• No results found

PharTech Book Tutor Small

N/A
N/A
Protected

Academic year: 2021

Share "PharTech Book Tutor Small"

Copied!
264
0
0

Loading.... (view fulltext now)

Full text

(1)

                             

จัดท

คณ

C

ทําโดย

ณะ

เภสัช

Com

นักศึกษา

ศาสตร์ มหา

mpr

าภาควิชา

าวิทยาลัยส

reh

เทคโน

โล

สงขลานคริน

[ปรุง 9 มิ

hens

ลยีเภสัชกรร

นทร์ รุ่นที่ 2

มิถุนายน 255

nsive

รม

29

54]

ve

 

(2)

PART I:

Preformulation

Solubilization

Partition

Buffer and Isotonicity

Micrometrics

Rheology

Incompatibility

Pharmaceutical Necessities

Polymorphism & Eutectics

Adsorption & Interfacial

(3)

1.ปัจจัยที่มีผลต่อการละลายและอัตราเร็วการ ละลาย 2.การใช้ตัวทําละลายร่วม 3.การปรับความเป็นกรด‐ด่างที่มีผลต่อการ ละลาย 4.การทําให้เกิดสารประกอบเชิงซ้อน 5.การทําให้เกิดไมเซลล์ symbol Solubilization

By>> Sim 058 & Bow 083

คํานิยาม • การละลาย : อันตรกริยาที่เกิดขึ้นเองของสารมากกว่า 2 ชนิดขึ้นไป ผสมกันเป็นเนื ้อเดียวกัน • สารละลาย : เป็นของผสมมากกว่า 2 ชนิดผสมกันเป็นเนื ้อเดียว พิจารณาความเข้มข้น Ex M, N, %w/w, %w/v, %v/v • สารละลายอิ่มตัว เป็นสภาวะของสารละลายที่เกิดความสมดุลขึ้น ระหว่างสารละลายที่ได้ กับตัวถูกละลายที่มากเกินพอ (excess  solute) ซึ่งไม่ละลายและผสมอยู่ในสารละลาย Rx 29 ปัจจัยที่มีผลต่อการละลาย : ตัวถูกละลาย • ขนาดของโมเลกุล มีผลต่อพื ้นที่ผิว/ปริมาตรค่าสูงจะเพิ่มการละลาย ของสารได้ • รูปร่างของโมเลกุล มีผลต่อการจัดเรียงตัวในโครงสร้างผลึก • จุดหลอมเหลว (Melting point) Rx 29 ปัจจัยที่มีผลต่อการละลาย : ตัวถูกละลาย (ต่อ) โครงสร้างของโมเลกุล • ขึ้นกับอัตราส่วนของกลุ่มที่มีขั้วและกลุ่มที่ไม่มีขั้วที่มีอยู่ในโมเลกุล • ตําแหน่ง meta>orto>para • จํานวนคาร์บอนอะตอมถ้ามีมากจะละลายนํ ้าได้น้อย • ถ้าเพิ่มฮาโลเจนละลายนํ ้าลดลง • โครงสร้างกิ่งและอสมมาตรจะละลายนํ ้าได้ดี Rx 29 ปัจจัยที่มีผลต่อการละลาย : ตัวทําละลาย • “ LIKE DISSOLVE LIKE”

• ตัวทําละลาย ต้องมี polarity (กําหนดโดยค่า dielectric constant, ) ใกล้เคียง กับตัวถูกละลาย

• การปรับ polarity ทําได้โดยใช้ ตัวทําละลายร่วม (co-solvent) • ตัวทําละลายร่วม ที่นิยมใช้ในทางเภสัชกรรม: ethanol, glycerin,

propylene glycol, polyethylene glycol, sorbitol etc.

Rx 29

mix= (wt. fraction of A) A+ (wt. fraction of B) B

ตัวอย่าง: ตัวยาละลายได้ในตัวทําละลายที่ประกอบด้วย 30% ethanol ( =25) และ 70% water ( =80) จงคํานวณหาค่า ของตัวทําละลาย นี้ mix= (30/100) 25 + (70/100) 80 = 63.5 Rx 29

(4)

ปัจจัยต่างๆภายนอกที่มีผลต่อการละลาย • อุณหภูมิ • ความเป็นกรด‐ด่าง • สารที่เติมเข้าไป :Additive • การเกิดอิออนร่วม • การเกิดสารประกอบเชิงซ้อน • การทําให้เกิดอนุพันธ์ที่ละลายนํ ้าได้โดยปฏิกิริยาเคมี Rx 29 Rx 29 pHp คือ pH ตํ่าสุดที่ สารสามารถละลายอยู่ได้ ถ้า pH น้อยกว่า pHp สารจะตกตะกอนออกจากสารละลายในรูปของกรดอิสระ pHp คือ pH สูงสุดที่ สารสามารถละลายอยู่ได้ ถ้า pH สูงกว่า pHp สารจะตกตะกอนออกจากสารละลายในรูปของ free base ความเป็นกรด-ด่างที่มีผลต่อการละลาย Rx 29 ตัวอย่าง: จงคํานวณ pH ตํ่าสุดที่ phenobarbital ซึ่งเป็นกรดอิสระ เริ่มตกตะกอนออกจากสารละลายของ phenobarbital sodium 1%w/v ที่ 25oC กําหนด การละลายของ phenobarbital (S O) = 0.005 M, pKa= 7.41 และ MW= 254 = 8.24 S = 10/254 = 0.39 M Additive • Salting‐out : เติมเกลือที่สามารถละลายในตัวทําละลายได้แล้ว แย่งกับตัวถูกละลายทําให้ตัวถูกละลายตกตะกอน ตัวอย่างคือการเติม เกลือ ammonium sulfate เพื่อตกตะกอนโปรตีน • Salting‐in: การละลายเพิ่มขึ้นเมื่อเติมเกลือลงไป • Surfactant : สารลดแรงตึงผิวจะช่วยก่อรูปเป็น micelle  Rx 29 11

ชนิดของ

surfactants แบ่งตามโครงสร้างของโมเลกุล 1.   Ionic Surfactants ‐ Anionic Surfactants ‐ Cationic Surfactants ‐ Zwitterionic  Surfactants 2.   Nonionic Surfactants Rx 29 12 Anionic Surfactants Sodium lauryl Sulfate H2C CH2 H2C CH2 H3C CH2 H2C CH2 H3C CH2 H2C CH3 HO-S=OO - Na+ Soap R-COO

-Alkyl sulfate R-OSO3

-Alkyl Sulfonate R-SO3

(5)

13 Cationic Surfactants Alkyl ammonium R-NH3+ Alkyl trimethylammonium R-N(CH3)+ H2C CH2 H2C CH2 H3C CH2 H2C CH2 H3C CH2 H2C CH 3 Br -CH3 H3C-N-CH+ 3 Lauramide Alkyl pyridinium R-NC5H5+ Rx 29 14 Zwitterionic Surfactant N-Alkyl glycine R-N+CH 2-COO -N-Alkyl betains R-N+C(CH 3)2CH2COO

-Phosphatidyl choline (Lecithin)

R-O-CH-CH-O-PO3--CH2-CH2-N(CH3)3+

R-O-CH2

Rx 29

15

Nonionic Surfactants Polar: -OH, -O-,

(-O-CH2-CH2)n Polyoxyethylene

Spans

(Sorbitan esters)

Tweens

(Polyoxyethylene derivatives ของ Spans)

Rx 29 HLB  (Hydrophilic‐Lipophilic Balance) คือคุณสมบัติที่ชอบนํ้าและชอบนํ้ามันในโมเลกุลของสาร ลดแรงตึงผิว HLB สูง ชอบนํ้า HLB ตํ่า ชอบนํ้ามัน Rx 29 HLB Scale 18 15 12 9 6 3 0 Solubilizing agents Detergents O/W emulsifying agents W/O emulsifying agents Most antifoaming agents ชอบนํ้า

ชอบนํ้ามัน

Rx 29 Rx 29

FICK’S FIRST LAW OF DIFFUSION

-L- C1 C2

อัตราการละลาย = DA (C1- C2) L

D = Diffusion coefficient of solute A = surface area of solute

C1 = ความเข้มข้นที่ผิวอนุภาคของตัวถูกละลาย

C2= ความเข้มข้นในสารละลาย ที่อยู่อีกด้านของ stagnant layer L = ความหนาของ stagnant layer

(6)

Rx 29 C2<<< C1 จึงอาจตัดทิ้งได้ และแทน C1= saturated solubility (S) อัตราการละลาย = DA (S) L ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการละลาย ขนาดของอนุภาคผงยา การคน การเขย่า ความหนืดของตัวทําละลาย อัตราการละลาย = DA (C1- C2) L อุณหภูมิ สภาพพื้นผิวของผงยา Rx 29 • Complete miscibility : การผสมเข้ากันได้ทุกส่วPartial miscibility:  การผสมเข้ากันได้บางส่วน Immiscibility: การผสมเข้ากันไม่ได้ ของเหลวจะไม่ละลาย เข้ากันเช่น นํ้ามัน กับ นํ้า พบในยาเตรียม emulsion 1. ระบบที่ประกอบด้วยส่วนประกอบของของเหลว 2 ชนิดที่ผสมเข้ากันได้บางส่วน 2. ระบบที่ประกอบด้วยส่วนประกอบของของเหลว 3 ชนิด

Phase Rule

F = C - P +2

F: # degree of freedom in system หรือ # independent variables (e.g. T, P, conc.) for explaining the system

C: # of components ที่น้อยที่สุดของแต่ละวัฏภาคในระบบ ซึ่งสามารถแสดงได้ โดยสูตรเคมี หรือสมการทางเคมี

P: # phases in system Rx 29

F = C - P +2

H2O C =1 Fmax= 2 ( T, P) H2O, alcohol C = 2 Fmax = 3 ( T, P, conc)

Fmax= 2 (T, conc.) Condensed system (at constant P) Rx 29 C A B Liquid Solid Gas T (Co) P (mmHg) D T1 P1 E P2 O 0.098 4.58 H2O T1 Rx 29

Water-phenol

At constant P Fmax = 3 (T, P, conc.) F = 2 % w/w of phenol in water One phase Two phases BINODAL CURVE P = 2 Rx 29

(7)

% w/w of phenol in water 50 -0 100 One phase Two phases b d f Rx 29 % w/w of phenol in water 50 -0 100 One phase Two phases b 11% d f 63% tie line conjugate solution h Rx 29 % w/w of phenol in water 50 -0 100 b d f h

critical solution temperature

66.8

Rx 29

% w/w of TEA in water X

Lower consolute temperature Rx 29

% w/w of Nicotine in water Upper CST

Lower CST Rx 29

+ Naphthalene

+ Succinic acid % w/w of Phenol in water

Salting-out

(8)

F

max

= 4 ( T, P, conc

1

, conc

2

)

ในทางปฏิบัติจะ ศึกษาที่ T, P คงที่

F = 2

P = 2

Rx 29 100% B 100% A 100% C B C A Rx 29 100% B 100% A 30% A 100% C 40% B Rx 29 100% B 100% A 40% B 100% C 40% A Rx 29 ระบบที่ประกอบด้วยส่วนประกอบของของเหลว 3 ชนิด โดยมี ของเหลว 2 ชนิดผสมเข้ากันได้บางส่วน นํ้า-benzene จะผสมเข้ากันได้บางส่วนเท่านั้น เมื่อเติม alcohol ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ 3 ลงไป alcohol ละลายได้ดีทั้งในนํ้าและ benzene ทําให้ benzene และนํ้าละลายเข้ากันได้มากขึ้น Rx 29 B : alcohol A: water C: benzene one phase two phases % B a c d e f g h i l m n T, P คงที่ Rx 29

(9)

B : alcohol A: water C: benzene one phase a d c e g f l m n (x% A, y%B, z% C) e f (a%A, b%B, c% C) p T, P คงที่ Solvent effect cosolvent Rx 29 T1 T2 T3 C B A/ C/ B/ T3

>

T2

>

T1 Rx 29 Exercise • ของผสมของฟีนอลและนํ ้าที่ 20 องศาเซลเซียล มีส่วนประกอบทั้งหมด ของฟีนอลเป็น 50% เส้น tie line ที่อุณหภูมินี ้ตัดเส้นโค้ง bimodal ที่จุดที่มีฟีนอล 8.4 และ 72.2 %w/w ตามลําดับให้ คํานวณหานํ ้าหนักของชั้นนํ ้าและของชั้นฟีนอลในส่วนผสมนี ้ 500  กรัม และหาว่ามีฟีนอลในแต่ละชั้นกี่กรัม Rx 29 • ในของผสม 100 กรัม มีฟีนอล = 50% • ในของผสม 500 กรัม มีฟีนอล = 250 กรัม • สมมติให้ชั้นนํ้ามีนํ้าหนัก X กรัม • ดังนั้น ชั้นฟีนอลหนัก 500-X กรัม • ของผสมที่ 20 องศา ชั้นนํ้า 100 กรัม มีฟีนอล 8.4 กรัม ชั้นนํ้า x กรัม มีฟีนอล 8.4 x/100กรัม • ของผสมที่ 20 องศา ชั้นฟีนอล 100 กรัม มีฟีนอล 72.2 กรัม ชั้นฟีนอล 500-x กรัม มีฟีนอล 72.2(500-x)/100 กรัม • (72.2(500-x)/100)+(8.4x/100) =250 X =174 กรัม ดังนั้น ชั้นนํ้าหนัก 174 กรัม ชั้นฟีนอลมีนํ้าหนัก 500-174 =326 กรัม ชั้นนํ้า 100 กรัม มีฟีนอล = 8.4 กรัม ชั้นนํ้า 174 กรัม มีฟีนอล 8.4x174/100= 15 กรัม ชั้นฟีนอลมีฟีนอล 250-15=235 กรัม Rx 29 Rx 29

(10)

Solubilization

ปัจจัยที่มีผลต่อการละลายและอัตราเร็วในการละลาย ปัจจัยที่มีผลต่อการละลาย 1. ตัวถูกละลาย • ขนาดของโมเลกุล มีผลต่อพื้นที่ผิว/ปริมาตรค่าสูงจะเพิ่มการละลายของสารได้ • รูปร่างของโมเลกุล มีผลต่อการจัดเรียงตัวในโครงสร้างผลึก • จุดหลอมเหลว (Melting point) โมเลกุลขนาดใหญ่ มีน้้าหนักโมเลกุลสูง จะมีจุดหลอมเหลวสูง การ ละลายน้อยเพราะมีแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลคือแรง cohesive force สูงท้าให้การละลายลดลง • กรดแก่ท้าให้เกิดเกลือที่ละลายได้กับเบสอินทรีย์ที่มีไนโตรเจนอยู่ด้วย • โครงสร้างของโมเลกุล  ขึ้นกับอัตราส่วนของกลุ่มที่มีขั้วและกลุ่มที่ไม่มีขั้วที่มีอยู่ในโมเลกุล  ต้าแหน่ง meta>ortho>para  จ้านวนคาร์บอนอะตอมถ้ามีมากจะละลายน้้าได้น้อย ถ้าเพิ่มฮาโลเจนละลายน้้าลดลง  โครงสร้างกิ่งและอสมมาตรจะละลายน้้าได้ดี ตัวท าละลาย

• ต้องมี polarity ใกล้เคียงตัวถูกละลายหรือมีค่า dielectric constant ใกล้เคียงกัน : ถ้าขั้วมากค่านี้จะสูง • การปรับ polarity ท้าได้โดยใช้ ตัวท้าละลายร่วม (co-solvent)

• ตัวท้าละลายร่วม ที่นิยมใช้ในทางเภสัชกรรม: ethanol, glycerin, propylene glycol, polyethylene glycol, sorbitol etc.

(11)

การค้านวณสัดส่วนของตัวท้าละลายร่วม ปัจจัยต่างๆภายนอกที่มีผลต่อการละลาย • อุณหภูมิ 1.1 Exothermic W (+) = W22 + W11 - W21 1.2 Endothermic W (-) = W22 + W11 - W21 W22 = พลังงานที่ใช้ในการท้าลายแรงระหว่างโมเลกุลของตัวถูกละลาย W11 = พลังงานที่ใช้ในการท้าลายแรงระหว่างโมเลกุลของตัวท้าละลาย W12 = พลังงานที่เกิดจากแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลของตัวถูกละลาย และตัวท้าละลาย • ความเป็นกรด-ด่าง

WEAK ACIDIC DRUG

HA + H2O H3O+ + A -Ka = [H3O+][A-] [HA] การละลาย (S) จะเป็นผลรวมของความเข้มข้นของสารทั้งในรูปที่แตกตัว (A-) และไม่แตกตัว (HA) S = [HA] + [A-] ถ้าให้การละลายของสารที่ไม่แตกตัว [HA] = SO S = SO + [A-]

mix = (wt. fraction of A) A + (wt. fraction of B) B

ตัวอย่าง: ตัวยาละลายได้ในตัวท าละลายที่ประกอบด้วย 30% ethanol (

=25) และ 70%

water (

=80) จงค านวณหาค่า

ของตัวท าละลายนี้

mix = (30/100) 25 + (70/100) 80 = 63.5

(12)

pHp คือ pH ต่้าสุดที่ สารสามารถละลายอยู่ได้ ถ้า pH น้อยกว่า pHp สารจะตกตะกอนออกจาก สารละลายในรูปของกรดอิสระ pHp คือ pH สูงสุดที่ สารสามารถละลายอยู่ได้ ถ้า pH สูงกว่า pHp สารจะตกตะกอนออกจาก สารละลายในรูปของ free base • สารที่เติมเข้าไป ( Additive ) Salting-out : เติมเกลือที่สามารถละลายในตัวท้าละลายได้แล้วแย่งกับตัวถูกละลายท้าให้ตัวถูกละลาย ตกตะกอน ตัวอย่างคือการเติมเกลือ ammonium sulfate เพื่อตกตะกอนโปรตีน Salting-in: การละลายเพิ่มขึ้นเมื่อเติมเกลือลงไป Surfactant : สารลดแรงตึงผิวจะช่วยก่อรูปเป็น micelle ชนิดของ surfactants แบ่งตามโครงสร้างของโมเลกุล 1. Ionic Surfactants

- Anionic Surfactants

:

Sodium lauryl Sulfate

- Cationic Surfactants : Alkyl ammonium , Alkyl trimethylammonium

- Zwitterionic Surfactants : Phosphatidyl choline (Lecithin), N-Alkyl betains 2. Nonionic Surfactants Tween, span

(Hydrophilic-Lipophilic Balance):HLB คือคุณสมบัติที่ชอบน้้าและชอบน้้ามันในโมเลกุลของสารลดแรงตึงผิว HLB สูง แสดงว่า ชอบน้้า HLB ต่้า แสดงว่า ชอบน้้ามัน o o b W p S S S pK pK pH     log o o a p S S S pK pH  log(  )

(13)

• การเกิดอิออนร่วม เป็นการเติมสารที่มีอิออนร่วมหรืออิออนชนิดเดียวกับตัวถูกละลายแล้วท้าให้ตัวถูกละลาย ละลายได้ น้อยลงเช่น เติม NaCl ในสารละลาย AgCl ท้าให้เกิดการตกตะกอน • การเกิดสารประกอบเชิงซ้อน เป็นปรากฏการณ์ที่สารที่ไม่ละลายกับสารที่ละลายท้ากันแล้วเกิดสารประกอบที่ละลายได้เช่น สารประกอบ เชิงซ้อนของไอโอไดน์ไอออน • การท้าให้เกิดอนุพันธ์ที่ละลายน้้าได้โดยปฏิกิริยาเคมี เช่น การท้าให้อยู่ในรูปของเกลือ sodium

(14)

อัตราการละลาย

FICK’S FIRST LAW OF DIFFUSION

อัตราการละลาย = DA (C1 - C2)

D = Diffusion coefficient of solute A = surface area of solute

C1 = ความเข้มข้นที่ผิวอนุภาคของตัวถูกละลาย C2 = ความเข้มข้นในสารละลาย ที่อยู่อีกด้านของ stagnant layer L = ความหนาของ stagnant layer ถ้า C2 <<< C1 จึงอาจตัดทิ้งได้ และแทน C1 = saturated solubility (S) ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการละลาย ขนาดของอนุภาคผงยา การคน การเขย่า ความหนืดของตัวท้าละลาย อุณหภูมิ สภาพพื้นผิวของผงยา

-L-

C

1

C

2

L

(15)

การละลายของเหลวในของเหลว

1. Complete miscibility : การผสมเข้ากันได้ทุกส่วน เช่น น้้า-alcohol, benzene-CCl4

2. Partial miscibility: การผสมเข้ากันได้บางส่วน โดยของผสมจะแยกเป็น 2 วัฏภาค แต่ละวัฏภาคจะ เป็นสารละลายอิ่มตัวที่มีของเหลวในอีกวัฏภาคหนึ่งละลายอยู่ในปริมาณที่คงที่ที่อุณหภูมิหนึ่งๆ 3. Immiscibility: การผสมเข้ากันไม่ได้ ของเหลวจะไม่ละลายเข้ากันเช่น น้้ามัน กับ น้้า พบในยาเตรียม emulsion กฎของวัตภาค ก่อนที่จะกล่าวถึงระบบที่ของเหลวผสมกันได้บางส่วนนั้นควรทราบเรื่องสมดุลของวัตภาคและกฎของวัต ภาค (Phase Equilbria and The Phase Rule) เสียก่อน

J.Willard Gibbs เป็นคนคิดกฎของวัตภาคขึ้น เพื่อแสดงความสัมพันธ์ของตัวแปรอิสระจ้านวนน้อยที่สุด (ตัวแปรอิสระ เช่น อุณหภูมิ ความเข้มข้น ความดัน) กับวัตภาคต่างๆ เช่น ของแข็ง ของเหลว และก๊าซ เมื่ออยู่ใน สภาวะสมดุลและมีจ้านวนของส่วนประกอบ (component) ตามที่ก้าหนดให้ โดยสามารถหาจ้านวนอันดับของ ความเป็นอิสระได้จากสูตร F = C – P + 2 เมื่อ F = จ้านวนอันดับของความเป็นอิสระ (degree of freedom) ในระบบ C = จ้านวนของส่วนประกอบ P = จ้านวนของวัตภาคที่มีอยู่ ในการใช้กฎของวัตภาค ถ้าพิจารณาน้้าหนักของก๊าซ เช่น ไอน้้า โดยก้าหนดปริมาตรที่แน่นอนให้ แต่ก็ เลียนแบบระบบนี้ได้ยาก ถ้าไม่ทราบอุณหภูมิ ความดัน หรือตัวแปรอื่นๆ ซึ่งแปรเป็นอิสระจากปริมาตรของก๊าซ ท้านองเดียวกัน ถ้าทราบอุณหภูมิของก๊าซ ต้องรู้ปริมาตร ความดัน หรือตัวแปรอื่นๆ เพื่อนิยามระบบอย่างสมบูรณ์

(16)

ความสัมพันธ์ระหว่างจ้านวนของวัตภาคและอันดับของความเป็นอิสระในระบบที่ประกอบด้วย ส่วนประกอบอันเดียวกันอธิบายได้ดังนี้ ระบบที่ประกอบด้วยส่วนประกอบอันเดียว คือ น้้า ถ้าอยู่ในสถานะก๊าซ อย่างเดียว หรือของเหลวอย่างเดียว หรือของแข็งอย่างเดียว อยู่บริเวณไหนก็ได้ภายในพื้นที่ที่เป็นไอ, หรือ ของเหลว, หรือของแข็งนั้นๆ เช่น ระบบไอน้้าที่จุด D อันดับของความเป็นอิสระเท่ากับ 2 (F = C – B + 2 = 1 – 1+ 2 = 2) จัดเป็นระบบสองตัวแปร (bivariant, F = 2) ต้องก้าหนดตัวแปร 2 ตัว คือ P2 และ T2 เพื่อนิยาม ระบบที่ต้าแหน่งนั้นให้สมบูรณ์ ระบบที่ประกอบด้วยน้้า ที่อยู่ใน 2 สถานะ คือ ก๊าซ – ของเหลว, หรือของเหลว – ของแข็ง, หรือก๊าซ – ของแข็ง การใช้กฎของวัตภาคกับระบบที่ประกอบด้วยส่วนประกอบอันเดียว อยู่บริเวณไหนก็ได้ตามความยาวของ เส้นระหว่างสองวัตภาค คือ AO, หรือ BO, หรือ CO ในรูปแผนภาพวัตภาคของน้้า เช่น ระบบของน้้าเดือดที่จุด E บนเส้น OA อันดับของความเป็นอิสระเท่ากับ 1(F = C – B + 2 = 1 – 2 -+ 2 = 1) จัดเป็นระบบหนึ่งตัวแปร (univariant,F = 1) จะต้องก้าหนดตัวแปรหนึ่งตัว เช่น ก้าหนด P1 หรือ T1 เพื่อนิยามระบบ E ระบบที่ประกอบด้วยน้้าที่อยู่ใน 3 สถานะ คือก๊าซ – ของเหลว – ของแข็ง ที่จุด O ในรูปแผนภาพวัตภาพ ของน้้า ความเป็นอิสระเท่ากับ 0 (F = c-p+2 = 1-3-+2 = 0) จัดเป็นระบบไม่มีตัวแปร (invariant, F=0) และอยู่

C

A

B

Liquid

Soli

d

Ga

s

T (C

o

)

D

T

1

P

1

E

P

2

O

0.098

4.58

H

2

O

T

1

(17)

ได้เฉพาะตรงจุดตัดกันของเส้นซึ่งเป็นขอบเขตของบริเวณวัตภาคทั้งสาม นั่นคือ จุด O ซึ่งการเปลี่ยนแปลงตัวแปร ใดเพียงตัวเดียวก็มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของวัตภาค จากกฎของวัตภาคจะเห็นว่า เมื่อจ้านวนของส่วนประกอบเพิ่มขึ้นอันดับของความเป็นอิสระจะเพิ่มขึ้นด้วย แต่เมื่อจ้านวนวัตภาคเพิ่มขึ้น อันดับของความเป็นอิสระลดลง ตัวอย่างการก้าหนดจ้านวนอันดับของความเป็นอิสระ ระบบน้้า + ไอน้้า F = C –P +2 = 1-2+2 = 1 ตัวอย่างระบบซึ่งแสดงการผสมเข้ากันได้บางส่วน คือ ฟีนอลและน้้า ปกติฟีนอลเป็นของแข็ง แต่เมื่อเติมลงในน้้าจุด หลอมเหลวลดลง ฟีนอลจึงละลายเกิดเป็นระบบที่ประกอบด้วยของเหลว 2 วัตภาค จากแผนภาพของวัตภาคของฟีนอลและน้้า จะ เป็นเส้นโค้ง g b h c:f เรียกว่า bimodal curve ซึ่งเป็นระบบของของเหลวที่เป็น 2 วัตภาคที่สมดุล ส่วนพื้นที่ที่อยู่นอกเส้นโค้งเป็น ของเหลววัตภาคเดียว ถ้าเริ่มระบบของเหลวที่ 50 องศาเซลเซียส เป็นน้้า 100% เมื่อเติมฟีนอลลงไป สารละลายยังคงเป็นระบบที่มี วัตภาคเดียวจนกระทั่งถึงจุด b ระบบเริ่มแยกเป็น 2 ชั้น ที่จุดนี้เป็นชั้นเป็นชั้นน้้าที่อิ่มตัวด้วยฟีนอล เมื่อวิเคราะห์ดูพบว่าในชั้นน้้ามี ฟีนอลอยู่ 11 % โดยน้้าหนัก ถ้าเติมฟีนอลไปเรื่อยๆโดยที่อุณหภูมิยังเท่าเดิม 50 องศาเซลเซียส ของเหลวยังคงแยกเป็น 2 ชั้น โดย ชั้นบนเป็นน้้า ชั้นล่างเป็นฟีนอลจนถึงจุด c จะได้ชั้นฟีนอลอิ่มตัวด้วยน้้า ที่จุดนี้ในชั้นฟีนอลมีฟีนอลอยู่ 63% โดยน้้าหนัก หลังจากจุด นี้ ฟีนอลที่เติมลงไปอีกจะไม่มีการแยกชั้นอีก จะได้ระบบวัตภาคเดียว เมื่อลากเส้น bc ผ่านบริเวณที่ของเหลวมี 2 วัตภาคได้เส้นตรง

เรียกว่า เส้น tie line เป็นเส้นตรงที่ลากต่อจุดอิ่มตัวของของเหลว 2 วัตภาคที่สมดุล เส้นนี้จะขนานกับเส้นฐาน (base line) ระบบบน

เส้น tie line def จะเป็นของเหลว 2 วัตภาคที่สมดุล โดยมีส่วนประกอบที่คงที่ คือ ในชั้นน้้ามีฟีนอล 11% โดยน้้าหนัก และมีน้้า 89%

โดยน้้าหนัก คือเท่ากับจ้านวนฟีนอลในชั้นน้้าที่จุด b และ ในชั้นฟีนอลจะมีฟีนอล 63% โดยน้้าหนักและมีน้้า 37 %

โดยน้้าหนักคือเท่ากับจ้านวนฟีนอลในชั้นฟีนอลที่ จุด c วัตภาคทั้งสองที่แยกออกมาและมีส่วนประกอบคงที่ที่ สมดุลเรียกว่า conjugate phases หรือ conjugate solution ถ้าเพิ่มอุณหภูมิเรื่อยๆถึงจุด h คือจุดที่เป็นอุณภูมิ สูงสดที่วัตภาคอยู่ในสภาพสมดุลและมีฟีนอล 34-35 % โดยน้้าหนัก เรียกอุณหภูมินี้ว่า อุณหภูมิของสารละลาย วิกฤต Critical solution temperature เมื่อสูงกว่าจุดนี้สารจะกลายเป็นของเหลวเนื้อเดียวกัน

(18)

ค านวณ : ของผสมของฟีนอลและน้้าที่ 20 องศาเซลเซียล มีส่วนประกอบทั้งหมดของฟีนอลเป็น 50% เส้น tie line ที่อุณหภูมินี้ตัดเส้นโค้ง bimodal ที่จุดที่มีฟีนอล 8.4 และ 72.2 %w/w ตามล้าดับให้ค้านวณหาน้้าหนักของ ชั้นน้้าและของชั้นฟีนอลในส่วนผสมนี้ 500 กรัม และหาว่ามีฟีนอลในแต่ละชั้นกี่กรัม ในของผสม 100 กรัม มีฟีนอล = 50% ในของผสม 500 กรัม มีฟีนอล = 250 กรัม สมมติให้ ชั้นน้้ามีน้้าหนัก X กรัม ดังนั้น ชั้นฟีนอลหนัก 500-X กรัม ของผสมที่ 20 องศา ชั้นน้้า 100 กรัม มีฟีนอล 8.4 กรัม ชั้นน้้า x กรัม มีฟีนอล 8.4 x/100กรัม ของผสมที่ 20 องศา ชั้นฟีนอล 100 กรัม มีฟีนอล 72.2 กรัม ชั้นฟีนอล 500-x กรัม มีฟีนอล 72.2(500-x)/100 กรัม

% w/w of phenol in water

50 -

0

100

One phase

Two phases

b

11%

d

c

63%

tie line

conjugate solution

h

(19)

(72.2(500-x)/100)+(8.4x/100) = 250 X = 174 กรัม ดังนั้น ชั้นน้้าหนัก 174 กรัม ชั้นฟีนอลมีน้้าหนัก 500-174 =326 กรัม ชั้นน้้า 100 กรัม มีฟีนอล = 8.4 กรัม ชั้นน้้า 174 กรัม มีฟีนอล 8.4x174/100 = 1 5 กรัม ชั้นฟีนอลมีฟีนอล 250-15 = 235 กรัม จากรูป ระบบที่ประกอบด้วนส่วนผสมของของเหลว 2 ชนิด ซึ่งผสมเข้ากันได้บางส่วน ถ้าเติมสารตัวที่ สามซึ่งสามารถละลายได้ในของเหลวทั้งสอง พื้นที่ curve ลดลง เพราะ เพิ่มการละลายเรียกว่า Blinding ถ้าลด การละลายเรียกว่า Salting out ระบบที่ ของเหลว 3 ชนิดผสมเข้ากันบางส่วน

(20)

การหาความเข้มข้นจากด้านสามเหลี่ยมโดยลากเส้นผ่านจุดที่ต้องการขนานด้าน BC ตัด AC ได้ความ เข้มข้นของ A หรือจะหาความเข้มข้นจากการใช้ความสูงของสามเหลี่ยมโดยใช้วิธีหาจากเส้นตั้งฉาก

100% B

100% A

100% C

B

C

A

(21)

ระบบที่ประกอบด้วยส่วนประกอบของของเหลว 3 ชนิด โดยมีของเหลว 2 ชนิดผสมเข้ากันได้ บางส่วน

น้ า-benzene จะผสมเข้ากันได้บางส่วนเท่านั้น เมื่อเติม alcohol ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ 3 ลงไป alcohol ละลายได้ดีทั้งในน้ าและbenzene ท าให้ benzene และน้ าละลายเข้ากันได้มากขึ้น

(22)

1.2 Partition

กฎของวัฎภาค (Phase Equibria and the Phase Rule)

แสดงความสัมพันธ์ของตัวแปรอิสระจ านวนน้อยที่สุดเช่นอุณหภูมิ ความเข้มข้น ความดัน กับวัฏภาค ต่างๆเช่น ของแข็ง ของเหลว และก๊าซ เมื่ออยู่ในสภาวะสมดุลและมีจ านวนของส่วนประกอบ (Component) ตามที่ก าหนดให้ โดยสามารถหาล าดับของความเป็นอิสระได้จากสูตร F = C – P + 2 F = Degree of freedom C = Component P = Phase ในการใช้กฎของวัฏภาค ถ้าพิจารณาน้ าหนักของก๊าซ เช่น ไอน้ า โดยก าหนดปริมาตรที่แน่นอนให้ แต่ก็เลียนแบบระบบนี้ได้ยาก ถ้าไม่ทราบอุณหภูมิ ความดัน หรือตัวแปรอื่นๆซึ่งแปรเป็นอิสระจากปริมาตร ของก๊าซ ท านองเดียวกัน ถ้าทราบอุณหภูมิของก๊าซ ต้องรู้ปริมาตร ความดัน หรือตัวแปรอื่นๆเพื่อบรรยาย ระบบอย่างสมบูรณ์ 1 phase : ความสัมพันธ์ระหว่างจ านวนของวัฏภาคและอันดับของความเป็นอิสระในระบบที่ ประกอบด้วยส่วนประกอบอันเดียวกันอธิบายได้ดังนี้ ระบบที่ประกอบด้วยส่วนประกอบอันเดียวคือ น้ า ถ้า อยู่ในสถานะก๊าซอย่างเดียว หรือของเหลวอย่าง หรือ ของแข็งอย่างเดียวอยู่บริเวณไหนก็ได้ภายในพื้นที่ที่ เป็นไอ , หรือของเหลว , หรือของแข็งนั้นๆ เช่น ระบบไอน้ าที่จุด D อันดับของความเป็นอิสระเท่ากับ 2(F = C-B + 2 = 1-1 +2 = 2) จัดเป็นระบบสองตัวแปร (bivarint,F = 2) ต้องก าหนดตัวแปร 2 ตัว คือ P2 และ T2 เพื่อนิยามระบบที่ต าแหน่งนั้นให้สมบูรณ์ T(C ̊ ) 0.098 T2 T1 P(mmHg) R O Solid Liquid A Gas E D C P1 P2 4.58 แผนภาพวัฏภาคของน ้า

(23)

2 phase : ระบบที่ประกอบด้วยน้ า ที่อยู่ใน 2 สถานะ คือ ก๊าซ – ของเหลว , หรือของเหลว – ของ แข็ง,หรือก๊าซ – ของแข็ง การใช้กฎของวัฏภาคกับระบบที่ประกอบด้วยส่วนประกอบอันเดียว อยู่บริเวณไหน ก็ได้ตามความยาวของเส้นระหว่างสองวัฏภาคคือ AO หรือ BO หรือ CO ในรูปแผนภาพวัฏภาคของน้ า เช่น ระบบน้ าเดือดที่จุด E บนเส้น OA อันดับของความอิสระเท่ากับ (F = C – B + 2 = 1 – 2 + 2 = 1) จัดเป็นระบบหนึ่งตัวแปร ( univariant,F = 1) จะต้องก าหนดตัวแปรหนึ่งตัว เช่น ก าหนด P1 หรือ T1 เพื่อนิยามระบบ E 3 phase : ระบบที่ประกอบด้วยน้ า ที่อยู่ใน 3 สถานะ คือ ก๊าซ-ของเหลว-ของแข็ง ที่จุด O ใน รูปแผนภาพวัฏภาคของน้ า ความเป็นอิสระเท่ากับ 0 (F = C – P + 2 = 1 – 3 + 2 = 0) จัดเป็นระบบไม่มี ตัวแปร (invariant,F=0) และอยู่ได้เฉพาะตรงจุดตัดกันของเส้นซึ่งเป็นขอบเขตของบริเวณวัฏภาคทั้งสาม นั้นคือ จุด O ซึ่งการเปลี่ยนแปลงตัวแปรใดเพียงตัวแปรเดียวก็มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของวัฏภาค จากกฎของวัฏภาคจะเห็นว่า เมื่อจ านวนส่วนประกอบเพิ่มขึ้นอันดับความเป็นอิสระจะเพิ่มขึ้น ด้วย แต่เมื่อจ านวนวัฏภาคเพิ่มขึ้น อันดับความเป็นอิสระจะลดลง แบบฝึกหัด 1. ระบบน้ า + ไอน้ า 2. ระบบเอทิลแอลกอฮอล์เหลว + ไอของมัน 3. ระบบน้ า + เอทิลแอลกอฮอล์เหลว + ส่วนผสมของไอ 4. ระบบน้ า + เบนซิลแอลกอฮอล์เหลว + ส่วนผสมของไอ ระบบที่ประกอบด้วยส่วนประกอบของของเหลว 2 ชนิดที่ผสมกันได้บางส่วน (Binary System) ตัวอย่างระบบที่เข้ากันได้บางส่วนคือ ฟีนอลและน้ า ปกติฟีนอลเป็นของแข็ง แต่เมื่อเติมในน้ าจุด หลอมเหลวลดลง ฟีนอลจึงละลายเกิดเป็นระบบที่ประกอบด้วยของเหลว 2 วัฏภาค จากแผนภาพของฟี นอลและน้ า จะเป็นเส้นโค้ง g b h c : f เรียกว่า bimodal curve ซึ่งเป็นระบบของเหลวที่เป็น 2 วัฏภาค ที่สมดุล ส่วนพื้นท่นอกเส้นโค้งเป็นของเหลววัฏภาคเดียว ถ้าเริ่มระบบของเหลวที่ 50oC เป็นน้ า 100% เมื่อเติมฟีนอลลงไป สารละลายยังคงเป็นระบบที่เป็นวัฏภาคเดียว จนกระทั้งถึงจุด b ระบบเริ่มแยกเป็น 2 ชั้น ที่จุดนี้เป็นชั้นน้ าอิ่มตัวด้วย ฟีนอล เมื่อวิเคราะห์ดูพบว่าในชั้นน้ ามีฟีนอลอยู่ 11% โดยน้ าหนัก ถ้า เติมฟีนอลไปเรื่อยๆโดยอุณหภูมิยังเท่าเดิม 50o ของเหลวยังคงแยกเป็น 2 ชั้น โดยชั้นบนเป็นชั้นน้ า ชั้น ล่างเป็น ฟีนอล จนถึงจุด C จะได้ชั้นฟีนอลอิ่มตัวด้วยน้ า ที่จุดนี้ในชั้นฟีนอลอยุ่ 63% โดยน้ าหนัก หลังจากจุดนี้ ฟีนอลที่เติมลงไปอีกจะไม่มีการแยกชั้นอีก จะได้ระบบวัฏภาคเดียว เมื่อลากเส้น bc ผ่าน บริเวณที่ของเหลวมี 2 วัฏภาคได้เส้นตรงเรียกว่าเส้น tie line เป็นเส้นตรงที่ลากต่อจุดอิ่มตัวของของเหลว 2 วัฏภาคที่สมดุล เส้นนี้จะขนานกับเส้นฐาน (base line) ระบบนี้เส้น tie line def จะเป็นของเหลว 2 วัฏภาคที่สมดุล โดยมีส่วนประกอบที่คงที่ คือในชั้นน้ ามีฟีนอล 11% โดยน้ าหนัก และมีน้ า 89% โดย น้ าหนัก คือเท่ากับจ านวนฟีนอลในชั้นน้ าที่จุด b และในชั้นฟีนอลจะมีฟีนอล 63% โดยน้ าหนัก และมีน้ า 37% โดยน้ าหนัก คือเท่ากับจ านวนฟีนอลในชั้นฟีนอลที่จุด C วัฏภาคทั้งสองที่แยกออกมาและมี

(24)

ส่วนประกอบคงที่ที่สมดุลนี้ เรียกว่า วัฏภาคควบคู่ (conjugate phases) หรือเรียกสารละลายควบคู่ (conjugate solution) หรือ สารละลายคอนโซลุท (consolute solution) ถ้าเพิ่มอุณหภูมิขึ้นเรื่อยๆของ ความเข้มข้นฟีนอลในน้ าและความเข้มข้นของน้ าในฟีนอลจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งอุณหภูมิถึงจุดหนึ่งที่จุด h คือ 66.8°C เป็นอุณหภูมิสูงสุดที่วัฏภาคทั้งสองยังคงอยู่ในสภาพสมดุลและมีจ านวนฟีนอลในแต่ละวัฏภาค เท่ากันคือ ประมาณ 34-35% โดยน้ าหนัก อุณหภูมินี้เรียกว่า อุณหภูมิของสารละลายวิกฤต (Critical solution temperature) หรืออุณหภูมิอัฟเปอร์คอนโซลุท (upper consolute temperature) เมื่อผสม น้ าและฟีนอลที่อุณหภูมิสูงกว่านี้ ฟีนอลและน้ าสามารถละลายเข้ากันได้ทุกอัตราส่วน เกิดเป็นวัฏภาคของ ของเหลวอันเดียว ตัวอย่าง ของผสมของฟีนอลและน้ าที่ 20oC มีส่วนประกอบทั้งหมดของฟีนอลเป็น 50 % เส้น tie line ที่อุณหภูมินี้ตัดเส้นโค้ง bimodal ที่จุดที่มีฟีนอล 8.4 และ 72.2%w/w ตามล าดับให้ค านวณหาน้ าหนัก ของชั้นน้ าและของชั้นฟีนอลในส่วนผสมนี้ 500 กรัมและหาว่ามีฟีนอลในแต่ละชั้นกี่กรัม เฉลย ในของผสม 100 g มีฟีนอล = 50% ในของผสม 500 g มีฟีนอล = 250 g สมมติให้ชั้นน้ ามีน้ าหนัก = X g ฉะนั้น ชั้นฟีนอลหนัก = 500 – x g %w/w of phenol in water 100 63% 11% T (C) 66.8 C 50 C f c d h b g Two phases 0 Tie line One phase Conjugate solution แผนภาพของวัฏภาคของระบบที่ประกอบด้วยน ้าและฟีนอล

(25)

ของผสมที่ 20̊C ในชั้นน้ า 100 g มีฟีนอล 8.4 g X g มีฟีนอล (8.4X/100) g ของผสมที่ 20̊C ในชั้นน้ า 100 g มีฟีนอล 72.2 g 500 - X g มีฟีนอล (72.2(500-X)/100) g (8.4X/100) + (72.2(500-X)/100) = 250 X = 174 g นั่นคือชั้นน้ ามีน้ าหนัก = 174 g ชั้นฟีนอลมีน้ าหนัก = 500 – 174 g = 326 g ชั้นน้ า 100 g มีฟีนอล = 8.4 g ชั้นน้ า 174 g มีฟีนอล = 8.4 x 174/100 g = 15 g ชั้นฟีนอลมีฟีนอล = 250 – 15 = 235 g ในระบบที่ประกอบด้วยส่วนผสมของของเหลว 2 ชนิด ซึ่งผสมเข้ากันได้บางส่วน ถ้าเติมสารตัวที่ สามซึ่งสามารถละลายได้ในของเหลวทั้งสอง อุณหภูมิของสารละลายวิกฤติและพื้นที่ภายใต้เส้น bimodal curve จะลดลง เพราะไปเพิ่มการละลายของของเหลวทั้งสองชนิดเข้าด้วยกัน เรียกระบบนี้ว่า การ blinding ตรงข้ามถ้าสารที่เติมลงไปละลายได้ในของเหลวเพียงชนิดเดียว อุณหภูมิของสารละลายวิกฤต และพื้นที่ภายใต้เส้นโค้งไบโนดาลจะเพิ่มขึ้น เพราะไปลดการละลายขอลของเหลงทั้ง 2 ชนิดนั้นลงเรียก ระบบนี้ว่า salting out แผนภาพของวัฏภาคนี้น าไปใช้ประโยชน์ในทางปฎิบัติ เช่น การเตรียมต ารับที่มีส่วนประกอบ มากกว่าหนึ่ง เพื่อให้ได้ต ารับที่มีวตภาคของของเหลวอันเดียวเท่านั้น ระบบที่ประกอบด้วยของเหลว 2ชนิด ผสมเข้ากันได้บางส่วน นอกจากฟีนอลและน้ า ได้แก่ น้ า-อะนิลีน(aniline), Carbondisulfide-methyl alcohol,Isopentane-Phenol,Methy alcohol- Cyclohexene,Isobutyl alcohol – น้ า

ของเหลวบางชนิดผสมเข้ากันได้ดีเมื่อลดอุณหภูมิต่ าลง ฉะนั้นระบบนี้จะแสดงอุณหภูมิของ สารละลายวิกฤติลดต่ าลง (lower consolute temperature) ซึ่งภายใต้อุณหภูมินี้ของเหลวทั้งสองชนิด ละลายเข้ากันได้ทุกส่วน แต่เหนืออุณหภูมินี้จะแยกเป็นของเหลว 2 วัฏภาค ตัวอย่าง T (C) X Lower consolute temperature %w/w of TEA in water T ( C) T (C) Low er Upper CST %w/w of Phenol Blind ing Salti

(26)

ng-ระบบที่ประกอบด้วยส่วนประกอบของของเหลว 3 ชนิด ที่ผสมเข้ากันได้บางส่วน (Ternary System) ระบบที่ประกอบด้วยของเหลว 3 ชนิดแต่มี 1 วัฏภาค ค่าอันดับของความเป็นอิสระ F = C – P + 2 = 3 – 1 + 2 = 4 คือ อุณหภูมิ ความดัน และความเข้มข้นของส่วนประกอบ 2 ส่วน ถ้าก าหนดให้ อุณหภูมิ และความดันคงที่ อันดับความอิสระจะเหลือเพียงความเข้มข้นของส่วนประกอบ 2 ส่วนเท่านั้น เพราะผลบวกของทั้ง 2 ส่วน แผนภาพของวัฏภาคที่ใช้กับระบบที่มีส่วนประกอบ 3 ส่วน จะใช้กระดาษ กราฟรูปสามเหลี่ยม โดยก าหนดให้มุมทั้ง 3 มุม หรือ ยอดสามเหลี่ยมแทน 100% โดยน้ าหนักของ ส่วนประกอบหนึ่งชนิด คือ A,B หรือ C ฉะนั้น ยอดสามเหลี่ยมอันเดียวกันนี้จะแทนศูนย์เปอร์เซนต์ของอีก สองส่วนประกอบ สามารถหาความเข้มข้นของส่วนประกอบทั้งสามได้สองวิธีคือ

วิธีที่1 การหาความเข้มข้นโดยใช้ด้านของรูปสามเหลี่ยม เรียกว่าวิธีหาจากด้าน (plotting on the side)

โดย 1. ถ้าลากเส้นผ่านจุดที่ต้องการหาความเข้มข้นของส่วนประกอบทั้งสามและขนานกับด้าน BC ตัดด้าน AC จะได้ความเข้มข้นของA 2. ถ้าลากเส้นผ่านจุดที่ต้องการหาความเข้มข้นของส่วนประกอบทั้งสามและขนานกับด้าน AC ตัดด้าน AB จะได้ความเข้มข้นของB 3. ถ้าลากเส้นผ่านจุดที่ต้องการหาความเข้มข้นของส่วนประกอบทั้งสามและขนานกับด้าน AB ตัดด้าน BC จะได้ความเข้มข้นของC การลากเส้นขนานผ่านจุดที่ต้องการหาความเข้มข้นของส่วนประกอบทั้งสามให้ลากเส้นขนานหาแค่สอง ส่วนประกอบก็พอ 100 % 100 % 100 % C A B

(27)

วิธีที่2 หาความเข้มข้นโดยใช้ความสูงของสามเหลี่ยม เรียกว่า วิธีหาจากเส้นตั้งฉาก (plotting on the perpendicular) โดยใช้ความสูงของสามเหลี่ยม ก าหนดเป็น 100% ฉะนั้นจากจุดที่ต้องการหาความ เข้มข้นของส่วนประกอบทั้งสามถ้าลากเส้นตั้งฉากไปยัง AB จะได้ความเข้มข้นของ C, ถ้าลากเส้นตั้งฉากจาก จุดที่ต้องการหาความเข้มข้นของส่วนประกอบทั้ง 3 ไปยังBC จะได้ความเข้มข้นของA ,ถ้าลากเส้นตั้งฉากจาก จุดที่ต้องการหาความเข้มข้นของส่วนประกอบทั้ง 3 ไปยังCA จะได้ความเข้มข้นของB ถ้าระบบที่ประกอบด้วยของเหลว 3 ชนิด โดยมีของเหลว 2 ชนิดผสมเข้ากันได้บางส่วน ได้แก่ A คือ น้ า และ C คือ Benzene เมื่อเติม Benzene ลงในน้ า ถ้าเติมเพียงเล็กน้อย benzene จะละลายเข้าเป็น เนื้อเดียวกันกับน้ า จนถึงจุดหนึ่งที่อิ่มตัวด้วย benzene แล้ว ถ้าเติม benzene อีก จะเกิดการแยกชั้น ออกมา และเมื่อเติมไปเรื่อยๆจะเกิดชั้นของ benzene มากขึ้นจนถึงจุดหนึ่งที่เป็น benzene ที่อิ่มตัวด้วย น้ า และเปลี่ยนเป็นชั้นของ benzene ตลอดไป จากรูป ถ้าเติมเอทิลแอลกอฮอล์ซึ่งเป็นของเหลวตัวที่สามลงไป แอลกอฮอล์นี้สามารถละลายได้ทั้ง ในเบนซีนและน้ า ถ้าเติมแอลกอฮอล์ลงไปจนส่วนประกอบทั้งหมดอยู่ที่จุด d ซึ่งอยู่บนเส้น tie line – ef ส่วนประกอบทั้งสามยังคงแยกเป็นสองขั้น คือ ชั้นน้ าและชั้นของเบนซีน ซึ่งมีส่วนประกอบเท่ากับจุด e และ f ตามล าดับ เส้นเชื่อม ef ไม่ขนานกับเส้นฐานเหมือนในระบบที่ประกอบสารทั้งสองที่ผสมเข้ากันได้ 100% B 100% C 100% A 30% A 40% B 100% C 100% B 100% A 40% A 40% B

(28)

บางส่วน เนื่องจากสารตัวที่ 3(alcohol) ละลายในของเหลวทั้งสองไม่เท่ากัน แต่ถ้าสารตัวที่สามที่เติมลงไป นั้นละลายในของเหลวทั้งสองได้เท่ากัน เส้น tie line จะขนานกับเส้นฐาน

ถ้าเติมแอลกอฮอล์ต่อไปจนถึงจุด g ส่วนประกอบยังคงแยกเป็นสองชั้นที่สมดุลเท่ากับจุด h และ i ซึ่ง hi เป็นเส้น tie line เช่นกัน ถ้าเติมแอลกอฮอล์ไปเรื่อยๆ เส้น tie line จะสั้นเข้า จนกระทั้งเส้น tie line หายไป ส่วนประกอบของทั้ง 2 วัฏภาคจะเท่ากันที่จุดนี้เรียกว่า เพลทพอยท์ (plait point) หลังจากจุดนี้ ถ้าเติมแอลกอฮอล์ลงไปของเหลวทั้งสามจะกลายเป็นของเหลววัฏภาคเดียว ไม่แยกชั้น การ เติมแอลกอฮอล์ลงไปแล้วให้ของผสมเป็นเนื้อเดียวกัน ต้องดูอัตราส่วนของของเหลวที่เข้ากันบางส่วน 2สาร (A และ C) เส้นโค้ง a e h l m n I f c เรียกว่า absolute curve หรือ bimodal curve บริเวณนอก bimodal curve รวมทั้งบนเส้น bimodal curve จะเป็นของเหลวที่มีหนึ่งวัฏภาค ส่วนภายใน bimodal curve เป็นของเหลวสองวัฏภาค และการที่เส้นเชื่อมมันสูงไปทางขวามือ แสดงว่า ส่วนประกอบ B ละลาย ในชั้น C ได้มากกว่า A เมื่อเปรียบเทียบระบบที่ประกอบด้วยของเหลว 2 ชนิด ผสมเข้ากันได้บางส่วน เช่น ฟีนอลและน้ า การเพิ่มอุณหภูมิ ท าให้วัฏภาคควบคู่ผสมรวมเข้าเป็นเนื้อเดียวกันได้ เรียกวิธีนี้ว่า ผลจากอุณหภูมิ (temperature effect) แต่ระบบที่ประกอบด้วยของเหลว 3 ชนิด คือ การเติมของเหลวชนิดที่สามซึ่งสาม รถละลายได้ในของเหลวสองชนิด ที่ผสมเข้ากันได้บางส่วน จนท าให้ของเหลวทั้งสองผสมเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ได้ เรียกวิธีนี้ว่า ผลจากตัวท าละลาย (solvent effect) ส่วนของเหลวที่เติมลงไปช่วยเพิ่มการละลาย เรียกว่า ตัวท าละลายร่วม (cosolvent) หรือสารผสม (blending agent) ตามตัวอย่างที่กล่าวมาแล้ว คือ การเติม แอลกอฮอล์ลงในส่วนผสมของเบนซีนและน้ าจะเขียนแผนภาพรูปสามเหลี่ยมของของเหลว 3 ชนิด ภายใต้ความดันและอุณหภูมิที่คงที่ได้ดังกล่าวแล้ว แต่ในความเป็นจริงอุณหภูมิมีผลต่อการละลายของ สาร ดังนั้นถ้าอุณหภูมิมีการเปลี่ยนแปลงจะเกิดผลต่อแผนภาพร)สามเหลียมคือ พื้นที่ภายใต้เส้น bimodal curve จะลดน้อยลง เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น

References

Related documents

According to STAR Results' global 2015 STAR Sales Manager Survey, the number one area of focus for sales leaders

By using naïve bayes data mining technique, Heart disease prediction system is developed. The system extracts hidden knowledge from a heart disease database from

Although sequence divergences between Bx and other potential subgenotypes were mostly greater than 4%, the phyl- ogeny did not support Bx to be a novel subgenotype in that it did

In the intelligent security module, the cloud computing and cloud storage platform can be used as the basis, to effectively offer the support to the large video surveillance

loans, they have required undertakings from the host government to make subordinated loans to the project company sufficient to guarantee senior debt service through

Media Navigation Center COMAND Online Universal Media Interface

Při zajišťování devizového rizika jsou atraktivní také forwardové kontrakty, které představují zafixování ceny podkladového aktiva, v tomto případě

The program can visualize gaze data, create realtime QuickTime movies, convert data to ILAB, and calculate the number of fixations and total fixation durations in regions of