• No results found

บทท 1 การใช งานเบ องต น

N/A
N/A
Protected

Academic year: 2021

Share "บทท 1 การใช งานเบ องต น"

Copied!
72
0
0

Loading.... (view fulltext now)

Full text

(1)

1

บทที่

1

การใชงานเบื้องตน

เรียกใชงานโปรแกรม

Microsoft Excel

1. คลิกปุม Start menu บนทาสกบารจากนั้นคลิกเมาสที่ All Program

2. คลิกเมาสที่ Microsoft Word หรือกรณีที่มีไอคอนของโปรแกรม Microsoft Word อยูบน เดสกทอปก็สามารถดับเบิลคลิกที่ไอคอนไดทันที

สวนประกอบตาง

ของ

Word 2003

Restore Close Vertical Scroll Bar

Horizontal Scroll Bar Ruler Toolbar Options Formatting Toolbar Standard Toolbar Tab Menu Bar Title Bar Minimize Toolbar Options Status Bar

(2)

2

ชื่อสวนประกอบ ความหมาย

Title Bar แสดงชื่อไฟลที่ใชงานในขณะนั้น

Menu Bar รวบรวมคําสั่งทั้งหมดใน Excel

Tool Bar แถบเครื่องที่ชวยใหใชงานใน Excel สะดวกขึ้น

Formula Bar ใชแสดงหรือแกไขขอมูลในเซลล Name Box แสดงชื่อเซลลที่กําลังถูกเลือก Column Heading แสดงชื่อของคอลัมน Row Heading แสดงชื่อของหัวแถว Worksheet Area พื่นที่สําหรับใชงาน Sheet Tab แสดงชื่อชีตใชงาน Status Bar แถบแสดงสถานะ

Vertical/Horizontal Scroll Bar ใชเลื่อนดูขอมูลดายบน/ลาง, ซาย/ ขวา

ใชงานเมนูและทูลบาร

เมนูบาร(Menu Bar) : เปนชุดของคําสั่งโดยแยกเปนหมวดหมูเพื่อใหสะดวกในการเรียกใชงาน ทูลบาร(Tool Bar) : เปนปุมคําสั่งเพื่อใหผูใชงานไดทํางานดวยความสะดวกรวดเร็วกวาที่จะ เรียกใชคําสั่งจากเมนูบารโดยทูลบารจะมีอยูหลายทูลบารโดยมักจะเรียกใชขึ้นมาใหเหมาะสมกับ ลักษณะของงานที่จะทําเชนถาตองการสรางกราฟก็จะตองเรียกใชงานทูลบารChart เปนตน

แสดงทุกคําสั่งในแตละเมนู

1. คลิกเมนู Tools เลือกคําสั่ง Customize 2. ที่แถบ Options ใหยกเลิกตัวเลือกแลวคลิกปุม Close
(3)

3

แยกทูลบาร

Standard

และ

Formatting

1. คลิกเมนู Tools เลือกคําสั่ง Customize

2. ยกเลิกตัวเลือก Standard and Formatting toolbars share two row แลวคลิกปุม Close

ซอนและแสดงทูลบาร

1. คลิกเมนู View เลือกคําสั่ง Toolbar หรือคลิกเมาสขวาบริเวณทูลบาร 2. จากนั้นเลือกชื่อทูลบารที่ตองการซอนหรือแสดงโดยทูลบารที่กําลังถูกแสดงอยูจะมีเครื่องหมาย ถูกอยูขางหนา

ปดโปรแกรม

Microsoft Excel

วิธีการปดหรือออกจากโปรแกรม Excel มีอยูหลายวิธีดวยกันแตสําหรับวิธีที่งายที่สุดคือการคลิกที่ ปุม Close ที่อยูในแนวเดียวกันกับ Title Bar ดังรูป
(4)

4

บทที่

2

การปอนและแกไขขอมูล

ปอนขอมูล

1. เลือกเซลลที่ตองการจะปอนขอมูล 2. พิมพขอมูลตามที่ตองการเมื่อพิมพเสร็จใหกดแปน Enter แตถาตองการจะยกเลิกใหกดแปน Esc

แกไขขอมูล

วิธีการแกไขขอมูลมีอยู 2 วิธีหลักคือ 1. เลือกเซลลที่ตองการจะแกไขจากนั้นใหกดแปนพิมพ F2 2. ดับเบิลคลิกเมาสไปยังเซลลที่ตองการจะแกไข

ใชคําสั่ง

Undo

การใชคําสั่ง Undo หมายถึงเปนการยกเลิกการทํางานใน Excel จากครั้งลาสุดถอยหลังกลับไปซึ่ง จะสามารถ Undo ไดถึง 16 ครั้งโดยวิธีการใช Undo คือใหคลิกที่ปุม Undo บนทูลบาร

เลือกเซลลมากกวา

1

เซลล

เลือกเซลลที่อยูติดกัน

(5)

5

เลือกเซลลที่ไมอยูติดกัน

ƒ เลือกเซลลแรกที่ตองการจากนั้นกดแปน Ctrl คางไวแลวทําการคลิกเมาสไปยังเซลลอื่นๆที่ ตองการตอไปจนครบจํานวนเซลลตามที่ตองการจึงคอยปลอยแปน Ctrl

ยายขอมูลใน

เซลล

ยายดวยคําสั่ง

Cut & Paste

1. เลือกเซลลที่ตองการจะยายจากนั้นคลิกเมนู Edit แลวเลือกคําสั่ง Cut หรือคลิกที่ปุม Cut บนทูลบาร 2. เลือกเซลลปลายทางที่ตองการจะนําขอมูลไปวางจากนั้นคลิกเมนู Edit แลวเลือกคําสั่ง Paste หรือคลิกปุม Paste บนทูลบาร

ยายดวยการลากเมาส

1. เลือกเซลลที่ตองการจะยายชี้เมาสไปยังบริเวณขอบดานใดดานหนึ่งของเซลลที่ไดเลือกไว 2. จากนั้นใชเมาสลากไปยังตําแหนงที่ตองการแลวปลอยเมาส

กอบปขอมูล

1. เลือกเซลลที่ตองการจะกอบปแลวคลิกเมนู Edit แลวเลือกคําสั่ง Copy หรือคลิกปุม Copy บนทูลบาร

(6)

6 3. กดแปน Enter หรือถาตองการจะกอบปไปยังเซลลอื่นๆอีกหลายเซลลใหใชวิธีการคลิกเมนู

Edit แลวเลือกคําสั่ง Paste หรือคลิกปุม Paste บนทูลบารจะทําใหสามารถ Paste ไปไดเรื่อย ๆจนกวาเสนที่อยูลอมรอบขอมูลที่กอบปนั้นจะหายไป (โดยเสนที่อยูลอมรอบจะหายไปก็ ตอเมื่อมีการกดแปน Esc หรือมีการทํางานอยางอื่นเขามาแทนที่) เซล ล ที่ ถู ก ก อ บ ป จ ะ ยั ง สามารถPaste ไปไดเรื่อยๆ เมื่อเสนประยังปรากฏอยู

เทคนิคการกอบปขอมูล

กอบปขอมูลดวย

AutoFill Handle

1. เลือกเซลลตนแบบที่ตองการจะกอบป 2. จากนั้นชี้เมาสไปที่จุด AutoFill (มุมขวาลางของเซลลที่เลือกไว) 3. จากนั้นใชเมาสลากไปในทิศทางที่ตองการโดยจะสามารถลากไดเพียงทีละ 1 ทิศทางเทานั้น AutoFill Handle
(7)

7

กอบปขอมูลดวย

Ctrl + Enter

1. เลือกพื้นที่เซลลทั้งหมดที่ตองการกอนที่จะพิมพขอมูลที่จะกอบปพิมพขอมูลตามที่ตองการ 2. จากนั้นกดแปน Ctrl + Enter จะทําใหสิ่งที่พิมพปรากฏอยูในทุกเซลลที่ไดเลือกไวกอนที่จะ พิมพ

ปอนขอมูลที่ซ้ํากันดวย

AutoComplete

การปอนขอมูลดวย AutoComplete นั้นจะชวยลดการปอนขอมูลที่ซ้ํากันโดยมีขอจํากัดวาจะตอง เปนขอมูลที่อยูในคอลัมนเดียวกันและไมมีการเวนบรรทัด ซึ่งวิธีการเพียงแคเริ่มพิมพตัวอักษร เริ่มตนโปรแกรมก็จะทําการใสตัวอักษรที่เหลือมาใหจากนั้นก็เพียงแคกดแปน Enter เชนถาคุณ เคยพิมพคําวา Windows มาแลวในเซลล A1 และคุณตองการจะพิมพคําวา Windows อีกครั้งใน เซลลตอมาคุณก็เพียงแคพิมพ W โปรแกรมก็จะทําการพิมพตัวที่เหลือมาใหแตถาหากวามีคําอื่นๆ ที่มีตัวอักษรขึ้นตนเหมือนกันก็จะตองพิมพตัวอักษรตัวตอไปเชน ถามีทั้งคําวา Windows และ Word ถาคุณพิมพ W AutoComplete จะไมแสดงเพราะฉะนั้นคุณจะตองพิมพ Wi หรือ Wo เพื่อระบุ วาตองการจะพิมพคําใดดังรูป

ยกเลิกการใชงาน

AutoComplete

กรณีที่ตองการยกเลิกการทํางานของ AutoComplete สามารถทําไดโดย 1. คลิกเมนู Tools เลือกคําสั่ง Options

2. คลิกแถบ Edit จากนั้นยกเลิกตัวเลือก Enable AutoComplete for Cell Values แลวคลิกปุม OK

(8)

8

ปอนขอมูลที่ซ้ํากันดวย

Pick from list

ลักษณะการทํางานของ Pick from list จะเหมือนกันกับ AutoComplete เพียงแตไมจําเปนตองพิมพ ตัวอักษรตัวแรกแตเพียงแคกดแปน Alt + Down Arrow (ลูกศรลง) ก็จะมีรายการขอมูลที่เคยพิมพ มาแลวในคอลัมนเดียวกันปรากฏออกมาจากนั้นก็เพียงเลือกขอมูลที่ตองการ

ปอนขอมูลแบบตอเนื่องดวย

AutoFill

1. คลิกเมาสในเซลลที่ตองการปอนขอมูลพิมพขอมูลเริ่มตนเชน January 2. เลือกเซลลที่ไดพิมพขอมูลเริ่มตนจากนั้นใชเมาสชี้ที่จุด AutoFill ของเซลลนั้นแลวลากเมาสไป ในทิศทางที่ตองการเพียงทิศใดทิศหนึ่งเชนลากลง หรือลากไปทางขวา

สรางชุดขอมูลดวย

Custom Lists

1. คลิกเมนู Tools เลือกคําสั่ง Options จากนั้นคลิกแถบ Custom Lists 2. พิมพรายการขอมูลในชอง List Entries จากนั้นคลิกปุม Add และคลิกปุม OK

(9)

9

ลบรายการขอมูลออกจาก

Custom Lists

1. คลิกเมนู Tools เลือกคําสั่ง Options จากนั้นคลิกแถบ Custom Lists 2. เลือกรายการที่ตองการจะลบจากชอง Custom lists แลวคลิกปุม Delete

(10)

10

บทที่

3

การใชงานแถว

(Row)

และคอลัมน

(Column)

ความหมายของแถวและคอลัมน

Row หมายถึงแนวนอนที่ปรากฏอยูในเวิรกชีต Column หมายถึงแนวตั้งที่ปรากฏอยูในเวิรกชีต Row Column

เลือกแถวและคอลัมน

ในแตละแถวหรือคอลัมนจะมีชื่อกํากับไวโดยถาเปนคอลัมนก็จะมีตัวอักษรภาษาอังกฤษกํากับไว เชนคอลัมน A สวนแถวก็จะมีตัวเลขกํากับไวเชนกันเชนแถวที่ 1 ซึ่งหัวแถวหรือหัวคอลัมนนั้นเรา จะเรียกวา Row Heading และ Column Heading เพราะฉะนั้นถาหากตองการเลือกขอมูลแถวใด หรือคอลัมนใดก็เพียงใชเมาสคลิกไปที่หัวแถวหรือหัวคอลัมนที่ตองการ

เลือกแถวและคอลัมนแบบตอเนื่อง

(11)

11

เลือกแถวและคอลัมนแบบไมตอเนื่อง

ƒ เลือกแถวหรือคอลัมนเริ่มตนที่ตองการจากนั้นกดแปน Ctrl คางไวแลวใชเมาสคลิกไปที่แถว หรือคอลัมนตอไปจนครบตามจํานวนที่ตองการจึงปลอยแปน Ctrl

ปรับความกวางคอลัมนและความสูงของแถว

โดยปกติสวนใหญและจะไมคอยนิยมปรับความสูงของแถวเพราะเนื่องจากวาความสูงของแถวจะ ปรับเองตามขนาดของตัวอักษรสวนคอลัมนเมื่อเราพิมพขอความเกินความกวางของคอลัมนเรา จะตองขยายเองโดยมีวิธีดังนี้ ƒ ชี้เมาสดานขวาของเสนแบงคอลัมนเชนถาตองการจะขยายคอลัมน A ก็จะตองชี้เมาสไปที่ ดานขวาของคอลัมน A จากนั้นใชเมาสลากไปทางดานขวาเพื่อขยายความกวางของคอลัมนถา ตองการยอใหลากเมาสไปทางซายแตถาตองการใหปรับความกวางคอลัมนใหพอดีกับขอความ ในคอลัมนนั้นๆใหดับเบิลคลิกที่เสนแบงคอลัมนที่กําลังชี้เมาสอยู

ลบแถวและคอลัมน

ƒ เลือกแถวหรือคอลัมนที่ตองการจะลบ ƒ คลิกเมนู Edit หรือคลิกเมาสปุมขวาที่คอลัมนที่จะลบแลวเลือกคําสั่ง Delete
(12)

12

ซอน

/

แสดงแถวและคอลัมน

ƒ เลือกแถวหรือคอลัมนที่ตองการจะซอน

ƒ คลิกเมนู Format เลือกคําสั่ง Row ถาตองการซอนแถวหรือเลือกคําสั่ง Column ถาตองการ ซอนคอลัมนจากนั้นเลือกคําสั่ง Hide (หรือสามารถคลิกเมาสขวาที่แถวหรือคอลัมนที่ตองการ จะซอนแลวเลือกคําสั่ง Hide)

ƒ ถาตองการจะยกเลิกการซอนใหเลือกแถวหรือคอลัมนใหครอบคลุมแถวหรือคอลัมนที่ถูกซอน อยูจากนั้นคลิกเมนู Format แลวเลือกคําสั่ง Row หรือ Column ตามแนวที่เลือกไวแลวเลือก คําสั่ง Unhide

(13)

13

บทที่

4

การใชงานเวิรกชีต

(Worksheet)

เปลี่ยนชื่อเวิรกชีต

1. เลือกชีตที่ตองการจะเปลี่ยนชื่อ 2. ดับเบิลคลิกที่ชื่อชีตที่เลือกไวจากนั้นพิมพชื่อชีตใหมที่ตองการแลวกดแปน Enter

เพิ่มจํานวนเวิรกชีต

ƒ คลิกเมนู Insert แลวเลือกคําสั่ง Worksheet ƒ ชีตใหมที่ถูกเพิ่มหรือแทรกขึ้นมาจะปรากฏอยูหนาเวิรกชีตที่เลือกไวกอนจะใชคําสั่ง Insert เชน ถาตอนแรกเลือกชีตที่ Sheet3 ชีตที่ถูกแทรกมาใหมก็จะอยูหนา Sheet3

เคลื่อนยายเวิรกชีต

ƒ เลือกชีตที่ตองการจะยายจากนั้นใชเมาสลากไปยังตําแหนงที่ตองการโดยสังเกตจากปุม สามเหลี่ยมสีดําจะเปนสัญลักษณบอกถึงตําแหนงที่จะนําชีตไปวาง

ลบเวิรกชีต

ƒ เลือกชีตที่ตองการจะลบ

ƒ คลิกเมนู Edit แลวเลือกคําสั่ง Delete Sheet

การกอบปขอมูลทั้งเวิรกชีต

ƒ เลือกชีตที่ตองการจะกอบป

ƒ จากนั้นใชเมาสลากชีตที่จะกอบปพรอมกดแปน Ctrl จะเปนการกอบปเวิรกชีต ƒ จากนั้นปลอยเมาสและปลอยแปน Ctrl ชื่อชีตจะมีตัวเลขอยูในวงเล็บเพื่อไมใชมีชื่อชีต

(14)

14

ระบุจํานวนเวิรกชีตเมื่อสรางเอกสารใหม

1. คลิกเมนู Tools เลือกคําสั่ง Options

2. คลิกแถบ General จากนั้นระบุจํานวนเวิรกชีตเริ่มตนที่ตองการในชอง Sheet in new workbook แลวคลิกปุม OK โดยสามารถกําหนดไดมากสุดคือ 255 ชีต

(15)

15

บทที่

5

การใชงานเวิรกบุค

(Workbook)

สรางเวิรกบุคใหม

1. คลิกเมนูFile แลวเลือกคําสั่งNew 2. คลิก Blank Document หรือคลิกที่ไอคอน

สรางเอกสารใหมจาก

Template

ของโปรแกรม

Excel

1. คลิกเมนู File เลือกคําสั่ง New 2. เลือกแถบ On my computer… 3. เลือกแถบที่ตองการเรียกใช Template เนื่องจากโปรแกรมจะแยก Template ออกเปน หมวดหมู 4. เลือกไอคอนของ Template ที่ตองการใชงาน แลวคลิกปุม OK
(16)

16

บันทึกเวิรกบุค

1. คลิกเมนู File เลือกคําสั่ง Save หรือคลิกปุม Save บนทูลบาร 2. ตั้งชื่อไฟลไมเกิน 255 ตัวอักษรในชอง File name แลวคลิกปุม Save

บันทึกเวิรกบุคเดิมเปนชื่อใหม

1. คลิกเมนู File เลือกคําสั่ง Save As

(17)

17

ปดเวิรกบุค

ƒ คลิกเมนู File แลวเลือกคําสั่ง Close หรือคลิกปุม Close บนทูลบาร

เปดเวิรกบุคเกาขึ้นมาแกไข

1. คลิกเมนู File แลวเลือกคําสั่ง Open หรือคลิกปุม Open บนทูลบาร 2. เลือกชื่อไฟลที่ตองการจากนั้นเลือกตัวเลือกในการเปดไฟลขึ้นมาจากปุม Open

(18)

18

บทที่

6

การสรางสูตรคํานวณ

ลําดับและเครื่องหมายที่ใชในการคํานวณ

การคํานวณใน Excel จะคํานวณตามลําดับความสําคัญของเครื่องหมายโดยจะเริ่มตํานวณตั้งแต เครื่องหมายดังตอไปนี้ ƒ ( ) เครื่องหมายวงเล็บ ƒ ^ เครื่องหมายยกกําลัง ƒ * / เครื่องหมายคูณและหาร ƒ + - เครื่องหมายบวกและลบ

สรางสูตรโดยอางอิงตําแหนงเซลล

ทุกครั้งที่จะทําการสรางสูตรคํานวณจะตองเริ่มตนดวยเครื่องหมาย = เสมอจากนั้นก็ตามดวยเซลล หรือตัวเลขเริ่มตนที่ตองการจะนํามาคํานวณตามดวยเครื่องหมายในการคํานวณและสุดทายคือ เซลลหรือตัวเลขที่จะใชเปนตัวคํานวณอีกตัวเลขจากนั้นกดแปน Enter ก็จะไดผลลัพธที่ถูกตองดัง ภาพตัวอยาง

การคํานวณอางอิงตําแหนงเซลลแบบ

Relative

โดยปกติเวลาที่เราสรางสูตรนั้นจะไมนิยมพิมพเปนตัวเลขเขาไป เชนถามีตัวเลข 1000 อยูในเซลล A1 และเลข 9 อยูในเซลล B1 ถาหากตองการจะเอาเลขทั้งสองตัวนี้มาคูณกันเราจะไมสรางสูตร =1000*9 แตเราจะสรางสูตรเปน =A1*B1 เนื่องจากวาถาหากวาในเซลล A1 หรือ B1 มีการ เปลี่ยนแปลงคาก็จะทําใหผลลัพธเปลี่ยนไปตามโจทยโดยอัตโนมัติและถาหากวาในบรรทัดอื่นๆ หรือเซลลอื่นๆที่มีสูตรเหมือนกันก็สามารถที่จะกอบปสูตรดังกลาวไปไดทันทีโปรแกรมก็จะทําการ เปลี่ยนตําแหนงเซลลใหโดยอัตโนมัติเชนในชอง D3 เราสรางสูตร B3*C3 ถาหากกอบปเซลล D3 ลงไปไวที่ D4 สูตรก็จะเปลี่ยนเปน B4*C4 และถาหากกอบปลงไปเซลลอื่นๆ อีกก็จะเปลี่ยนสูตร ลักษณะนี้ไปเรื่อยๆโดยอัตโนมัติซึ่งจะเปนความสัมพันธหรือที่เรียกวา Relative
(19)

19

การคํานวณอางอิงตําแหนงเซลลแบบ

Absolute

ลักษณะการสรางสูตรแบบ Relative นั้นจะเหมาะสําหรับสูตรที่มีการยืดหยุนไปตามเซลลที่เราได กอบปสูตรแตถาหากกรณีที่เราตองการจะกําหนดใหเซลลใดเซลลหนึ่งเปนคาคงที่ไวนั้นโดยที่เวลา กอบปสูตรไปไวที่ไหนก็ตามเซลลนั้นก็จะตองคงที่ตลอดเวลาซึ่งเราสามารถล็อคเซลลนั้นไวไดโดย ในขณะที่สรางสูตรนั้นเมื่อไดคลิกเซลลที่จะลอคเรียบรอยแลวใหกดแปน F4 ทันทีเซลลนั้นก็จะถูก ล็อค เชนในเซลล E3 ตองการจะสรางสูตร D3*C1 แตตองการกําหนดให C1 เปนคาคงที่เมื่อสราง สูตรและหลังจากที่คลิกที่เซลล C1 เรียบรอยแลวใหกดแปน F4 ทันที่โปรแกรมก็จะทําการใส เครื่องหมาย $ ไวที่เซลล C1 เปน $C$1 นั่นหมายถึงเซลลนี้ไดถูกล็อคไวเรียบรอยแลวนั่นเองและ ถาหากวามีการกอบปสูตรไปยังเซลลอื่น ๆเชน E4 สูตรก็จะเปลี่ยนเปน D4*$C$1 ลักษณะการ สรางสูตรที่มีเซลลใดเซลลหนี่งเปนคาคงที่นั้นเราจะเรียกวา Absolute

กอบปสูตร

วิธีการกอบปสูตรมีอยูหลายวิธีดวยกันอาจจะกอบปเหมือนการกอบปขอมูลธรรมดาดวยคําสั่ง Copy & Paste ก็ไดหรือจะใชเทคนิคในการกอบปสูตรดวย AutoFill Handle หรือ Ctrl + Enter ก็ไดอีก เชนกัน

ดูผลลัพธจากการคํานวณดวย

AutoCalculate

ในกรณีที่มีขอมูลตัวเลขอยูหนึ่งชุดและตองการจะดูผลลัพธโดยที่ไมตองสรางสูตรก็สามารถทําได โดยเปนการทํางานของ AutoCalculate เพียงแคใชเมาสเลือกพื้นที่เซลลของขอมูลตัวเลขที่ตองการ จะดูผลลัพธและสามารถดูผลลัพธไดที่ชองดานลางของ Status Bar ไดดังรูป

(20)

20

เปลี่ยนฟงกชันใน

AutoCalculate

โดยเริ่มตนแลวคําสั่ง AutoCalculate จะตั้งไวที่ฟงกชัน Sum แตถาหากตองการจะดูผลลัพธจาก AutoCalculate เปนฟงกชันอื่นๆเชน Average, Max, Min, Count, Count Nums สามารถทําได โดยคลิกเมาสปุมขวาตรงตําแหนงที่แสดงผลลัพธจากนั้นใหเลือกฟงกชันที่ตองการ ถาหากไม ตองการใหแสดงผลลัพธใหเลือก None

ใช

AutoSum

ในการหาผลรวม

กรณีที่เราตองการรวมคาของตัวเลขจากหลายๆเซลลถาหากจะสรางสูตรโดยนําเซลลแตละเซลลมา + กันอาจจะทําใหไมสะดวกเทาไรนักจึงมีฟงกชัน Sum ที่ใชในการหาผลรวมของตัวเลขโดยเฉพาะ โดยวิธีการใชงานมีดังนี้ 1. เลือกเซลลที่ตองการจะใสผลลัพธ 2. คลิกที่ปุม Auto Sum บนทูลบาร 3. เลือกพื้นที่เซลลของขอมูลที่จะนําตัวเลขมารวมกันแลวกดแปน Enter
(21)

21

Condition Sum

1. เลือกพื้นที่เซลลทั้งหมดที่จะสรางเงื่อนไขและทําการหาผลรวม (หามเลือกเกินพื้นที่ที่จะใช) 2. คลิกเมนู Tools แลวเลือกคําสั่ง Condition Sum เลือกพื้นที่ที่จะสรางเงื่อนไขและหาผลรวมแลว

คลิกปุม Next

3. กําหนดคอลัมนที่จะทําการรวมตัวเลขที่ชอง Column to Sum

4. กําหนดเงื่อนไขที่ตองการในบรรทัดตอมาแลวคลิกปุม Add Condition ถาตองการยกเลิก เงื่อนไขใดทิ้งก็ใหเลือกเงื่อนไขที่ไมตองการในรายการแลวคลิกปุม Remove Condition จากนั้น คลิกปุม Next

(22)

22 5. เลือกรูปแบบการแสดงผลลัพธวาตองการจะใหแสดงเฉพาะผลลัพธอยางเดียวหรือตองการให

แสดง Parameter ออกมาดวยในกรณีนี้เลือกแบบหัวขอที่ 2 คือแสดง Parameter ออกมาดวย

6. เลือกตําแหนงเซลลที่จะนํา Parameter ไปใสแลวคลิกปุม Next

(23)
(24)

24

เรียกใชงาน

Function Average, Max, Min

Function Average

ฟงกชัน Average เปนฟงกชันที่ใชในการหาคาเฉลี่ยของตัวเลขชวงหนึ่งโดยมีรูปแบบของสูตรดังนี้ =AVERAGE(Number1:Number…)

ดังรูปตัวอยาง

Function Maximum

และ

Minimum

ฟงกชัน Maximum เปนฟงกชันที่ใชในการหาคามากที่สุดของตัวเลขชวงหนึ่งสวน Minimum เปน ฟงกชันที่ใชในการหาคานอยที่สุดโดยมีรูปแบบของสูตรดังนี้

= MAX (Number1:Number…)

(25)

25

Function IF

เปนฟงกชันที่มีเงื่อนไขเขามาเกี่ยวของเพื่อใหไดผลลัพธที่ตองการออกมา ซึ่งกอนที่จะเขาไปใช ฟงกชัน IF ผูใชงานจะตองทราบกอนวาตองการคําตอบ โดยมีเงื่อนไขอะไรอยูบางหรือตองตีโจทยที่ ผูใชงานตองการใหแตกนั่นเองโดยวิธีในการตีโจทยงายๆเชนจากภาพตัวอยาง ตองการใหคิดคาคอมมิชชันใหพนักงานขายในบริษัท โดยมีเงื่อนไขวา ถาพนักงานคนใดใหสวนลด ลูกคาเกินจากที่บริษัทกําหนดจะไมไดคอมมิชชันโดยใหแสดงคําวา “No Commission” แตถาไมเกิน จะไดคอมมิชชันจากยอดขายที่ขายไดเพราะฉะนั้นจากโจทยนี้แตกออกมาไดวา อะไรคือเงื่อนไข ถาพนักงานขายใหสวนลดลูกคาเกิน 10% ถาเงื่อนไขเปนจริง พนักงานขายคนนั้นจะไมไดคอมมิชชันโดยใหแสดงคําวา “No Commission” ถาเงื่อนไขเปนเท็จ พนักงานขายคนนั้นจะไดคอมมิชชันตามอัตราที่บริษัทกําหนดไวคือ 1% จากนั้นเริ่มเขาการใชงานฟงกชัน IF โดยมีขั้นตอนการทํางานดังตอไปนี้ 1. เลือกเซลลที่จะใสผลลัพธจากตัวอยางคือเซลล F5 2. คลิกปุม Paste Function บนทูลบาร 3. ดานซายเลือกกลุมฟงกชัน Logical หรือ All สวนดานขวาเลือกฟงกชัน IF แลวคลิกปุม OK
(26)

26 4. ใสเงื่อนไขที่ตองการในชอง Logical Test 5. ใสคําสั่งคํานวณที่ตองการถาเงื่อนไขเปนจริงในชอง Value_if_true 6. ใสคําสั่งคํานวณที่ตองการถาเงื่อนไขเปนเท็จในชอง Value_if_false แลวคลิกปุม OK จะได ตัวอยางดังรูป 7. จากนั้นจะไดผลลัพธดังรูปแลวใชวิธีการกอบปผลลัพธจากเซลลแรกไปยังเซลลอื่นของพนักงาน คนตอไป

Nested IF (Function IF

ซอน

IF)

เปนฟงกชันที่มีเงื่อนไขมากกวา 1 เงื่อนไขเขามาเกี่ยวของเชนโจทยตัวอยางตองการใหคํานวณ โบนัสของพนักงานโดยมีเงื่อนไขดังนี้คือ ƒ พนักงานคนใดที่ทํางานเกิน 15 ปนับจากวันนี้ใหตรวจสอบตอวา o ถาเงินเดือนมากกวา 60,000 บาทจะไดโบนัส 6 เดือน o ถาเงินเดือนนอยกวา 60,000 บาทจะไดโบนัส 8 เดือน ƒ สําหรับพนักงานที่ทํางานไมถึง 15 ปนับจากวันนี้ o ถาเงินเดือนมากกวา 30,000 บาทจะไดโบนัส 4 เดือน o ถาเงินเดือนนอยกวา 30,000 บาทจะไดโบนัส 6 เดือน 1. เพื่อใหสะดวกในการใชงานฟงกชัน IF ใหพิมพวันที่ที่จะใชเปรียบเทียบไวในเซลลใดเซลลหนึ่ง ในชีตเดียวกันกับขอมูลดังภาพตัวอยางคือเซลล H1

(27)

27 2. เลือกเซลลแรกที่ตองการจะใสผลลัพธจากนั้นคลิกปุม 3. ดานซายเลือกกลุมฟงกชัน Logical หรือ All สวนดานขวาเลือกฟงกชัน IF แลวคลิกปุม OK 4. ในชอง Logical Test ใหใสเงื่อนไขวาวันที่เริ่มงานของพนักงานคนแรกมีคานอยกวาวันที่ที่ กําหนดไวหรือไม (นั่นคือหมายความวาพนักงานคนนั้นเริ่มงานกอนวันที่ที่กําหนดหรือไม) ดู สูตรจากภาพตัวอยาง 5. ถัดมาในชอง Value_if_true ใหกําหนดวาถาเงื่อนไขเปนจริงเราจะตองไปเช็คเงื่อนไขตอไปอีก ชั้นหนึ่งนั่นคือใหคลิกปุมฟงกชัน IF ในชอง Name Box 6. จากนั้นจะปรากฏหนาจอของฟงกชัน IF อันใหมขึ้นมาใหก็ใหทําการใสเงื่อนไขที่สองนั่นคือ ตรวจสอบวา เงินเดือนของพนักงานคนนี้มากกวา 60,000 บาทหรือไมถาเกินจะไดโบนัส 6 เดือนแตถาไมเกินจะไดโบนัส 8 เดือนจะไดสูตรดังภาพตัวอยางแลวคลิกปุม OK

(28)

28 7. จากนั้นจะกลับสูเวิรกชีตใหคลิกที่เซลลเดิมที่แสดงผลลัพธออกมาแลวคลิกปุม อีกครั้ง 8. คลิกเมาสในชอง Value_if_false แลวคลิกปุม ฟงกชัน IF ใน ชอง Name Box จะปรากฏหนาจอของฟงกชัน IF ขึ้นมาใหมอีกอัน แลวตรวจสอบเงื่อนไขที่ เหลือวา ถาพนักงานสวนที่เหลือที่ทํางานไมถึง 15 ป ก็จะใหทําการตรวจสอบเงื่อนไขวา เงินเดือนเกิน 30,000 บาทหรือไมถาเกินจะไดโบนัส 4 เดือน แตถาไมเกินจะไดโบนัส 6 เดือน ดังรูป 9. คลิกปุม OK 2 ครั้งจะไดผลลัพธที่ตองการที่เหลือก็ใชวิธีการกอบป

(29)

29

Function VLOOKUP

ฟงกชัน VLOOKUP นั้นเปนฟงกชันที่ใชในการเปรียบเทียบซึ่งมีเงื่อนไขมากกวา 1 เงื่อนไขเชนการ คิดเกรดใหกับนักเรียน แตกอนที่จะใชฟงกชันนี้เราจะตองทําการสรางตารางเปรียบเทียบขึ้นมา เตรียมไวกอนดังตอไปนี้

สรางตารางเปรียบเทียบ

การสรางตารางเปรียบเทียบสําหรับใชกับฟงกชัน VLOOKUP นั้นจะตองเปนตารางแนวตั้งโดยแบง ออกเปน 2 คอลัมนคอลัมนแรกจะตองเปนตัวเลขที่ใชในการเปรียบเทียบและเรียงลําดับจากนอยลง ไปหามากที่สุด สวนคอลัมนที่สองคือขอมูลที่จะใชแสดงผลลัพธออกมาหลังจากเปรียบเทียบเสร็จ เรียบรอยแลว

ใชงานฟงกชัน

VLOOKUP

1. เลือกเซลลที่จะใสผลลัพธจากนั้นคลิกที่ปุม Paste Function เลือกกลุมฟงกชัน Lookup & Reference จากชองดานซายแลวเลือกฟงกชัน VLOOKUP จากชองดานขวาแลวคลิกปุม OK

(30)

30 2. คลิกเมาสในชอง Lookup Value แลวเลือกเซลลที่จะนําขอมูลมาเปรียบเทียบ 3. คลิกเมาสในชอง Table Array จากนั้นใชเมาสเลือกพื้นที่ของตารางเปรียบเทียบแลวกดแปน F4 เพื่อล็อคตารางนั้นไวใหคงที่ 4. ใสหมายเลขของคอลัมนในตารางเปรียบเทียบที่จะนํามาแสดงเปนผลลัพธนั่นคือเลข 2 ซึ่ง หมายถึงคอลัมนที่ 2 ของตารางเปรียบเทียบนั่นเองแลวคลิกปุม OK

Function HLOOKUP

ฟงกชัน HLOOKUP จะเหมือนกับฟงกชัน VLOOKUP เกือบทั้งหมดแตกตางตรงสวนที่เปนตาราง เปรียบเทียบเทานั้นเองซึ่งจะตองเปนแนวนอนดังภาพตัวอยาง

ใชงานฟงกชัน

HLOOKUP

1. เลือกเซลลที่จะใสผลลัพธจากนั้นคลิกที่ปุม Function เลือกกลุมฟงกชัน Lookup & Reference จากชองดานซายแลวเลือกฟงกชัน HLOOKUP จากชองดานขวาแลวคลิกปุม OK

(31)

31 2. คลิกเมาสในชอง Lookup Value แลวเลือกเซลลที่จะนําขอมูลมาเปรียบเทียบ 3. คลิกเมาสในชอง Table Array จากนั้นใชเมาสเลือกพื้นที่ของตารางเปรียบเทียบแลวกดแปน F4 เพื่อล็อคตารางนั้นไวใหคงที่ 4. ใสหมายเลขของคอลัมนในตารางเปรียบเทียบที่จะนํามาแสดงเปนผลลัพธนั่นคือเลข 2 ซึ่ง หมายถึงคอลัมนที่ 2 ของตารางเปรียบเทียบนั่นเองแลวคลิกปุม OK

ใชงาน

Lookup Wizard

การใช Lookup Wizard จะเหมาะสําหรับการคนหาขอมูลหนึ่งที่เราตองการจากขอมูลที่มีปริมาณ มากๆโดยวิธีการใชงานมีดังตอไปนี้ 1. คลิกเมนู Tools เลือกคําสั่ง Lookup… 2. เลือกพื้นที่ขอมูลทั้งหมดที่ตองการจะเขาไปคนหาขอมูลแลวคลิกปุม Next 3. เลือกคอลัมนและแถวที่ตองการจะคนหาขอมูลแลวคลิกปุม Next
(32)

32 4. เลือกรูปแบบการแสดงผลลัพธวาจะแสดงเฉพาะผลลัพธอยางเดียวในหัวขอแรกหรือตองการจะ

แสดงทั้งขอมูลที่ตองการจะคนหารวมทั้งผลลัพธดวยในหัวขอที่สองแลวคลิกปุม Next

5. จากขอ 4 ในกรณีที่เลือกหัวขอที่ 2 ใหเลือกตําแหนงเซลลที่ตองการจะนําผลลัพธตางๆไปวาง จนกระทั่งจบขั้นตอนสุดทาย

(33)

33

เพิ่มคําสั่ง

Lookup Wizard

จาก

Add-Ins

ในบางครั้งคําสั่ง Lookup… อาจจะไมไดแสดงใหเห็นอยูในเมนู Tools เราสามารถที่จะเพิ่มคําสั่ง เหลานี้ไดตามขั้นตอนดังตอไปนี้

1. คลิกเมนู Tools แลวเลือกคําสั่ง Add Ins… 2. เลือกตัวเลือก Lookup Wizard แลวคลิกปุม OK

3. จากนั้นรอสักครูโปรแกรมจะทําการติดตั้งคําสั่ง Lookup Wizard ใหโดยสามารถตรวจสอบได จากเมนู Tools จะมีคําสั่ง Lookup Wizard ปรากฏขึ้นมา

(34)

34

ใชคําสั่ง

Goal Seek

ในการคนหาเปาหมายที่ตองการ

1. เลือกเซลลที่ตองการใหเปนไปตามเปาหมายที่ตองการ 2. คลิกเมนู Tools เลือกคําสั่ง Goal Seek

3. ระบุเซลลที่ตองการกําหนดใหเปนเปาหมายซึ่งเลือกไวแลวในขอที่ 1 ในชอง Set cell 4. กําหนดเปาหมายที่ตองการในชอง To value

5. ระบุเซลลที่มีผลในการเปลี่ยนเปาหมายใหเปนไปตามที่กําหนดในชอง By changing cell แลว คลิกปุม OK

(35)

35

ใชงาน

Auditing Toolbar

1. คลิกเมนู Tools เลือกคําสั่ง Auditing จากนั้นเลือกคําสั่งยอย Show Auditing Toolbar

2. จากนั้นทูลบาร Auditing ก็จะปรากฏขึ้นมาโดยแตละปุมทําหนาที่แตกตางกันไปดังตอไปนี้ ลบวงกลม ที่มาของตัวเลข ลบเสนแสดงที่มา ที่ไปของตัวเลข ลบเสนแสดงที่ไป ลบทุกเสน ใส Comment วงกลมขอมูลที่ผิดจากเงื่อนไข คนหาจุดผิดพลาดของสูตร

(36)

36

บทที่

7

การตกแตงขอมูลในเวิรกชีต

หลังจากที่ไดทําการปอนขอมูลแลวก็คงจะเหลือในสวนของการตกแตงเวิรกชีตใหขอมูลนั้นนาสนใจ ยิ่งขึ้น และอีกทั้งยังชวยใหการอานเอกสารนั้นงายและเพื่อใหดูสวยงามนั่นเองโดยในเนื้อหาก็จะ แยกออกเปนหัวขอดังตอไปนี้

จัดรูปแบบตัวอักษรโดยรวม

1. เลือกเซลลที่ตองการจากนั้นคลิกเมนู Format แลวเลือกคําสั่ง Cells 2. คลิกแถบ Font จากนั้นเลือกรูปแบบตางๆและขนาดตามที่ตองการแลวคลิกปุม OK

เปลี่ยนแบบตัวอักษร

1. เลือกเซลลที่ตองการจะเปลี่ยนแบบตัวอักษร 2. คลิกลูกศรจาก Drop Down ของ Font บนทูลบาร 3. จากนั้นเลือกรูปแบบที่ตองการ
(37)

37

เปลี่ยนขนาดตัวอักษร

1. เลือกเซลลที่ตองการจะเปลี่ยนขนาดตัวอักษร

2. คลิกลูกศรจาก Drop Down ของ Font Size บนทูลบาร 3. จากนั้นเลือกหมายเลขขนาดที่ตองการ

เปลี่ยนลักษณะตัวอักษร

1. เลือกเซลลที่ตองการจะเปลี่ยนลักษณะตัวอักษร 2. คลิกปุม Bold ถาตองการเปลี่ยนใหเปนตัวหนาหรือตองการยกเลิกใหคลิกซ้ํา 3. คลิกปุม Italic ถาตองการเปลี่ยนใหเปนตัวเอียงหรือตัองการยกเลิกใหคลิกซ้ํา 4. คลิกปุม Underline ถาตองการเปลี่ยนใหเปนตัวขีดเสนใตหรือถาตองการยกเลิกใหคลิกซ้ํา 5. ทั้งสามปุมไมจําเปนตองคลิกทุกปุมก็ได

เปลี่ยนสีตัวอักษร

1. เลือกเซลลที่ตองการเปลี่ยนสีตัวอักษร
(38)

38

จัดรูปแบบการวางขอความ

โดยปกติในการจัดรูปแบบการวางขอความในแตละเซลลไมวาจะเปนชิดซาย, ชิดขวาหรือตรงกลาง เราสามารถใชงานอยางงาย ๆ โดยการเลือกเซลลที่ตองการแลวคลิกปุม Left, Right หรือ Center บนทูลบาร 1. เลือกเซลลที่ตองการจากนั้นคลิกเมนู Format แลวเลือกคําสั่ง Cells 2. คลิกแถบ Alignment แลวเลือกรูปแบบในการวางขอความตามที่ตองการแลวคลิกปุม OK

จัดขอความใหอยูกึ่งกลางระหวางหลายเซลล

1. พิมพขอความที่ตองการจะจัดกึ่งกลางใหอยูเซลลแรกของชวงที่ตองการเชนถาตองการให ขอความอยูในระหวางเซลล B2 ถึง F2 ใหพิมพขอความในเซลลแรกของชวงที่ตองการคือ B2 ดังรูปตัวอยาง 2. จากนั้นเลือกพื้นที่เซลลตั้งแต B2 ถึง F2
(39)

39 3. คลิกเมนู Format เลือกคําสั่ง Cells แลวคลิกแถบ Alignment

4. จากนั้นในชอง Horizontal ใหเลือก Center Across Selection แลวคลิกปุม OK

รวมเซลลหลายเซลลใหเปนเซลลเดียวกัน

1. วิธีการพิมพขอความและวิธีการเลือกเซลลจะทําเหมือนกันกับวิธีการจัดขอความใหอยูกึ่งกลาง ระหวางหลายเซลลแตจะแตกตางตรงที่สามารถทําไดทั้งแนวตั้งและแนวนอน

2. คลิกปุม Merge and Center บนทูลบาร

3. ถาตองการยกเลิกจะตองคลิกเมนู Format เลือกคําสั่ง Cells จากนั้นคลิกแถบ Alignment 4. ยกเลิกตัวเลือก Merge cells ออกแลวคลิกปุม OK

จัดยอหนาตัวอักษรในแตละเซลล

1. เลือกเซลลที่ตองการจัดยอหนา (Left Indent)

2. คลิกปุม Increase Indent ถาตองการยอหนาเขาไปหรือคลิกปุม Decrease Indent ถาตองการถอยกลับมาจะไดผลลัพธดังภาพตัวอยาง

(40)

40

ใสลวดลายและสีพื้น

1. เลือกเซลลที่ตองการใสลวดลายและสีพื้นจากนั้นคลิกเมนู Format แลวเลือกคําสั่ง Cells 2. คลิกแถบ Patterns แลวเลือกรูปแบบตามที่ตองการจากนั้นคลิกปุม OK

การตีกรอบ

1. เลือกเซลลที่ตองการตีกรอบจากนั้นเลือกคําสั่ง Format แลวเลือกคําสั่ง Cells คลิกแถบ Border 2. เลือกรูปแบบเสนที่ตองการจากชอง Style แลวเลือกสีที่ตองการจากชอง Color 3. เลือกตําแหนงที่จะใสกรอบจากสวนทางดานซายใน Presets หรือ Border แลวคลิกปุม OK 4. ถาตองการจะยกเลิกกรอบที่ตีไวใหคลิกปุมNone
(41)

41

จัดรูปแบบตัวเลข

1. เลือกเซลลที่ตองการแลวคลิกเมนู Format จากนั้นเลือกคําสั่ง Cells 2. คลิกแถบ Number จากนั้นเลือก Number ในชอง Category 3. สวนทางดานขวาจะมีตัวอยางแสดงใหเห็นในชอง Sample 4. สามารถกําหนดจํานวนจุดทศนิยมไดที่ชอง Decimal places 5. จากนั้นกําหนดใหมีเครื่องหมายคอมมา ( , ) ไดในชอง Use 1000 Separator 6. เลือกรูปแบบของตัวเลขที่ติดลบไดในชอง Negative numbers แลวคลิกปุม OK

จัดรูปแบบตัวเลขประเภทวันที่และเวลา

1. เลือกเซลลที่ตองการแลวคลิกเมนู Format จากนั้นเลือกคําสั่ง Cells 2. คลิกแถบ Number จากนั้นเลือกกลุม Date ทางดานซายมือแลวเลือกรูปแบบวันที่จากดาน ขวามือตามที่ตองการแลวคลิกปุม OK
(42)

42

จัดรูปแบบตัวเลขประเภทวันที่และเวลา

3. เลือกเซลลที่ตองการแลวคลิกเมนู Format จากนั้นเลือกคําสั่ง Cells 4. คลิกแถบ Number จากนั้นเลือกกลุม Date ทางดานซายมือแลวเลือกรูปแบบวันที่จากดาน ขวามือตามที่ตองการแลวคลิกปุม OK

กอบปรูปแบบ

1. เลือกเซลลตนแบบที่ตองการจะกอบปจากนั้นคลิกปุม Format Painter บนทูลบาร 2. จากนั้นจะสังเกตเห็นวาตัวชี้เมาสนั้นจะมีรูปแปรงติดมาดวยใหนําเมาสไปคลิกตําแหนงเซลล ปลายทางที่ตองการจะกอบปรูปแบบนั้นๆ
(43)

43

ลบรูปแบบ

1. เลือกเซลลที่ตองการจะลบรูปแบบ

2. คลิกเมนู Edit แลวเลือกคําสั่ง Clear จากนั้นเลือกคําสั่งยอย Format

ใชงาน

AutoFormat

1. เลือกขอมูลที่ตองการจัดรูปแบบทั้งหมด 2. คลิกเมนู Format แลวเลือกคําสั่ง AutoFormat

(44)

44

จัดรูปแบบโดยมีเงื่อนไข

(Conditional Formatting)

1. เลือกเซลลที่ตองการจะจัดรูปแบบโดยมีเงื่อนไขเขามาเกี่ยวของเชนถาเปนตัวเลขที่ <3000 ให เปลี่ยนสีตัวอักษรเปนสีแดงหรือถาหากตัวเลขที่ >3000 ใหเปลี่ยนตัวเลขเปนสีน้ําเงิน

2. คลิกเมนู Format แลวเลือกคําสั่ง Conditional Formatting 3. จากนั้นกําหนดเงื่อนไขพรอมรูปแบบตามที่ตองการ 4. กรณีที่มีมากกวา 1 เงื่อนไขควรจะเริ่มตนจากเงื่อนไขที่นอยกอนจากนั้นคลิกปุม Add แลว กําหนดเงื่อนไขที่ตองการตอไปซึ่งจะสามารถสรางเงื่อนไขไดเต็มที่ 3 เงื่อนไข

ยกเลิกเงื่อนไขในการจัดรูปแบบ

1. เลือกพื้นที่ที่เคยกําหนดเงื่อนไขในการจัดรูปแบบขอมูลจากนั้นคลิกเมนู Format แลวเลือก คําสั่ง Conditional Formatting 2. คลิกปุม Delete จากนั้นเลือกเงื่อนไขที่ตองการจะลบแลวคลิกปุม OK
(45)

45

บทที่

8

การพิมพเวิรกชีต

ดูเอกสารกอนพิมพ

(Print Preview)

1. คลิกเมนู File แลวเลือกคําสั่ง Print Preview

2. จากนั้นโปรแกรมจะแสดงเอกสารกอนพิมพใหดูถาหากตองการกลับสูเวิรกบุคปกติใหคลิกปุม Close

กําหนดขนาดกระดาษและแนวการวางกระดาษ

1. คลิกเมนู File แลวเลือกคําสั่ง Page Setup

2. คลิกแถบ Page จากนั้นกําหนดแนวการวางกระดาษในสวนของ Orientation 3. กําหนดขนาดกระดาษในชอง Paper size

(46)

46

กําหนดระยะหางระหวางขอมูลกับขอบกระดาษ

1. หลังจากผานขั้นตอนของการกําหนดขนาดกระดาษที่ผานมาแลวใหคลิกที่แถบ Margins 2. กําหนดระยะหางของขอบกระดาษกับขอมูลตามที่ตองการ 3. ถาตองการใหขอมูลอยูกลางหนากระดาษสามารถกําหนดไดจากชอง Center on page

ใสหัว

/

ทายกระดาษ

(Header/Footer)

1. จากนั้นถาตองการกําหนดใหแสดงขอความตางๆที่หัวหรือทายกระดาษเชนชื่อไฟลวันที่ หรือเลขหนาในคําสั่ง Page Setup ใหคลิกแถบ Header/Footer
(47)

47

สรางหัว

/

ทายกระดาษ

(Header/Footer)

จากขั้นตอนการใส Header/Footer ขางตนนั้นเปนการเลือกรูปแบบที่มีอยูแลว แตถาตองการจะ สราง Header หรือ Footer ขึ้นมาเองเชนตองการใหมีชื่อของผูที่สรางไฟลนี้ไวที่ Header ตรงกลาง หนากระดาษเราสามารถทําไดดังขั้นตอนตอไปนี้

1. ในแถบ Header/Footer ใหคลิกปุม Custom Header เพื่อสรางหัวกระดาษหรือคลิกปุม Custom Footer ถาตองการสรางทายกระดาษ

2. จากนั้นใหพิมพขอความที่ตองการในชองกลาง ถาตองการตกแตงตัวอักษรใหใชเมาสระบาย แลวคลิกที่ปุม A แลวเลือกรูปแบบตัวอักษรตามที่ตองการ

ระบุชวงขอมูลที่ตองการพิมพ

(Print area)

1. ในขณะที่กําลังใชงานอยูที่เวิรกชีตใหเลือกพื้นที่เซลลที่ตองการจะพิมพ

2. คลิกเมนู File เลือกคําสั่ง Print Area แลวเลือกคําสั่ง Set Print Area (กรณีที่ตองการยกเลิกให เลือก Clear Print Area)

(48)

48

แบงหนาพิมพ

(Page Break)

1. เลือกแถวหรือคอลัมนที่ตองการใหขึ้นหนาใหมแลวคลิกเมนู Insert จากนั้นเลือกคําสั่ง Page Break

2. ห

References

Related documents

The models specify three health states (good, moderately disabled, and poor), three matching housing states (conventional, transitional, and institutional), and explicitly

(2004) 20 ) 43 40.8 45.6 Open ; mixture of refluxing and antirefluxing techniques No strictures or other relevant complications Revisions forelongation and kinking of ileal ureter

Rather, some symmetry in a mathematical result is often salient to us, and consequently, in those cases, a proof that traces the result back to a similar symmetry in the problem

“Prospective parent” includes an “intended parent” in a surrogacy situation, but also includes, for example, a birth mother (and her partner, if she has one); who will conceive

The new group formed by the alliance between Cegid and Technomedia will give businesses and public sector entities the tools they need to make a key

The proposed numerical model has been applied to the numerical analysis of the free vibrations and the transient response of delaminated composite and sandwich

To assess saving regularity before IDA participation, we asked respondents the following question: “Which of the following statements best describes how you saved before you

If the CPU-13A-V1 board is used to drive other application board (e.g. Colour LED Card, White LED Card) and the total current required exceeds 500mA, then the board needs to be