• No results found

ทฤษฎ ความคาดหว ง (Expectancy Theory)

N/A
N/A
Protected

Academic year: 2021

Share "ทฤษฎ ความคาดหว ง (Expectancy Theory)"

Copied!
13
0
0

Loading.... (view fulltext now)

Full text

(1)

ทฤษฎีความคาดหวัง (Expectancy Theory)

เจตฑถ ดวงสงคถ*

บทความนี้เปนการนําเสนอทฤษฎีทางดานการจัดการ (Management Theory) ของ Victor H. Vroom

คือทฤษฎีความคาดหวัง (Expectancy Theory) ในดานของเนื้อหาทฤษฎีและนําเสนอตัวอยางของการนํา ทฤษฎีไปประยุกตใชเพื่อการทดสอบความเปนเท็จ (Falsifiabilty) ความพอเพียง (Adequacy) และ อรรถประโยชน (Utility) ของทฤษฎี ความคาดหวัง (Expectancy) เปนการตั้งความปรารถนาที่จะเกิดขึ้นของบุคคลในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเชนพนักงานคาดหวัง วาเขาจะไดโบนัสประมาณ 4-5 เทาของเงินเดือนในปนี้การคาดหวังทําใหพนักงานมีชีวิตชีวาซึ่งบางคนอาจ สมหวังบางคนอาจผิดหวังก็ไดสิ่งที่เกิดขึ้นกับสิ่งที่คาดหวังมักไมตรงกันเสมอไปถาสิ่งที่เกิดขึ้นหางกับสิ่ง ที่คาดหวังมากก็อาจจะทําใหพนักงานคับของใจในการทํางานการคาดหวังกอใหเกิดแรงผลักดันหรือเปน แรงจูงใจที่สําคัญตอพฤติกรรมถาองคการกระตุนใหพนักงานยกระดับผลงานตนเองไดและพิจารณา ผลตอบแทนที่ใกลเคียงกับสิ่งที่พนักงานคาดหวังวาควรจะไดก็จะเปนประโยชนทั้งองคการและพนักงาน ทฤษฎีของการจูงใจ (Theories of Motivation) มีทฤษฎีและการศึกษาเรื่องจูงใจจํานวนมากในที่นี้จะกลาวโดยสังเขปเพื่อนํามาประยุกตใชใน องคการซึ่งสามารถแบงออกเปน3 ประเภทใหญๆคือ

1. ทฤษฎีเนื้อหาของการจูงใจ (Content theories of Motivation) 2. ทฤษฎีกระบวนการ (Process Theories) 3. ทฤษฎีการเสริมแรง (Reinforcement Theory) ทฤษฎีความคาดหวังของ Vroom ทฤษฎีความคาดหวังถูกนําเสนอโดย Victor Vroom (1964) ไดเสนอรูปแบบของความคาดหวังใน การทํางานซึ่งไดรับความนิยมอยางมากในการอธิบายกระบวนการจูงใจของมนุษยในการทํางานโดยVroom มีความเห็นวาการที่จะจูงใจใหพนักงานทํางานเพิ่มขึ้นนั้นจะตองเขาใจกระบวนการทางความคิดและการ รับรูของบุคคลกอนโดยปกติเมื่อคนจะทํางานเพิ่มขึ้นจากระดับปกติเขาจะคิดวาเขาจะไดอะไรจากการ กระทํานั้นหรือการคาดคิดวาอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อเขาไดแสดงพฤติกรรมบางอยางในกรณีของการทํางาน พนักงานจะเพิ่มความพยายามมากขึ้นเมื่อเขาคิดวาการกระทํานั้นนําไปสูผลลัพธบางประการที่เขามีความพึง พอใจเชนเมื่อทํางานหนักขึ้นผลการปฏิบัติงานของเขาอยูในเกณฑที่ดีขึ้นทําใหเขาไดรับการพิจารณาเลื่อน ขั้นเลื่อนตําแหนงและไดคาจางเพิ่มขึ้นคาจางกับตําแหนงเปนผลของการทํางานหนักและเปนรางวัลที่เขา ตองการเพราะทําใหเขารูสึกวาไดรับการยกยองจากผูอื่นมากขึ้นแตถาเขาคิดวาแมเขาจะทํางานหนักขึ้น

(2)

Individual Effort Individual Goals เทาไรก็ตามหัวหนาของเขาก็ไมเคยสนใจดูแลยกยองเขาจึงเปนไปไมไดที่เขาจะไดรับการพิจารณาเลื่อนขั้น เลื่อนตําแหนงเขาก็ไมเห็นความจําเปนของการทํางานเพิ่มขึ้นความรุนแรงของพฤติกรรมที่จะทํางานขึ้นอยู กับการคาดหวังที่จะกระทําตามความคาดหวังนั้นรวมถึงความดึงดูดใจของผลลัพธที่จะไดรับซึ่งจะมีเรื่อง ของการดึงดูดใจการเชื่อมโยงรางวัลกับผลงานและการเชื่อมโยงระหวางผลงานกับความพยายามโดยทฤษฎี นี้จะเนนเรื่องของการจายและการใหรางวัลตอบแทนเนนในเรื่องพฤติกรรมที่คาดหวังเอาไวตอเรื่องผลงาน ผลรางวัลและผลลัพธของความพึงพอใจตอเปาหมายจะเปนตัวกําหนดระดับของความพยายามของพนักงาน

Vroom ไดเสนอรูปแบบของความคาดหวังในการทํางานเรียกวา VIE Theory ซึ่งไดรับความนิยม อยางมากในการอธิบายกระบวนการจูงใจของมนุษยในการทํางาน V = Valance หมายถึงระดับความรุนแรงของความตองการของบุคคลในเปาหมายรางวัลคือคุณคา หรือความสําคัญของรางวัลที่บุคคลใหกับรางวัลนั้น I = Instrumentality หมายถึงความเปนเครื่องมือของผลลัพธ (Outcomes) หรือรางวัลระดับที่ 1 ที่จะ นําไปสูผลลัพธที่ 2 หรือรางวัลอีกอยางหนึ่งคือเปนการรับรูในความสัมพันธของผลลัพธที่ได (เชื่อมโยง รางวัลกับผลงาน) E = Expectancy ไดแกความคาดหวังถึงความเปนไปไดของการไดซึ่งผลลัพธหรือรางวัลที่ตองการ เมื่อแสดงพฤติกรรมบางอยาง (การเชื่อมโยงระหวางผลงานกับความพยายาม) ตามหลักทฤษฎีความคาดหวังจะแยงวาผูบริหารจะตองพยายามเขาไปแทรกแซงในสถานการณการ ทํางาน เพื่อใหบุคคลเกิดความคาดหวังในการทํางาน, คุณลักษณะที่ใชเปนเครื่องมือและคุณคาจากผลลัพธ สูงสุดซึ่งจะสนับสนุนตอวัตถุประสงคขององคการดวยโดย 1. สรางความคาดหวังโดยมีแรงดึงดูด ซึ่งผูบริหารจะตองคัดเลือกบุคคลที่มีความสามารถใหการ อบรมพวกเขา ใหการสนับสนุนพวกเขาดวยทรัพยากรที่จําเปนและระบุเปาหมายการทํางานที่ชัดเจน 2. ใหเกิดความเชื่อมโยงรางวัลกับผลงานโดยผูบริหารควรกําหนดความสัมพันธระหวางผลการ ปฏิบัติงานกับรางวัลใหชัดเจนและเนนย้ําในความสัมพันธเหลานี้โดยการใหรางวัลเมื่อบุคคลสามารถ บรรลุผลสําเร็จในการปฏิบัติงาน 3. ใหเกิดความเชื่อมโยงระหวางผลงานกับความพยายามซึ่งเปนคุณคาจากผลลัพธที่เขาไดรับ ผูบริหารควรทราบถึงความตองการของแตละบุคคล และพยายามปรับการใหรางวัลเพื่อใหสอดคลองกับ ความตองการของพนักงานเพื่อเขาจะไดรูสึกถึงคุณคาของผลลัพธที่เขาไดรับจากความพยายามของเขา Individual Performance Organization Rewards B C A

(3)

A= Effort performance linkage B= Performance reward linkage C= Attractiveness

มีการแบงรางวัลออกเปน 2 ประเภทคือ

1. รางวัลภายนอก (Extrinsic rewards) เปนรางวัลที่นอกเหนือจากการทํางาน เชนการเพิ่ม

คาตอบแทน การเลื่อนตําแหนงหรือผลประโยชนตอบแทนอื่นๆ (Schermerhorn, Hunt and Osborn 2003 : 118 อางใน www.pirun.ku.ac.th) หรือเปนผลลัพธของการทํางานซึ่งมีคุณคาเชิงบวกที่ใหกับบุคคลในการ ทํางาน 2. รางวัลภายใน (Intrinsic rewards) เปนรางวัลซึ่งเปนสวนหนึ่งของงาน ประกอบดวยความ รับผิดชอบ ความทาทายหรือเปนผลลัพธของการทํางานที่มีคุณคาเชิงบวกซึ่งบุคคลไดรับโดยตรงจาก ผลลัพธของการทํางานตัวอยางเชนความรูสึกของความสําเร็จในการปฏิบัติงานที่ความทาทาย แนวทางในการจัดสรรรางวัลภายนอกมีดังนี้ 1.ระบุถึงพฤติกรรมที่พึงพอใจใหชัดเจน 2.ธํารงรักษาการใหรางวัลที่มีศักยภาพที่จะชวยใหเกิดการเสริมแรงเชิงบวก 3.คิดเสมอวาบุคคลจะมีความแตกตางกัน จึงตองใหรางวัลที่มีคุณคาเชิงบวกสําหรับแตละบุคคล 4.ใหแตละบุคคลรูอยางชัดเจนถึงสิ่งที่เขาจะตองปฏิบัติเพื่อใหไดรับรางวัลที่ตองการ กําหนด เปาหมายใหชัดเจนและใหขอมูลปอนกลับในการปฏิบัติงาน 5.การจัดสรรรางวัลใหอยางทันทีทันใดเมื่อเกิดพฤติกรรมที่พึงพอใจ 6.จัดสรรรางวัลใหตามตารางที่กําหนดเพื่อใหเกิดการเสริมแรงเชิงบวก

ทฤษฎีความคาดหวัง (Expectancy Theory) เปนทฤษฎีเชิงกระบวนการ (Process Theory) ที่มุง อธิบายแนวทางและวิธีการในการศึกษาความตองการและแรงจูงใจกลุมทฤษฎีนี้ยังประกอบดวยทฤษฎีที่ สําคัญตางๆไดแกทฤษฎีความเปนเสมอภาค (Equity Theory) ทฤษฎีการกําหนดเปาหมาย (Goal Setting Theory) และทฤษฎีการเสริมแรง (Reinforcement Theory) ซึ่งเปนทฤษฎีสําคัญที่ชวยแสดงใหเห็นถึง ความสัมพันธของแรงจูงใจและความตองการรวมถึงผลงานไดอยางชัดเจนมากขึ้น (วันชัยมีชาติ,

2548: 89) โดยทฤษฏีความคาดหวังมุงอธิบายพฤติกรรมของบุคคลวาเปนเรื่องของเปาหมายของบุคคลและ ความคาดหวังในการบรรลุเปาหมายและความคาดหวังในการที่จะแสดงพฤติกรรมเพื่อใหบรรลุเปาหมาย ซึ่งบุคคลจะตองสามารถกําหนดและเขาใจผลที่ตองการจะบรรลุและโอกาสที่จะบรรลุผลดังกลาว (Gardon and associated, 1999: 450 อางในwww.tpa.or.th/writer/read)

(4)

การนําแรงจูงใจไปประยุกตใชในการทํางานแบบตางๆ การใหคําปรึกษาแนะนําจะตองไดรับความเชื่อถือจากเจาของธุรกิจในระดับหนึ่งกอนที่เขาจะยอมรับฟง คําแนะนําจากที่ปรึกษาดังนั้นตองใชทั้งการจูงใจ, ความรู, ประสบการณ, ความสามารถและบุคลิกภาพเพื่อ โนมนาวใหเขารับฟงเราเจาของ SMEs สวนใหญในปจจุบันจะมีความรูในระดับปริญญาตรีขึ้นไปและมักจะ เรียนสายบริหารธุรกิจมาแตจะประสบปญหากับพนักงานซึ่งสวนใหญจะเกิดจากการตองการประหยัด คาใชจายนั่นเองบางคนเคยเปนลูกจางมากอนพอมาดําเนินธุรกิจเองก็มักจะคิดแตประหยัดโดยไมคอยยอม ใหสวัสดิการพนักงานทําใหพนักงานลาออกบอยรวมทั้งระบบการเงินสายการผลิตและเรื่องตลาดก็มักจะมี ปญหา การไดพนักงานที่มีคุณสมบัติไมตรงตามสายงานเพราะตองการจายคาตอบแทนที่ต่ํามีผลทําใหเกิด ปญหาเหลานี้ การเปนที่ปรึกษาจึงตองทําตัวเปนคนกลางที่จะเชื่อมโยงใหเจาของเขาใจในลูกจางและโนมนาวใน เจาของยอมจายผลตอบแทนเพื่อใหผลการดําเนินงานของธุรกิจมีกําไรกอนที่จะไปถึงการใชทฤษฎีแรงจูงใจ ก็มักจะตองอธิบายใหเจาของธุรกิจ SMEs ทราบวาการจูงใจมีอิทธิพลมากตอพฤติกรรมและการทํางานของ บุคคลเจาของธุรกิจจึงควรสนใจและนําเรื่องแรงจูงใจไปใชประโยชนในงานเพื่อเสริมสรางแรงจูงใจในการ ทํางานทั้งลูกนองและตนเองแตมีขอควรคํานึงถึงในการสรางแรงจูงใจดังตอไปนี้ 1. ความแตกตางระหวางบุคคล มนุษยเราแมอยูรวมกันแตก็มีความแตกตางกันอยางมากไมวาจะเปนความตองการเจตคติความสามารถ การแสดงออกทางอารมณความถนัดและความสนใจซึ่งผูดําเนินงานธุรกิจควรใหความสําคัญกับความ แตกตางของบุคคลและคนหาวิธีการสรางแรงจูงใจที่เหมาะสมกับบุคคลเฉพาะรายการที่จะมองใหเขาใจถึง บุคคลทั้งหมดตองมองภาพรวมทั้งองคประกอบภายในของผูนั้นทั้งดานภูมิหลังครอบครัวบุคคลใกลชิด สังคมและสมาคมที่เขาเกี่ยวของ 2. แนวโนมพฤติกรรมเมื่อไดรับแรงกระตุน คือผูทําหนาที่สรางแรงจูงใจในการทํางานนั้นตองคํานึงถึงพฤติกรรมของบุคคลนั้นเกิดเนื่องมาจากสิ่ง เราใดเปนตัวกระตุนใหแสดงออกอาจเกิดจากความตองการทางกายหรือทางสังคมหรืออาจเปนแรงกระตุน จากหลายองคประกอบเจาของธุรกิจสามารถทํานายแนวโนมพฤติกรรมของพนักงานไดโดยรูวาใครจะ แสดงพฤติกรรมอยางไรเมื่อไดรับแรงกระตุนตางๆยอมใชแรงกระตุนเหลานั้นจูงใจการทํางาน 3. ศักดิ์ศรีความเปนคน มนุษยมีศักดิ์ศรีของตัวเองนักจิตวิทยากลุมมนุษยนิยมจะเนนใหความสําคัญในเรื่องนี้และเห็นวามนุษย มีศักดิ์ศรีศักยภาพความสามารถทุกคนมีสิทธิเสรีภาพความเสมอภาคในฐานะเกิดมาเปนสวนหนึ่งของ สังคมการสรางแรงจูงใจในการทํางานใหเกิดในตัวพนักงานจําเปนตองคํานึงถึงศักดิ์ศรีความเปนคนของเขา ดวยอยาใหเขานึกวาเขาเปนเหมือนเครื่องจักรหรือสัตวโลกประเภทอื่น ขั้นตอนตอมาคือวิเคราะหปญหาของธุรกิจปจจุบันวามีปญหาอะไรบางซึ่งถาเปนธุรกิจขนาดเล็กก็จะ เปนปญหาของสภาพคลองดานการเงิน, หาคนงานไมได, หาตลาดไมไดและถาเปนธุรกิจขนาดกลางก็จะมี

(5)

ปญหาเรื่องการบริหารบุคคล, การรักษาตลาดและการหาแหลงเงินทุนเชนการนําแรงจูงใจไปใชในธุรกิจ ประเภทของ SMEs (ขนาดกลางและขนาดยอม) การนําแรงจูงใจมาประยุกตในกับงานในฝายอบรม การฝกอบรมพัฒนาทักษะในการทํางานใหพนักงานหรือบุคคลภายนอกมีความจําเปนมากเพราะ มนุษยทุกคนตองมีการเรียนรูตลอดเวลาแตมนุษยจะเรียนรูเฉพาะสิ่งที่ตนสนใจโดยเฉพาะผูเขาอบรมที่อยูใน วัยผูใหญหากบังคับใหเรียนรูเรื่องอื่นที่ตนไมสนใจการเรียนรูก็จะไมเกิดขึ้นดังนั้นแนวทางหนึ่งที่ นักจิตวิทยานํามาคนควาหาเทคนิคการอบรมคือการศึกษาแรงจูงใจของมนุษยเปนพื้นฐานการอบรม จําเปนตองมีขั้นตอนดังนี้ 1. การประเมินการณกอนการฝกอบรมเพื่อทราบแนวทางการดําเนินการฝกอบรม • ศึกษาความตองการฝกอบรมเรียนรู (Training need) • ศึกษาคุณสมบัติของผูเขารับการฝกอบรมเชนมีตําแหนงหนาที่อะไรระดับการศึกษา อายุงานอายุตัวเพศเจตคติที่ตองานและการฝกอบรมทักษะและความรูในหัวขอ ฝกอบรม 2. การสรางวัตถุประสงคในการฝกอบรมในหัวขอนั้นหัวขอที่จะฝกอบรมตองการพัฒนาในดาน ใดเชน • ดานความรูสึกจากเฉยเปนชอบจากไมอยากทําเปนเริ่มตนทํา • ดานพฤติกรรมจากทําไมเปนเปนทําเปนจากทําไมไดดีเปนทําไดดี • ดานปญญาจากแกปญหาไมไดเปนมีแนวทางที่จะแกไขปญหาสามารถวิเคราะหและ นําไปประยุกตใชงานได 3. การสรางบรรยากาศในการฝกอบรมผูเขาอบรมสวนใหญเปนผูใหญรูปแบบการเรียนควร แตกตางจากโรงเรียนและมหาวิทยาลัยการกระตุนใหเกิดแรงจูงใจในการเรียนรูจึงความสําคัญ มากและจําเปนตองไดรับความรวมมือจากผูเขาอบรมจึงนําการใชแรงจูงใจตามทฤษฎีความ ตองการของมาสโลวซึ่งสรุปวาความตองการของมนุษยมี 5 ประเภทและใชหลักการเรียนรู เงื่อนไขผลกรรม นอกจากการสรางหลักสูตรที่นาสนใจเพื่อจูงใจใหผูเขาสัมมนาเขามาสมัครและบรรยากาศที่ดีใน การสัมมนาแลวการใชสื่อโฆษณาและขอความที่สื่อสารไปยังกลุมเปาหมายยังตองใชวิธีการจูงใจเชนกัน โดยคํานึงถึงความสนใจของกลุมผูเขาอบรมตอสื่อตางๆ, ลักษณะสีสันที่ใหกับแผนโฆษณา, ความงายใน การสื่อสารกับผูจัดในการสมัครและชําระเงินซึ่งมาในรูปแบบการกรอกใบสมัครซึ่งสิ่งเหลานี้จะตองใชหลัก จิตวิทยาทั้งสิ้นในระหวางที่สัมมนาอยูนั้นก็ตองใชแรงจูงใจในทฤษฎีดังนี้

(6)

• ทฤษฎีความเสมอภาคเพื่อใหผูเขารวมสัมมนารูสึกเทาเทียมกัน • ทฤษฎีการเสริมแรงมีทั้งการใหรางวัลและการลงโทษ • ทฤษฎีความคาดหวังเพื่อใหเขาใจกระบวนการคิดของผูเขาสัมมนาวาเขาตองการอะไร • ทฤษฎีแรงจูงใจใฝสัมฤทธิ์สําหรับจูงใจบุคคลที่ตองการความสําเร็จมิไดหวังรางวัลตอบแทนอะไร ปจจุบันการสัมมนามักนิยมใชการสัมมนาเชิงปฏิบัติการโดยมีกรณีศึกษาการใชบทบาทสมมติหรือ ใชเกมจําลองตลอดระยะเวลาตั้งแตเริ่มตนระหวางและตอนจบผูจัดหรือวิทยากรจะกระตุนใหผูเขาอบรม สัมมนากระตือรือรนในการเรียนดวยการใชระบบการใหรางวัลตามหลักการเสริมแรงเพื่อสรางพฤติกรรม รวมมือรางวัลอาจจะแตกตางกันไปเชนการใชคําชมคะแนนของรางวัลทั้งมีคาและไมมีคาเปนตน การนําแรงจูงใจมาประยุกตใชในการจูงใจผูใตบังคับบัญชา การนํามาประยุกตใชดวยวิธีการจูงใจผูใตบังคับบัญชานั้นเปนงานอยางหนึ่งของหัวหนาหรือผูบริหาร นั้นคือการใชศิลปะการชักจูงใจผูอื่นใหปฏิบัติงานเพื่อใหบรรลุเปาหมายอันเดียวกันมีคํา 4 คําที่พูดถึงเสมอ ในการจูงใจผูอื่นคือเงิน, ความกลัว, การตั้งเปาหมายและขวัญซึ่งจริงๆแลว 4 คํานี้คือหลักการที่สําคัญมากจึง ควรพิจารณาถึงคุณสมบัติของคําเหลานี้ 1. เงินเปนสัจจะธรรมวาถาลูกจางไมไดรับคาจางที่ยุติธรรมไมวาทานจะใชวิธีอะไรก็ไมสามารถให เขาสรางผลผลิตที่สูงไดนอกจากงานนั้นหายากสําหรับเขาแตเราก็ไมควรใหความสําคัญกับเรื่องเงิน มากเกินไปในการที่จะจูงใจคน 2. ความกลัวถูกลงโทษเปนเครื่องมือที่ชักจูงใจลูกนองเปนอันดับสองแตความกลัวสงผลเพียง 2 กรณี คือเมื่อเราขูวาหากไมพัฒนาผลงานก็รีบหางานอื่นทําเสียและกรณีที่สองเปนเครื่องกระตุนฉุกเฉิน เชนขูวาควรรีบทําใหเสร็จกอนเจานายใหญกลับมา 3. การตั้งเปาหมายเปาหมายเปนความตองการพื้นฐานในการปฏิบัติงานของคนการตั้งเปาหมายตอง ตั้งใหถูกตองและเหมาะสมไมสูงหรือต่ําเกินไปทางจิตวิทยาไดพบวาหลังจากคนลมเหลวในการ บรรลุเปาหมายครั้งที่ 1 เขาจะตั้งครั้งตอไปใหต่ําลงเพราะกลัวความลมเหลว 4. ขวัญกําลังใจเรื่องขวัญและกําลังใจมีความสําคัญแตถาไดรับมากเกินไปก็ไมชวยใหมีผลผลิตเพิ่มขึ้น เพราะพนักงานที่มีความสุขไมจําเปนตองเปนคนที่มีประสิทธิภาพเสมอไปแตขวัญและกําลังใจทํา ใหคาใชจายของบริษัทลดลงไดแตเปนทางออมมากกวาทางตรงเชนบรรยากาศในการทํางานดี การใชแรงจูงใจทั้ง 4 ประการถาเอามาประกอบกับทฤษฎีแรงจูงใจสามารถใชทุกทฤษฎีแตขึ้นอยูกับ สถานการณและประเภทของบุคคลที่เปนผูใตบังคับบัญชาซึ่งผูใตบังคับบัญชาทุกระดับแตละระดับจะ ปฏิบัติและใชแรงจูงใจตางกันหากผูใตบังคับบัญชาที่มีการศึกษาในระดับปริญญาตรีขึ้นไปและฐานะ ทางการเงินที่ดีทฤษฎีแรงจูงใจใฝสัมฤทธ, ทฤษฎีความคาดหวัง, ทฤษฏีเสมอภาคสามารถประยุกตใชไดผล

(7)

มากกวาแตในระดับผูปฏิบัติงานในระดับลางที่ใชแรงงานมากวาทักษะควรเนนการประยุกตใชทฤษฎีการ เสริมแรง, ทฤษฎีความตองการ 5 ระดับของมาสโลว การเปรียบเทียบตัวเองกับผูอื่นที่ทํางานในระนาบเดียวกัน การเปรียบเทียบตัวเองกับผูอื่นที่ทํางานในระนาบเดียวกันทําใหเกิดการรับรู 3 แบบคือ ผลตอบแทนเหมาะสมผลตอบแทนต่ําไปผลตอบแทนสูงไป ผลตอบแทนเหมาะสม (Equitably Rewarded) พนักงานรับรูวาตัวปอนและผลตอบแทนมีความ เหมาะสมกันแรงจูงใจยังคงมีอยูเชื่อวาคนอื่นที่ไดผลตอบแทนสูงกวาเปนเพราะเขามีตัวปอนที่สูงกวาเชน มีการศึกษาและประสบการณสูงกวา ผลตอบแทนต่ําไป (Under-rewarded) เมื่อพนักงานคนใดรับรูวาตนไดรับผลตอบแทนต่ําไปเขาจะ พยายามลดความไมเสมอภาคดวยวิธีตางๆเชนพยายามเพิ่มผลตอบแทน (เรียกรองคาจางเพิ่ม) ลดตัวปอน (ทํางานนอยลงมาสายหรือขาดงานบอยครั้งพักครั้งละนานๆฯลฯ) อางเหตุผลใหตัวเองเปลี่ยนแปลงตัว ปอนหรือผลตอบแทนของคนอื่น (ใหทํางานมากขึ้นหรือรับคาจางนอยลง) เปลี่ยนงาน (ขอยายไปฝายอื่น ออกไปหางานใหม) เปลี่ยนบุคคลที่เปรียบเทียบ (ยังมีคนที่ไดรับนอยกวา) ผลตอบแทนสูงไป (Over-rewarded) การรับรูวาไดรับผลตอบแทนสูงไปไมมีปญหาตอพนักงานมาก นักแตอยางไรก็ตามพบวาพนักงานมักจะลดความไมเสมอภาคดวยวิธีเหลานี้คือเพิ่มตัวปอน (ทํางานหนัก ขึ้นและอุทิศเวลามากขึ้น) ลดผลตอบแทน (ยอมใหหักเงินเดือน) อางเหตุผลใหตัวเอง (เพราะฉันเกง) พยายามเพิ่มผลตอบแทนใหผูอื่น (เขาควรไดรับเทาฉัน) การใชทฤษฎีความคาดหวังในการจูงใจ ทฤษฎีความคาดหวังสามารถใชทํานายความพยายามในการทํางานระดับความพอใจงานและระดับ การปฏิบัติงานของพนักงานไดอยางชัดเจนแตมีขอแมวาตองกําหนดคาตางๆลงในสูตรใหถูกตองดังนั้น ทฤษฎีอาจใชพยากรณไดถูกตองในบางสถานการณแตอาจใชไมไดในสถานการณอื่นที่แตกตางไป หากจะใชทฤษฎีนี้ในการจูงใจการปฏิบัติงานของบุคคลจะตองสอดคลองกับเงื่อนไขตอไปนี้ • ตองกําหนดเปาหมายชัดเจนรวมทั้งการปฏิบัติที่จําเปนเพื่อการบรรลุเปาหมายนั้น • ผลตอบแทนหรือรางวัลจะไดตองสอดคลองกับระดับความสําเร็จในการปฏิบัติงานเทานั้นคือ บรรลุเปาหมายมากไดผลตอบแทนมาก • ผลตอบแทนหรือรางวัลที่ใหตองเปนสิ่งที่มีความสําคัญตอพนักงานหัวหนางานตองรูจักพนักงาน แตละคนเปนอยางดี • พนักงานมีความเชื่อถือในขอตกลงที่กําหนดกันหัวหนางานตองรักษาสัญญาที่ใหไวกับพนักงาน ทฤษฎีความคาดหวังจะใชไดผลดีกับผูปฏิบัติงานซึ่งมีลักษณะการควบคุมจากภายใน (Internal locus of control) เพราะพนักงานเหลานี้เชื่อมั่นวาเปนคนกําหนดแนวทางชีวิตของตนเองไดความพยายาม

(8)

และความสามารถที่มีอยูจะนําไปสูความสําเร็จในการทํางานแตทฤษฎีนี้ไมเหมาะจะใชจูงใจพนักงานที่มี ลักษณะการควบคุมจากภายนอกเพราะพวกนี้เชื่อถือในเรื่องดวงโชควาสนาความบังเอิญและสิ่งภายนอก อื่นๆไมเชื่อในความสามารถและความพยายามของตัวเองวาจะทําใหพบความสําเร็จได โดยที่ความคาดหวัง (Expectancy : E) หมายถึงการรับรูของบุคคลถึงความนาจะเปนหรือความไป ไดที่ความพยายามของเขาจะนําไปสูผลงานความคาดหวังนี้มีคาตั้งแต 0-1 เชนเดียวกับความนาจะเปน สวน คุณคาของผลตอบแทน (Valence : V) หมายถึงการรับรูของบุคคลเกี่ยวกับคุณคาของผลที่จะเกิดขึ้นบุคคลมี ความชอบหรือความตองการที่จะบรรลุผลดังกลาวมากนอยเพียงไรเชนบุคคลที่มีความตองการที่จะมี ชื่อเสียงโดดเดนในสังคมจะใหความสําคัญกับชื่อเสียงและการไดรับการเลื่อนตําแหนงเปนตน และการ เปนเครื่องมือ (Instrumentality : I) หมายถึงการรับรูของบุคคลเกี่ยวกับความเปนไปไดที่ผลงานของเขาจะ นําไปสูผลที่เขาตองการหรือความสัมพันธของผลที่เกิดขึ้นกับรางวัลซึ่งเปนผลระดับที่ 1 อันเปนผลที่ เกิดขึ้นจากความพยายามในการทํางานหรือระดับที่ 2 ที่เปนผลการเกิดจากความสําเร็จของการปฏิบัติงาน เชนความกาวหนาการไดรับการเลื่อนตําแหนงเปนตนคาของการเปนเครื่องมือนี้ในทางสถิติอยูระหวาง -1.0 ถึง +1.0 แนวความคิดและทฤษฎีความคาดหวังนี้เชื่อวาบุคคลจะแสดงพฤติกรรมใดออกมายอมขึ้นอยูกับ ความคาดหวังของบุคคลนั้นวามีมากนอยเพียงใดหากมีความคาดหวังตอผลลัพธทั้งระดับที่ 1 และระดับที่ 2 มากบุคคลก็จะมีความพยายามในการปฏิบัติงานมากหรือเรียกวามีแรงจูงใจมากซึ่งในเรื่องความคาดหวังนี้ นักทฤษฎีจิตวิทยาสังคมมองวาบุคคลจะมีความคาดหวังมากนอยเพียงใดนั้นโดยทั่วไปก็จะขึ้นอยูกับ ความสามารถ (Ability) ของบุคคลนั้นดวยวามีความสามารถในการปฏิบัติงานมากนอยเพียงใดความ คาดหวังและความสามารถจึงเปนสวนประกอบกันเพื่อใหบุคคลพยายามในการปฏิบัติงานซึ่งจะทําให เกิดผลงานและอาจเปนเครื่องมือนําไปสูการไดรับรางวัล การบริหารระบบคาตอบแทนและสวัสดิการมีหลักการที่ยึดถือกันโดยทั่วไปอยางนอย 4 ประการ คือหลักความสามารถ (Competency) หลักความเปนธรรม (Equity) หลักการจูงใจ (Motivation) และหลัก ความสามารถแขงขัน (Market Rate Compatible)

หลักความสามารถเปนการจายคาตอบแทนตามผลของการปฏบัติงานซึ่งจะตองอิงผลจากการ ประเมินการปฏบัติงานเพื่อเปนเกณฑในการคํานวณอัตราสวนในการจายคาตอบแทนใหพนักงานดวยการ จายคาตอบแทนสูงกวาสําหรับผูปฏิบัติงานดีกวาและจายคาตอบแทนนอยกวาสําหรับผูมีผลปฏิบัติงานต่ํา กวาหลักความเปนธรรมเปนการเปรียบเทียบระหวางผูปฏบัติงานในแตละระดับการปฏบัติงานที่ระดับ เดียวกันควรจะไดรับคาตอบแทนเทากันจุดสําคัญอยูที่การกําหนดระดับตําแหนงตามโครงสรางขององคกร เพื่อพยายามกําหนดระดับตําแหนงใหสัมพันธกัน

(9)

หลักการจูงใจเปนเรื่องของการตอบสนองตอความคาดหวังของตัวบุคคลที่สอดคลองกับความ คาดหวังขององคกรตามทฤษฎีความคาดหวังจะกระทําไดดวยการระบุความคาดหวังขององคกรใหชัดเจน พรอมระบุรางวัลที่ผูกระทําไดจะไดรับและเปดโอกาสใหพนักงานไดพิสูจนตนเองและองคกรตองบริหาร ระบบอื่นๆใหสอดคลองกับผลสําเร็จของบุคคลเทานั้นระบบคาตอบแทนจึงจะสามารถจูงใจพนักงานได จริง หลักความสามารถแขงขันหลักการสากลของการกําหนดคาตอบแทนคือระบบคาตอบแทนและ สวัสดิการจะตองสามารถแขงขันไดในตลาดแรงงานของกลุมอุตสาหกรรมเดียวกันและสามารถกําหนดจุด แขงขันขององคกรไดอยางชัดเจนบอยครั้งที่เงินเปนตัวแปรหลักใหคนผละจากงานเพราะคาของคนวัดที่ผล ของงานและผลของงานวัดที่ตัวเงิน ทฤษฎีกระบวนการจูงใจ ทฤษฎีความตองการอธิบายถึงองคประกอบของแรงจูงใจพยายามทําความเขาใจและอธิบายวาอะไร จูงใจใหคนเรากระทําพฤติกรรมตางๆในขณะที่ทฤษฎีกระบวนการแรงจูงใจพยายามทําความเขาใจวา พฤติกรรมของคนเราถูกจูงใจไดอยางไรและทําไมจึงเปนเชนนั้นเชนทําไมเขาจึงเลือกเปาหมายนี้ในการ ทํางานทําไมเขาจึงทําอยางนั้นเพื่อใหบรรลุเปาหมายที่ตองการคนเราประเมินความพอใจตอเปาหมายหรือ ความตองการอยางไรอาจกลาววาทฤษฎีนี้พยายามเขาใจกระบวนการคิดของบุคคลในการกระทําพฤติกรรม นั่นเองทฤษฎีที่สําคัญในกลุมนี้ไดแกทฤษฎีความคาดหวังและทฤษฎีความเสมอภาค มีความหมายวาระดับของแรงจูงใจเปนไปตามระดับความตองการที่คนเรามีตอสิ่งใดสิ่งหนึ่งและ ระดับความเปนไปไดที่เขาจะไดรับสิ่งนั้นทฤษฎีนี้มีหลักการพื้นฐานที่สําคัญคือ - ปจจัยภายใน (ความตองการ) และปจจัยภายนอก (สภาพแวดลอม) มีผลตอพฤติกรรมของบุคคล - พฤติกรรมใดๆเกิดจากการตัดสินใจดวนตนเองของบุคคล - บุคคลมีความแตกตางกันในความตองการความปรารถนาและเปาหมาย - บุคคลจะเลือกใชพฤติกรรมใดยอมเปนไปตามการรับรูผลตอเนื่องจากพฤติกรรมนั้น - แรงจูงใจตามทฤษฎีนี้จะเกิดขึ้นไดตองอาศัยตัวแปรสําคัญสองตัวประกอบกันคือความคาดหวัง และคุณคาของผลลัพธ ความคาดหวัง (Expectancy) หมายถึงการรับรูของบุคคลตอความสามารถของตนเองหรือโอกาส และความเปนไปไดที่เขาจะทํางานใหสําเร็จตามเปาหมายไดโดยทั่วไปแลวบุคคลที่มีความคาดหวังสูงยอมมี แรงจูงใจสูงแตถาพนักงานคนใดไมเชื่อใจตัวเองวาจะทํางานไดสําเร็จพนักงานคนนั้นไมมีแรงจูงใจที่จะทํา หรือจะไมพยายามทํางานนั้น การรับรูที่สําคัญอีกอยางหนึ่งคือการรับรูความสัมพันธระหวางการปฏิบัติการกระทําหรือ พฤติกรรมกับผลลัพธที่เกิดขึ้นหรือตอผลตอบแทนที่จะไดรับถาบุคคลคาดหวังสูงวาการกระทําของเขาจะ ไดรับรางวัลเขาจะเกิดแรงจูงใจสูงถาพนักงานมั่นใจวาเมื่อกระทําแลวไดรับผลตอบแทนเขายอมเกิด

(10)

แรงจูงใจที่จะทํางานนั้นแตถาพนักงานไมมีความแนใจวาจะไดรับอะไรแรงจูงใจในการทํางานจะไมเกิดขึ้น ตัวอยางเชนตะวันเชื่อตัวเองวาเขาสามารถเปนหัวหนางานที่ดีไดและเขาตองการไดรับตําแหนงนั้นแตเขา มีลักษณะการควบคุมจากภายนอก (External locus of control) ซึ่งเชื่อวาการทํางานหนักไมใชวิธีที่จะไดรับ การเลื่อนตําแหนงแตอยางใดดังนั้นเขาไมมีแรงจูงใจที่จะทํางานหนักเพื่อการเลื่อนตําแหนง คุณคาของผลลัพธ (Valence) หมายถึงคุณคาหรือความสําคัญที่บุคคลรับรูตอผลตอบแทนหรือ รางวัลที่ไดรับโดยทั่วไปถาบุคคลรับรูคุณคาสูงตอผลตอบแทนหรือรับรูวาผลลัพธมีความสําคัญสูงมาก เทาไรยิ่งทําใหมีแรงจูงใจสูงมากขึ้นดวยและจะทุมเทความสามารถในการกระทําเพื่อใหไดผลลัพธนั้น ตัวอยางเชนมานะซึ่งเปนหัวหนางานตองการใหชาลีซึ่งเปนพนักงานทํางานใหมากขึ้นเขาจึงบอกกับชาลีวา ควรจะเอาใจใสทํางานใหมากขึ้นเพราะการทํางานมากขึ้นจะสงผลตอการเลื่อนตําแหนงถาหากชาลีมีความ ตองการจะเลื่อนตําแหนงเขาคงมีแรงจูงใจสูงขึ้นในการทํางานแตถาชาลีไมสนใจหรือไมเห็นความสําคัญ ของการเลื่อนตําแหนงการบอกกลาวของมานะไมสามารถจูงใจชาลีได นักจิตวิทยาในยุคปจจุบันที่จัดอยูในกลุมปญญานิยม (Cognitivism) มีความเชื่ออยางหนักแนนวา มนุษยเปนสัตวโลกที่ใชปญญาหรือความคิดในการตัดสินใจวาจะกระทําสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือไมเพื่อที่จะ นําไปสูเปาหมายที่ตองการและโดยความเชื่อดังกลาวทฤษฎีความคาดหวังจึงมีฐานคติ (Assumptions) หลาย ประการดังตอไปนี้ (1) พฤติกรรมของมนุษยถูกกําหนดขึ้นจากผลรวมของแรงผลักดันภายในตัวของมนุษยเองและ แรงผลักดันจากสิ่งแวดลอมดวย (2) มนุษยแตละคนมีความตองการความปรารถนาและเปาหมายแตกตางกัน (3) บุคคลตัดสินใจที่จะกระทําพฤติกรรมหลายอยางโดยสิ่งที่เปนขอมูลใหเลือกไดแกความ คาดหวังในคาของผลลัพธที่จะไดภายหลังจากการแสดงพฤติกรรมนั้นไปแลว แนวความคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับความคาดหวังที่ไดรับการยอมรับนํามาใชศึกษาปจจัยชักนํา พฤติกรรมของปจเจกบุคคลหรือกลุมบุคคลนั้นกลาวไดวาเปนผลงานของ Victor Vroom ซึ่งเปนนักจิตวิทยา ชั้นแนวหนาของกลุมนี้และเรียกทฤษฎีนี้วา “Vroom’s Expectancy Theory” ทฤษฎีความคาดหวังพัฒนามา จากสมมติฐานที่วากอนที่บุคคลจะไดรับการจูงใจใหกระทําสิ่งใดเขาจะตองไดทําการพิจารณาถึง

ความสามารถผนวกกับความพยายามของเขากอนวาจะทําใหไดผลตามที่พึงปรารถนาหรือไมโดยการจูงใจ ใหทํางานเปนความคาดหวังที่ยึดถือของแตละบุคคล (พิภพ วชังเงิน, 2547: 174 อางใน

(11)

และการจูงใจเปนผลมาจากการที่มนุษยมีความคาดหวังใน 3 ประการกลาวคือ (สิทธิโชควรานุสันติ กุล, 2546: 178 อางใน www.tpa.or.th/writer/read) (1) การคาดหวังวาถาพยายามทําแลวจะทําได (Effort-Performance Expectancy) หมายถึงการที่ บุคคลคาดหวังไวเปนการลวงหนาวาถาหากตนเองลงมือแสดงพฤติกรรมอยางเต็มที่สุดความสามารถแลว จะมีโอกาสหรือความนาจะเปนสูงมากหรือนอยเพียงใดที่จะกระทําสิ่งนั้นสําเร็จกลาวงายๆก็คือบุคคลจะ ชั่งใจวาพฤติกรรมที่จะตองทํานั้นมันยากเกินกําลังความสามารถของตนเองหรือไมกอนที่จะกระทํา พฤติกรรมนั้นออกมา (2) การคาดหวังวากระทําแลวไดผลลัพธ (Effort-Outcome Expectancy) หมายถึงการที่บุคคล คาดหวังไวลวงหนากอนที่จะแสดงออกซึ่งพฤติกรรมวาถาหากเขากระทําพฤติกรรมนั้นแลวเขาจะไดรับ ผลลัพธที่จะเปนผลดีหรือผลเสียตอตัวเขาอยางไร (3) คาของผลลัพธ (Valence of Outcomes) หมายถึงคุณคาหรือความตองใจที่ผลลัพธมีใหแกบุคคล ที่จะตองแสดงพฤติกรรมออกไปเพื่อใหไดมาซึ่งผลลัพธนั้นซึ่งแตละบุคคลก็จะมีการรับรูตอผลลัพธ เดียวกันที่แตกตางกันไป สิ่งเหลานี้ชวยใหสามารถสรุปทฤษฎีไดวาการจูงใจใหบุคคลแสดงพฤติกรรมมีโอกาสประสบ ความสําเร็จถาบุคคลมีความเชื่อวาพฤติกรรมนําไปสูผลลัพธและผลลัพธนั้นมีคุณคาสําหรับเขาและเขาเชื่อ วาตัวเขามีความสามารถอยูในระดับที่สามารถแสดงพฤติกรรมนั้นได สวนปจจัยที่มีอิทธิพลตอความคาดหวังนั้น Vroom ไดศึกษาถึงจิตวิทยาของบุคคลในองคการและ พบวาการที่บุคคลจะกระทําสิ่งใดก็ตามจะขึ้นอยูกับตัวแปร 4 ตัวไดแก (1) ผลตอบแทนเขาจะไดรับนั้นเหมาะสมกับบทบาทที่เขาครอบครองอยูเพียงใด (2) ความพอใจหรือไมพอใจตอผลที่เขาจะไดรับ (3) เมื่อเปรียบเทียบกับผูอื่นแลวเขาเชื่อวาเขาจะตองเปนผูไดรับผลอันนั้น (4) เขามีโอกาสที่จะไดรับผลตอบแทนตามความคาดหวังหรือไดรับลวงหนาความพอใจตอสิ่ง เหลานี้จะเพิ่มขึ้นหากเขาไดรับผลตอนแทนเพิ่มขึ้นและความพอใจจะลดลงหากเขาไดรับผลตอบแทน ลดลงแตถาบุคคลใดไมสนใจตอผลตอบแทนตางๆความสัมพันธทั้งหมดนี้จะหายไปจิตวิทยาของบุคคล ในองคการที่ Vroom ทําการศึกษาดังกลาวเปนพื้นฐานของการตัดสินใจเลือกทางปฏิบัติของบุคคลใน องคการและสอดคลองกับทฤษฎีแหงความคาดหวัง

(12)

นอกไปจากนี้ Vroom ยังเสนอวาวาระที่บุคคลลองตัดสินใจเลือกปฏิบัติอยางไรเมื่อเกิดความ ตองการพรอมๆกันหลายสิ่งมีการพิจารณาอยู 2 ประการ คือ (1) พิจารณาวาเปาหมายที่จะสูนั้น มีคุณคา มากนอยเพียงใด (Valence) และ (2) พิจารณาวา สิ่งที่ตรงกันนั้นสามารถคาดหวังใหไปถึงจุดมุงหมายได เพียงใด (Expectancy) ซึ่งทั้ง 2 ประการนี้ เปนกระบวนการในการตัดสินใจของแตละบุคคลในการที่จะ เลือกกระทําหรือเลือกไมกระทํา การทดสอบทฤษฎีความคาดหวัง การทดสอบทฤษฎีความคาดหวังทําไดโดยการนําไปประยุกตใชในงานวิจัยซึ่งเปนการนําเอาทฤษฎี ไปประยุกตใชเกี่ยวกับกรอบแนวคิดการวิจัยและเปนการระบุถึงตัวแปรที่ตองการทดสอบทั้งนี้การระบุตัว แปรที่ใชในการทดสอบ (สมมติฐานงานวิจัย - เกี่ยวของกับตัวแปรที่มีอยูในทฤษฎีฯ) โดยอธิพงศ ขวัญศักดิ์ และคณะไดทําการศึกษาเกี่ยวกับความคาดหวังของเกษตรกรผูนําในการมีสวนรวมในกิจกรรมของ ศูนยบริการและถายทอดเทคโนโลยีการเกษตร (วิทยาสารกําแพงแสนปที่ 5 ฉบับที่ 2 2550) ผลการวิจัย พบวามีตัวแปรบางตัวจากที่กําหนดไวมีความสัมพันธสอดคลองกับสมมติฐานที่ตั้งไวอาจเปนเพราะบริบท ที่เกี่ยวของกับการวิจัยที่แตกตางกันจึงทําใหผลการวิจัยที่ไดรับไมสออดคลองกับสมมติฐานและตัวแปรที่ ตองการทดสอบทั้งหมด จากเกณฑที่ใชในการทดสอบทฤษฎีประกอบดวยความเปนเท็จของทฤษฎี (Falsifiability)

อรรถประโยชน (Utility) โดยเฉพาะในสวนของบริบท (Boundary) ของตัวแปร (who / when / where) จะ เห็นไดวาผลการศึกษาที่ไดมีความแตกตางกันตามบริบท (Boundary) แสดงถึงตัวแปรในทฤษฎียังมีความ สั่นคลอนดังนั้นทฤษฎีความคาดหวังนี้ยังตองทําการทดสอบเพื่อหาน้ําหนักของความนาเชื่อถือเพราะ ทฤษฎีที่ดีตองสามารถใชไดในทุกสถานการณและไดผลที่เหมือนหรือใกลเคียงกันตามเกณฑดาน อรรถประโยชน (Utility)

(13)

แหลงอางอิง:

Smith, Ken G. & Hitt, Michael A. 2005. Geat Minds in Manangement “On the Origin of Expectancy Theory; p.239-258. Oxford university press.

อธิพงศ ขวัญศักดิ์และคณะ. 2550. ความคาดหวังของเกษตรกรผูนําในการมีสวนรวมในกิจกรรม ของศูนยบริการและถายทอดเทคโนโลยีการเกษตร. วิทยาสารกําแพงแสนปที่ 5 ฉบับที่ 2: หนา 43-55. สารสนเทศออนไลน: http://km.labour.go.th/Files/home/cop/1-13-08-2552cop140752-3-5.pdf: 04.3.10; 12.18 a.m. http://www.bus.rmutt.ac.th/~mambo/index.php?option=com_content&task=view&id=6 &Itemid=1:04.3.10; 12.20 a.m. http://www.idis.ru.ac.th/report/index.php?topic=44.0: 04.3.10; 12.25 a.m. http://www.kps.ku.ac.th/journal/kpsv5n2-6.pdf: 04.3.10; 12.41 a.m. http://www.pirun.ku.ac.th/~g4968073/report/475512/Motivation_by_1.doc: 04.3.10; 12.15 a.m. http://www.tpa.or.th/writer/read_this_book_topic.php?passTo=cb4f14f8255b2c298f2395020018 89bd&bookID=1340&read=true&count=true: 04.3.10; 12.39 a.m.

References

Related documents

The omniscient Buddha declared Nibbana to be the highest bliss because all other so-called pleasures and comforts are impermanent and mixed with suffering. Insight

Nach der Aufhebung dieses doppelten Unwissens, dieser dipk/ %cmoia , ist Alkibiades bereit, sich über sich selbst aufklären zu lassen, und wird zu der Einsicht ge- führt, dass

• Emphasizing a strong literacy program at the elementary level facilitated through ongoing revision of a prioritized curriculum with addenda to help teachers adapt instruction

Decisions Business & Reduce Costs Retain Customers Non core Functions Risk Compliance Acquisitions Network Efficiency Accelerate drug discovery with Japan Post reduced cost of

So, you might only build 10 of this board down this production line through this particular process, but you have 50 other boards you build on this same process, so instead of

For example, if a single NetApp primary system is configured as a NAS client, all of the NAS volumes on that primary system could be grouped together by a single subclient. The

As one of the nation’s fastest growing MSAs, Dallas/Fort Worth saw an explosion in population growth over the last thirteen years, adding an estimated 1.5 million people, or a

Benchmark Institutions with MFA Programs in Imaginary Arts: • University of Michigan--25 admitted in 2012; approximately 44 enrolled currently in MFA program • Ohio