกเล่าครับ เช่นNothing is interesting, is it?
ไม่มีอะไรน่าสนใจใช่ไหม? ท่านสามารถอ่านบทเรียนก่อนหน้านี้ได้ที่ ดรรชนี
( Index )
ได้นะคร้าบ
คำาถามอุ่นเครื่อง( Warm-up Question )
ในครั้งต่อไป ผมจะเริ่มพูดเรื่องของ Tense แล้วนะครับ ก็เลยมีคำาถามจะมาถามท่านผู้อ่านที่เคารพทั้งหลายครับว่า ท่านทราบหรือไม่ว่า Tense ในภาษาอังกฤษนั้นมีทั้งหมดเท่าไรเอ่ย???? ไม่มีชิงโชคหรอกนะครับ ( ฮา ) เมล์มาบอกผมก็ได้ครับ ว่ามีอะไรบ้าง จะสอบถามก็ได้นะครับ เพราะผมว่าเรื่องTense นี่คงต้องคุยกันอีกนานครับ อ้อ...หากจะเรียนเรื่อง Tense นี่นะครับ ท่านควรจะสามารถผันกริยาทั้ง
3
ช่องได้อย่างคล่องแคล่วแล้วนะครับ โดยเฉพาะกริยากลุ่มที่มีการผันแบบเฉพาะ
( Irregular Verbs )
ซึ่งมีเป็นจำานวนเยอะพอสมควรทีเดียวครับผมคงจะไม่สามารถเอามาลงได้ทั้งหมดหรอกนะ ( แต่ถ้าท่านผู้อ่านเรียกร้องมากๆ ก็ไม่แน่ครับ อิอิอิ ) ผมแนะว่า หากท่านยังผันกริยาไม่ค่อยคล่องนัก กรุณาลองซื้อหนังสือตารางผันกริยา 3 ช่องมาอ่านดูก็ได้ครับ เล่มละไม่กี่บาทเองครับ หรือจะลองไปเปิดภาคผนวกของพจนานุกรมภาษาอังกฤษบางเล่มก็จะมีครับ เน้นให้จำาเฉพาะกลุ่ม Irregular Verbs ก็เพียงพอแล้วครับ ส่วนที่เหลือก็คือเติมตัวลงท้าย ( Suffix ) -ed หมดเลยครับ บทที่ ๓TENSES (1) : Present Simple Tense
ทำาความเข้าใจก่อน
Tense ในภาษาอังกฤษนั้น มีทั้งหมด 12 Tenses ด้วยกันนะครับ สามารถแบ่งเป็น 4 กล่มใหญ่ๆ คือ
_______ Simple Tense _______ ธรรมดา
_______ Continuous Tense _______ กำาลังกระทำา
_______ Perfect Tense _______ สมบูรณ์
_______ Perfect Continuous Tense _______ สมบูรณ์กำาลังกระทำา
ช่องว่างที่เว้นไว้นั้น ก็ให้ท่านเติม Present, Past, หรือ Future ลงไปครับ ( ปัจจุบัน, อดีต, หรืออนาคต )4x3 ทั้งหมดก็เป็น 12 Tenses พอดีครับ ไม่ขาดไม่เกิน ส่วนเรื่องโครงสร้าง ผมจะทยอยพูดไปเรื่อยๆ นะครับ
Present Simple Tense
Subject + Verb 1 + (Object)
1. ใช้กับเหตุการณ์ที่เป็นจริงเสมอ หรือเหตุการณ์ที่เป็นไปตามธรรมชาติ เช่น
The sun rises in the east and sets in the west.
พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกThe cat has four legs.
แมวมีสี่ขา2. ใช้แสดงถึงการกระทำาที่เป็นปรกตินิสัย ( Habitual Fact ) หรือการกระทำานั้นเกิดขึ้นเป็นประจำา ( Repeated
Action ) ซึ่งมักจะมี Adverb of Frequency แสดงอยู่ด้วย เช่น always,
sometimes, often, everyday, every week, usually,
generally, frequently เป็นต้น
I have my breakfast at seven o'clock everyday.
ผมรับประทานอาหารเช้าเวลา 7 นาฬิกาทุกวัน
Everybody
wears
thick clothes in winter.
ทุกๆ คนสวมเสื้อหนาๆ ในฤดูหนาว
We go to temple every Sunday morning.
พวกเราไปวัดทุกๆ เช้าวันอาทิตย์
3. ใช้แสดงถึงการกระทำาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หรือสภาพที่เป็นปัจจุบัน เช่น
She understands what you say.
เธอเข้าใจที่คุณพูดI have four notebooks in the suitcase.
ฉันมีสมุด 4 เล่มอยู่ในกระเป๋า
4. ใช้แสดงถึงการกระทำาในอนาคต ซึ่งตัดสินใจแน่นอนแล้วว่าจะปฏิบัติ
The next semester begins in two weeks.
อีก 2 อาทิตย์จึงจะเปิดเทอมหน้าHe sets sail on Saturday for Samui.
เขาจะออกเรือไปสมุยในวันเสาร์ หมายเหตุ อย่าลืมนะครับว่าถ้าประธานเป็นเอกพจน์ บุรุษที่ 3 คือ He, She, It กริยาที่ใช้ต้องเติม s เสมอ ห้ามลืมกฎข้อนี้เด็ดขาดนะครับ!!! พวกเรามักจะลืมบ่อยๆ เสมอ ก็อย่างว่านะครับ ภาษาไทยของเราไม่มี การผันกริยาใดทั้งสิ้น เลยไม่ค่อยจะคุ้นเคย หลงๆ ลืมๆ ไปบ้าง แต่อย่าลืมบ่อยนะครับ ^o^ บทที่ ๔TENSES (2) : Present Continuous Tense
Subject + is, am, are + Verb -ing + ( Object )
1. ใช้เมื่อการกระทำานั้นกำาลังดำาเนินอยู่ในปัจจุบัน ( ขณะที่พูด ) และยังทำาต่อเนื่องมาจนถึงบัดนั้น
และจบลงในอนาคต เช่นMy uncle is listening to the radio.
What is he doing?
เขากำาลังทำาอะไรเหรอ?2. แสดงถึงการกระทำาที่เกิดขึ้น ซึ่งจำาเป็นจะต้องเกิดขึ้นขณะที่กล่าวนั้นจริงๆ เช่น
More and more people are using Internet.
ผู้คนเริ่มเล่นอินเทอร์เน็ตมากๆ ขึ้นทุกทีทุกทีAccidents are happening more and more
frequently.
อุบัติเหตุเกิดขึ้นมากและบ่อยขึ้น
3. ใช้แสดงเหตุการณ์ในอนาคต ซึ่งแน่ใจว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน เช่น
We are planning to go to the beach next week.
พวกเราวางแผนจะไปเที่ยวทะเลอาทิตย์หน้า
She is going abroad next Tuesday.
หล่อนจะไปต่างประเทศวันอังคารหน้า
4. ถ้าประโยค Present Continuous Tense เชื่อมด้วย and ( กรณีเป็น 2 ประโยค )
ให้ตัดกริยา Verb to be ที่อยู่ข้างหลัง and ออกเสีย เช่นMy father is smoking a cigarette and watching
television.
คุณพ่อของฉันกำาลังสูบบุหรี่และดูโทรทัศน์
กริยาที่นำามาแต่งเป็น
Continuous Tense (
ทุกชนิด
)
ไม่ได้!!!
กริยาจำาพวกนี้นะครับ กรุณาเอามาแต่งเฉพาะใน Simple Tense เท่านั้นนะครับ
๑. กริยาที่เกี่ยวกับประสาทสัมผัสทั้งห้า เช่น see, smell, feel, hear, taste, etc. เช่น
I see the beautiful mountain.
ฉันดูภูเขาอันงดงาม
ไม่ใช้ : I am seeing the beautiful mountain. ( กรุณาอย่าคิดแบบภาษาไทยนะครับ
ไม่เหมือนกันครับ )
๒. กริยาที่แสดงถึงภาวะของจิต ( State of Mind ), แสดงความรู้สึก ( Feeling ), ความผูกพัน
( Relationship )
ไม่นิยมนำามาแต่งใน Continuous Tense เช่น
know, understand, love, hate, seem, like, disagree,
notice, remember, dislike, prefer, distrust,
possess, own, differ, deserve, consist of, doubt, suppose,
mean, contain, refuse, depend,
appear, wish, have, detest, trust, recall, forget, consider,
agree, belong, believe, etc.
I know him very well
ผมรู้จักเขาดีอย่าใช้ : I am knowing him very well.
He believes that taxes are too high.
เขาเชื่อว่าภาษีแพงเกินไป
อย่าใช้ : He is believing that taxes are too high.
หลักการเติม
-ing
(1). กริยาที่ลงท้ายด้วย e ให้ตัด e ทิ้งเสียก่อน แล้วจึงเติม -ing เช่น
write => writing, move => moving, live => living
tremble => trembling, argue => arguing, take => taking
(2). กริยาที่ลงท้ายด้วย ee ให้เติม -ing ได้เลย ไม่มีการตัดอะไรทั้งสิ้น เช่น
see => seeing, agree => agreeing, free => freeing
(3). กริยาที่ลงท้ายด้วย ie ให้เปลี่ยนเป็น y ก่อน แล้วถึงจะเติม -ing เช่น
die => dying, lie => lying, tie => tying
[ หมายเหตุ : ski => skiing ]
(4). กริยาที่มีสระตัวเดียว ตัวสะกดตัวเดียว และเป็นพยางค์เดียว ให้เพิ่มตัวสะกดเข้ามาอีกตัวหนึ่งเสียก่อน
แล้วจึงเติม -ing เช่น stop => stopping, run => running, sit =>
sitting, get => getting, dig => digging
(5). กริยาที่มี 2 พยางค์ซึ่งออกเสียงหนัก ( Stress ) ที่พยางค์หลัง และพยางค์หลังมีสระตัวเดียว
ตัวสะกดตัวเดียว ให้เพิ่มตัวสะกดเข้ามาอีกตัวหนึ่งเสียก่อน แล้วจึงเติม -ing เช่นoccur => occurring, begin => beginning, refer =>
referring, offer => offerring
(6). กริยา 2 พยางค์ต่อไปนี้ จะเพิ่มตัวสะกดเข้ามาแล้วเติม -ing หรือไม่ก็ได้
[
แบบอเมริกัน
]
: travel => traveling, quarrel => quarreling
[
แบบอังกฤษ
]
: travel => travelling, quarrel => quarrelling
บทที่ ๕TENSES (3) : Past Simple Tense
1. ใช้แสดงเมื่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต และสิ้นสุดลงไปแล้ว มักจะมี
Adverb
บอกเวลาในอดีตกำากับด้วย เช่น
yesterday,
once, ago, formerly, last night, last year, last
month, etc.
เช่น
She saw you yesterday.
หล่อนเห็นคุณเมื่อวานนี้I went to Berline last year.
ผมไปเบอร์ลินเมื่อปีที่แล้วMy mother went out four hours ago.
พ่อของฉันออกไปข้างนอก 4 ชั่วโมงแล้ว2. ใช้เมื่อแสดงเหตุการณ์หนึ่งกระทำาเป็นประจำาในอดีต แต่บัดนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้นอีกต่อไปแล้ว เช่น
When he was young, he was very clever.
เมื่อตอนเขายังเด็ก เขาเป็นคนที่ฉลาดมากๆI used to get up early in the morning.
ฉันเคยตื่นนอนตอนเช้าตรู่ ( ปัจจุบันไม่ได้ตื่นเช้าแล้ว )3. ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชั่วระยะเวลาหนึ่งในอดีต และระยะเวลานั้นได้ล่วงเลยมาแล้ว เช่น
They lived there during last spring.
พวกเขาอาศัยอยู่ที่นั่นในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่แล้วI heard the blacksmith working all day long.
ฉันได้ยินช่างตีเหล็กทำางานตลอดทั้งวัน4. ใช้แสดงถึงการสมมุติหรือข้อแม้ ในปัจจุบันหรือในอนาคต ซึ่งจะตามหลังคำาว่า If, Unless, Wish เช่น
If I were you I would love her.
ถ้าผมเป็นคุณ ผมจะรักเธอ
I wish you would love me one day.
ฉันหวังว่าเธอจะรักฉันซักวันหนึ่งบทที่ ๖
TENSES (4) : Present Perfect Tense
Subject + Verb to have + past participle
วิธีใช้
1. แสดงถึงการกระทำาที่เกิดขึ้นในอดีต และดำาเนินเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันในขณะที่พูดอยู่ เช่น
ครอบครัวของเธออาศัยอยู่ในเชียงใหม่ตั้งปี ค.ศ. 1979
I have studied English for ten years.
ฉันเรียนภาษาอังกฤษมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว2. ใช้กับเหตุการณ์ที่เพิ่งสิ้นสุดลงใหม่ๆ มักจะมีคำาว่า just, already, yet เช่น
I have already finished my homework.
ผมเพิ่งทำาการบ้านของผมเสร็จ
He has not read that book yet.
เขายังไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนั้นเลย3. ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต และสิ้นสุดลงไปแล้ว แต่ผลของเหตุการณ์ก็ยังคงมีมาจนถึงปัจจุบันในขณะที่พูด เช่น
I have read them before.
ฉันเคยอ่านเรื่องนี้มาก่อน
The servant has cooked her dinner.
คนรับใช้ทำาอาหารมื้อเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้ว4. ใช้แสดงถึงการกระทำาซึ่งเริ่มต้น และสิ้นสุดลงในอดีต แต่ยังอาจจะเกิดขึ้นได้อีก มักจะมี
Adverb of Frequency
อยู่ด้วย
เช่น sometimes, once, twice, many times, severaltimes, ever, never ตัวอย่างเช่น
I have visited Los Angeles twice.
ผมไปเที่ยวลอสแองเจลลิสมา 2 ครั้งแล้วThis is all of the best books I have ever read.
หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเล่มที่ดีที่สุดเท่าที่ฉันเคยอ่านมาหลักการใช้
Since
และFor
ผิดพลาด! ชื่อแฟ้มไม่ได้ระบุ
" Since " แปลว่า 'ตั้งแต่' ใช้กับเวลาอันเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์นั้นในอดีต จะเป็น Since + เวลาที่เริ่มต้น
เช่น since yesterday, since 1979, since the Cold War,
since Monday, since last week เป็นต้น
นอกจากนี้ Since อาจจะบวกกับประโยคที่เป็น
Past Simple Tense
ได้ด้วย รูปแบบจะเป็น
Present Perfect Tense + since + Past Simple Tense
เช่นsince his father died, since I was born, since she
quit her work เป็นต้น
" For " แปลว่า 'เป็นเวลา' ใช้กับจำานวนเวลานับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์มาจนถึงขณะที่พูด For ใช้บอกความยาวของเวลา
ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันว่าเป็นเวลานานเท่าไร เพราะฉะนั้น For + ระยะเวลา ยกตัวอย่างเช่นfor two days, for six hours, for three years, for a
long time, for a few minutes เป็นต้น
หลักการใช้
Yet, Just,
และAlready
" Yet " แปลว่า 'ยัง' จะใช้ในประโยคปฏิเสธเสมอครับผม และนิยมวางไว้ท้ายสุดของประโยค เช่น
I have not watched that movie yet.
" Just " แปลว่า 'เพิ่งจะ' ส่วน " Already " แปลว่า 'เรียบร้อยแล้ว' จะใช้ในประโยคบอกเล่าครับ และจะ
วางไว้หน้ากริยาหลัก ( Main Verb ) เสมอ เช่นHe has just gone to work.
I have already closed the window.
อย่าลืมนะครับ!!! ท่านต้องแม่นในการผันกริยาช่องที่ 3 คือ Past Participle เมื่อต้องใช้ Perfect
Tense
ทั้งแบบ Regular Verbs หรือ Irregular Verbs ครับผม!!! (O'_'O)
บทที่ ๗
Tenses (5) : Future Simple Tense
วิธีใช้1. ใช้เพื่อแสดงถึงการกระทำาหรือสภาพในอนาคต เช่น
He will travel to Singapore next year.
เขาจะไปเที่ยวสิงคโปร์ปีหน้าThe plane will leave the airport in a few minutes.
เครื่องบินจะออกจากท่าอากาศยานในอีก 2-3 นาทีข้างหน้า การใช้
(be) going to
แทน
will
หรือshall
1. ใช้ (be) going to + V1 เพื่อแสดงความตั้งใจ ( Intention ) แทน will และ shall ได้ เช่น
She is going to buy a car next month.
หล่อน ( ตั้งใจ ) จะซื้อรถยนต์เดือนหน้า
We are going to visit our grandfather tomorrow.
พวกเรา ( ตั้งใจ) จะไปเยี่ยมคุณปู่ในวันพรุ่งนี้2. ใช้ (be) going to + V1 เพื่อแสดงการคาดคะเน ( Suggestion ) แทน will และ shall
ได้ เช่นI think it is going to rain.
ฉันคิดว่าฝนจะต้องตก ( อย่างแน่นอน )3. ใช้ (be) going to + V1 เพื่อแสดงข้อความซึ่งเชื่อว่าจะเป็นจริงเช่นนั้นโดยปราศจากข้อสงสัยแทน will และ shall
ได้ เช่นภรรยาของเขาจะมีลูกแล้ว
ห้ามใช้
(be) going to + V1
ในกรณีต่อไปนี้1. เหตุการณ์ที่เป็นอนาคตอันแท้จริง ( Exact Futurity ) ซึ่งจะต้องเกิดขึ้นตามธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น
I will be twenty-one next year.
ผมจะมีอายุ 21 ในปีหน้า
(
ห้ามใช้: I am going to be twenty-one next year. )
Today is the 3rd; tomorrow will be the 4th.
วันนี้เป็นวันที่ 3 พรุ่งนี้จะเป็นวันที่ 4
(
ห้ามใช้: Today is the 3rd; tomorrow is going to be the
4th. )
2. ห้ามใช้ (be) going to + V1 ในประโยคเงื่อนไขที่เชื่อมด้วย If ใช้ได้เฉพาะ will และ shall เท่านั้น
John will be successful if he tries hard.
จอห์นจะประสบความสำาเร็จถ้าเขาพยายามอย่างจริงจัง
(
ห้ามใช้: John is going to be successful if he tries
hard. )
They will be on time if they hurry.
พวกเขาจะทันเวลาถ้าพวกเขารีบหน่อย(
ห้ามใช้: They are going to be on time if they hurry. )
3. ห้ามใช้ (be) going to + V1 กับกริยาที่แสดงการรับรู้ เช่น understand, forget, like,
remember, love, know, etc.
I will remember this experience forever.
ผมจะจำาประสบการณ์นี้ตลอดไป
(
ห้ามใช้: I am going to remember this experience
forever. )
He will like it if he sees.
เขาคงจะชอบถ้าเขาเห็น
(
ห้ามใช้: He is going to like it if he sees. )
บทที่ ๘
Singular and Plural
1. คำานามโดยทั่วไปเมื่อเปลี่ยนจากเอกพจน์เป็นพหูพจน์มักจะเติม " s " ลงที่ท้ายคำานั้น เช่น
cup ---> cups ( ถ้วย ) book ---> books ( หนังสือ ) elephant --->
elephants ( ช้าง )
lamp ---> lamps ( โคมไฟ ) house ---> houses ( บ้าน ) car --->
cars ( รถยนต์ )
2. คำาเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย s, x, z, ch หรือ sh เมื่อเปลี่ยนเป็นรูปพหูพจน์จะต้องเติม es เช่น
kiss ---> kisses ( จูบ ) box ---> boxes ( กล่อง ) watch --->
watches ( นาฬิกา )
brush ---> brushes ( แปรง ) topaz ---> topazes ( บุษราคัม )
ยกเว้น : monarch ---> monarchs ( กษัตริย์ ) เพราะว่าพยัญชนะ ch ออกเสียงเป็น /ค/ ไม่ใช่ /ช/ ครับ
3. คำาเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย o และหน้า o เป็นพยัญชนะ ให้เติม es เช่น
motto ---> mottoes ( คติพจน์ ) potato ---> potatoes ( มัน )
mango ----> mangoes ( มะม่วง )
ยกเว้น : คำาเหล่านี้เติม s เมื่อทำาเป็นพหูพจน์ bamboo > bamboos ( ไม้ไผ่ ) radio
--->radios (วิทยุ )
kilo ---> kilos ( กิโลชั่งขายของ ) piano ---> pianos ( เปียโน ) kangaroo
---> kangaroos ( จิงโจ้ )
dynamo ---> dynamos ( ไดนาโม ) photo ---> photos ( รูปถ่าย )
memo ---> memos ( บันทึก )
zero ---> zeros ( เลขศูนย์ ) zoo ---> zoos ( สวนสัตว์ ) banjo --->
banjos ( เครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง )
embryo ---> embryos ( เด็กในท้อง ) casino ---> casinos ( บ่อนการพนัน
) solo ---> solos(โซโล )
Eskimo ---> Eskimos ( ชนเผ่าเอสกิโม ) studio ---> studio ( สตูดิโอ ) ฯลฯ
หมายเหตุ : คำาเหล่านี้จะเลือกเติม s หรือ es ก็ได้ เมื่อต้องการทำาเป็นพหูพจน์ ได้แก่ buffalo ( ควาย ), cargo ( สินค้า ),calico ( ผ้าเนื้อหยาบ ), domino ( โดมีโน ), grotto ( ถำ้า ), halo ( แสงเป็นวงกลม ), lasso
( เชือกบ่วงบาศ ),
mosquito ( ยุง ), portico ( หลังคาทางเดิน ), proviso ( ข้อแม้ ),
4.
คำานามที่ลงท้ายด้วยy
แล้วหน้าy
เป็นพยัญชนะ ให้เปลี่ยนy
เป็นi
แล้วเติมes
เช่นlady ---> ladies (
สุภาพสตรี) country ---> contries (
ประเทศ) city
---> cities (
เมือง)
5. คำานามที่ลงท้ายด้วย y แล้วหน้า y เป็นสระ ให้เติม s ได้เลย เช่น
donkey ---> donkeys ( ลา ) boy ---> boys ( เด็กชาย ) day --->
days ( วัน )
monkey > monkeys ( ลิง ) key > keys ( ลูกกุญแจ ) ray
---> rays ( รังสี )
6.
คำานามที่ลงท้ายด้วยf
หรือfe
ให้เปลี่ยนf
หรือfe
เป็นv
แล้วเติมes
เช่นwife ---> wives (
ภรรยา) life ---> lives (
ชีวิต) knife --->
knives (
มีด)
wolf ---> wolves (
หมาป่า) calf ---> calves (
ลูกวัว) shelf --->
shelves (
หิ้ง)
หมายเหตุุ ๑
).
คำาต่อไปนี้สามารถเติมs
หรือจะใช้-ves
ก็ได้ คือscarf (
ผ้าพันคอ), wharf (
ท่าเรือ)
๒).
คำาต่อไปนี้ให้เติมด้วยs
ไปเลย ได้แก่reef (
หินโสโครก), grief (
ความเศร้าโศก), gulf (
อ่าว),
dwarf (
คนแคระ), turf (
พื้นหญ้า), chief (
หัวหน้า), roof (
หลังคา), hoof (
กีบเท้าสัตว์),
cliff (
หน้าผา), proof (
หลักฐาน), strife (
การวิวาท), safe (
ตู้นิรภัย), fife (
ขลุ่ย)
handkerchief (
ผ้าเช็ดหน้า)
7. นามบางคำาจะเปลี่ยนรูปไปจากเดิมเมื่อเป็นพหูพจน์ ซึ่งจะต้องใช้การจดจำา เช่น
man ---> men ( ผู้ชาย ) woman ---> women ( ผู้หญิง ) foot --->
feet ( ฟุต )
mouse ---> mice ( หนู ) louse ---> lice ( เหา ) child --->
children ( เด็ก )
goose ---> geese ( ห่าน ) tooth ---> teeth ( ฟัน ) ox --->
oxen ( วัวตัวผู้ )
8. คำานามบางคำามีรูปเอกพจน์เหมือนกับรูปพหูพจน์ เช่น
sheep ( แกะ ), deer ( กวาง ), salmon ( ปลาแซลมอน ), grouse ( ไก่ป่า ), cod (
ปลาค็อด ),fish ( ปลา ), bison ( กระทิง ), swine ( หมูป่า ), reindeer ( กวางเรนเดียร์ ), herring
( ปลาเฮอร์ริง )
9.
คำาที่มาจากภาษากรีกหรือละติน เมื่อเป็นพหูพจน์จะเป็นไปตามกฎของภาษากรีกหรือละติน เช่นagendum ---> agenda (
หัวข้อการประชุม) erratum ---> errata (
ผิด)
datum ---> data (
ข้อมูล)
memorandum ---> memoranda (
บันทึก) radius ---> radii (
รัศมี
) crisis ---> crises (
วิกฤตการณ์)
phenomenon ---> phenomena (
ปรากฏการณ์) oasis ---> oases
(
โอเอซิส) axis ---> axes(
แกน)
thesis ---> theses (
วิทยานิพนธ์) appendix ---> appendices
(
ดรรชนี) basis ---> bases(
พื้นฐาน)
10.
คำานามผสมที่มีบุพบทมาคั่น ให้เติมs
ที่ท้ายคำาแรก หากต้องการทำาเป็นพหูพจน์ เช่นsister-in-law ---> sisters-in-law (
พี่สะใภ้,
น้องสะใภ้) passer-by
---> passers-by (
คนที่เดินผ่านไปมา)
ผมขอสรุปคร่าวๆ แต่เพียงเท่านี้นะครับ เรื่องเอกพจน์พหูพจน์นี้ก็เป็นเรื่องที่ยุ่งยากซับซ้อนกันพอสมควรทีเดียวนะครับ คำาบางคำาอาจจะมีรูปเสมือนเป็นพหูพจน์ แต่จริงๆ แล้วเป็นเอกพจน์ก็มีนะครับ อย่างเช่น news เป็นต้นครับ หรือคำาบางคำา ก็ต้องทำาให้เป็นรูปพหูพจน์อยู่เสมอ อย่างเช่น
pants,
glasses, scissors
เป็นต้น คำาบางคำาแม้รูปเอกพจน์กับพหูพจน์ อาจจะให้ความหมายที่แตกต่างกันไปเลยครับ ...
บทที่ ๙
Tenses (6) : Past Continuous Tense
Subject + was, were + V-ing + Object
วิธีใช้
1. ใช้ในเหตุการณ์ที่แสดงอาการกำาลังกระทำาในอดีต เช่น
They were speaking in the bookstore.
พวกเขากำาลังพูดอยู่ในร้านขายหนังสือShe was going to post office.
หล่อนกำาลังจะไปที่ทำาการไปรษณีย์2.
ใช้แสดงถึงการกระทำาที่ต่อเนื่องกันในอดีต เช่นWhat were you doing all last summer?
เธอทำาอะไรตลอดฤดูร้อนที่แล้วเหรอ
?
I was enjoying myself at the seaside.
ผมรื่นเริงกับการเที่ยวทะเล
3. ใช้เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้น
2
เหตุการณ์ โดยขณะที่เหตุการณ์อันหนึ่งกำาลังดำาเนินไปอยู่ก่อน และยังมีเหตุการณ์ที่สอง ซึ่งเป็นเหตุการณ์สั้นๆ เกิดแทรกเข้ามา โดยมีหลักการแต่งประโยคดังนี้ คือเหตุการณ์ใดที่ดำาเนินอยู่ใช้
Past Continuous Tense
เหตุการณ์ที่เกิดทีหลังใช้Past Simple Tense
เช่นWhile he was walking along the road, he saw an
accident.
ขณะที่เขากำาลังเดินไปตามถนนอยู่นั้น เขาก็ได้เห็นอุบัติเหตุ
When I returned home, she was playing pingpong.
ตอนที่ฉันกลับบ้าน เธอกำาลังเล่นปิงปองอยู่
4.
ใช้กับเหตุการณ์ 2 อย่างที่เกิดขึ้นหรือดำาเนินอยู่หร้อมกันในเวลาเดียวกันในอดีต ซึ่งจำาเป็นต้องใช้ Past Continuous ทั้งคู่ ซึ่งมักจะมีคำาว่าwhile
หรือas
มาเชื่อม เช่นI was playing while you were studying.
ฉันกำาลังเล่นในขณะที่เธอกำาลังเรียนHe was listening to the radio as she was cooking.
เขากำาลังฟังวิทยุในขณะที่หล่อนกำาลังทำาอาหารผิดพลาด! ชื่อแฟ้มไม่ได้ระบุ
5.
ใช้กับเหตุการณ์ที่กำาลังเกิดขึ้นหรือดำาเนินอยู่ ณ เวลาจุดใดจุดหนึ่งในอดีตตามที่ระบุไว้อย่างชัดเจน เช่นThey were cleaning the room at eight o'clock
yesterday.
พวกเขากำาลังทำาความสะอาดห้องตอน
8
โมงเมื่อวานนี้When I saw him, he was watering in the garden.
ขณะที่ผมเห็นเขา เขากำาลังรดนำ้าตันไม้อยู่ในสวน6.
ใช้ในการสมมุติหรือเป็นข้อแม้ หรือการคาดคะเนเพื่อแสดงถึงการกระทำาที่ต่อเนื่องกัน เช่นWhat would you do if it was raining?
I wish I were going with you to England.
ฉันคิดว่าฉันกำาลังจะไปอังกฤษกับเธอ
หมายเหตุ : กรุณาลองกลับไปอ่านที่ บทที่
4 Present Continuous Tense
เรื่องกริยาที่นำามาแต่งเป็น
Continuous ( ทุกชนิด ) ไม่ได้ด้วยนะครับ เมื่อเป็นการทบทวนแล้วเสริมความเข้าใจอีกรอบคร้าบ
บทที่ ๑๐
Tenses (7) : Present Perfect Continuous Tense
Subject + have/has been + V-ing + Object
วิธีใช้
แสดงถึงการกระทำา หรือสภาพซึ่งเริ่มขึ้นในอดีตและได้กระทำาต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ( ขณะที่พูด ) และจะคงดำาเนินต่อไปอีกในอนาคต
( นี่คือจุดที่แตกต่างจาก Present Perfect Tense ครับ ) มักจะมีคำาว่า since ( from
that time ), ever, until now, for...weeks,for a long
time, since then, since ... o'clock ยกตัวอย่างเช่น
I have been living here for ten years.
ผมได้อยู่อาศัยที่นี่มาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว
( ประโยคนี้หมายความว่า ผมได้อยู่อาศัยที่นี่มาตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว จนกระทั่งมาถึงเวลาที่พูดประโยคนี้ก็ได้อยู่เป็นเวลา 10 ปี และปีที่ 11 หรือ 12
หรือต่อไปเรื่อยๆ ก็จะยังคงอยู่ต่อไปอีก แต่ถ้าผู้พูดกล่าวว่า " I have lived here for ten years. " ก็หมายความว่าผมได้อยู่อาศัยมาแล้วเป็นเวลา 10 ปี แต่ว่าปีที่ 11 หรือต่อๆ ไปจะอยู่ต่อหรือไม่นั้น ไม่อาจทราบได้ครับ )อย่างไรก็ตาม Tense นี้ไม่ค่อยใช้กันบ่อยนัก ส่วนมากนิยมใช้ Present Perfect Tense กันมากกว่าครับผม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กริยาที่มีความหมายเป็นการกระทำาที่ไม่นาน ไม่ควรนำามาแต่งด้วย
Present Perfect
Continuous Tense
โดยเด็ดขาด กริยาที่สามารถนำามาแต่งเป็น Present Perfect Continuous Tense นั้น จะต้องคำานึงว่าเป็นกริยาที่สามารถ
กระทำานานๆ ได้นะคร้าบ เช่น play, teach, study, learn, live, work, stand,
sit, sleep, read, wait, rest เป็นต้น
บทที่ ๑๑
Tenses (8) : Past Perfect Tense
วิธีใช้ 1 ). ใช้แสดงถึงการกระทำาที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยมีเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์เกิดขึ้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนจะใช้
Past Perfect Tense ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาภายหลังใช้
Past Simple Tense
ดังตัวอย่าง
When I had done my work, I went home.
เมื่อฉันทำางานเสร็จแล้ว ฉันก็กลับบ้าน( เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนคือ การทำางานที่เสร็จแล้ว และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทีหลังคือ ฉันกลับบ้าน )
I had lost my pen so I was unable to do the
exercise.
ฉันทำาปากกาหาย ฉันจึงไม่สามารถทำาแบบฝึกหัดได้
( เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนคือ ฉันทำาปากกาหาย และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังคือ ฉันไม่สามารถทำาแบบฝึกหัดได้ )
2 ). ใช้กับกริยาที่เป็น Past และ Present Perfect Tense เมื่อต้องการทำา Direct
Speech ให้เป็น Indirect Speech
Direct Speech : " I have finished my work. " she
said.
Indirect Speech : She said that she had finished
her work
เธอพูดว่าเธอได้ทำางานเสร็จเรียบร้อยแล้ว
Direct Speech : " What did you do with the money?
", she asked.
Indirect Speech : He asked me that what I had
done with the money.
เขาได้ถามผมว่าได้นำาเงินไปใช้อะไรบ้าง?
3 ). ใช้ตามหลัง
if, unless, wish, etc.
เพื่อแสดงการสมมุติที่ไม่เป็นจริงในอดีต ( If-Clause
แบบที่ 3 : Past Unrealดูเพิ่มเติมได้ที่ Chapter 1 = If-Clause ( ประโยคเงื่อนไข
) =
ได้นะคร้าบ ) ตัวอย่างเช่น
If you had come in time, my brother could not have
died.
ถ้าเธอมาทันเวลาพี่ชายของฉันคงไม่ตาย
I wish you had told me before I came.
ผมหวังว่าคุณจะบอกผมก่อนที่ผมจะมาTenses (9) : Future Perfect Tense
Subject + will + have + V3 ( Past Participle ) +
Object
วิธีใช้
1). แสดงถึงการกระทำาซึ่งสำาเร็จเรียบร้อยหรือใกล้ระยะเวลาที่กำาหนดในอนาคต เช่น
He will have left the house in an hour.
เขาจะออกจากบ้านไปในเวลาอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้านี้I will have finished my dinner before half past
eight.
ฉันจะรับประทานอาหาเย็นเสร็จก่อนเวลา 8.30 น.
2). แสดงถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ณ เวลาใดเวลาหนึ่งตามที่ระบุไว้อย่างชัดเจน มักจะมีคำาว่า by tomorrow, by
next month,
by the end of June, by dinner time, by next spring,
etc. เช่น
I will have finished my homework by dinner time.
ก่อนจะถึงเวลาอาหารเย็น ผมจะทำาการบ้านเสร็จเรียบร้อย( ขณะที่พูดยังทำาการบ้านไม่เสร็จ แต่เมื่อถึงเวลาอาหารเย็นจะเสร็จอย่างแน่นอน )
They will have moved in a new house by the end of
next year.
เมื่อสิ้นปีหน้า พวกเขาจะได้ย้ายเข้าไปอยู่บ้นหลังใหม่แล้ว( ขณะที่พูดยังไม่ได้ย้าย ก่อนสิ้นปีจะย้ายอย่างแน่นอน )
บทที่ ๑๓Errors in Tenses (1)
1). มักจะใช้ Tense ปะปนกันภายในหนึ่งประโยค เช่น
ไม่ใช้ : They asked him to be captain, but he refuses. ใช้ : They asked him to be captain, but he refused. พวกเขาขอร้องให้เขาเป็นกัปตัน แต่เขาปฏิเสธ
คำาอธิบาย : ถ้าเริ่มต้นด้วยเหตุการณ์ที่เป็นอดีต ประโยคที่เชื่อมกันต่อไปจะต้องเป็น Past Tense ทั้งหมด
2). มักจะลืมเติม "s" กับประธานเอกพจน์ บุรุษที่ 3
ไม่ใช้ : He walk to school everyday. ใช้ : He walks to schools everyday. เขาเดินไปโรงเรียนทุกวัน
คำาอธิบาย : ใน Present Simple Tense กริยาที่ใช้กับประธานเอกพจน์ บุรุษที่ 3 ( He, She,
It ) จะต้องเติม "s" เสมอ
( ข้อนี้เป็นข้อที่คนไทยมักจะลืมมากที่สุดครับ!!! )
3). มักใช้ "as if" หรือ "as though" ในรูปของ Present Tense
ไม่ใช้ : John talks as if/as though he knows everything. ใช้ : John talks as if/as though he knew everything. จอห์นพูดประหนึ่งว่าเขารู้ไปเสียทุกอย่าง
คำาอธิบาย : ถ้ามีวลี "as if" หรือ "as though" ( ประหนึ่งว่า ) ในประโยค จะต้องตามด้วย Past Tense เสมอ ถ้าในกรณีที่กริยาที่ตามหลังเป็น Verb to Be จะต้องใช้ "were" เสมอ บทที่ ๑๔
Errors in Tenses (2)
11). มักใช้กริยาเอกพจน์บุรุษที่ 3 หลังคำา " Does "
11.1 ประโยคคำาถาม
ไม่ใช้ : Does the gardener waters the flowers? ใช้ : Does the gardener water the flowers? คนสวนรดนำ้าต้นไม้หรือเปล่า?
11.2 ประโยคปฏิเสธ
ไม่ใช้ : The gardener does not waters the flowers. ใช้ : The gardener does not water the flowers. คนสวนไม่ได้รดนำ้าต้นไม้
คำาอธิบาย : หลังคำา " Does " จะต้องเป็น Infinitive without to เท่านั้น และไม่ใช้กริยาเอกพจน์บุรุษที่ 3 เด็ดขาด และในการตอบคำาถามประโยคที่ขึ้นต้นด้วย " Does " จะต้องเป็น Present Tense และใช้กริยาเอกพจน์
บุรุษที่ 3 เสมอ เช่น
ถามว่า : Does he like coffee? ตอบว่า : Yes, he likes coffee. หรือ : Yes, he does.