การจัดการโครงงาน (Project Management)
ในความหมายของคําวาโครงงานโดยทั่วไปนั้น หมายถึงตัวแบบที่ประกอบไปดวยกิจกรรม ตางๆ ที่มีความสัมพันธกัน กิจกรรมเหลานี้บางกิจกรรมสามารถทําไปพรอมกันได แตบางกิจกรรม อาจตองรอใหกิจกรรมบางกิจกรรมทําใหเสร็จกอนกิจกรรมนั้นถึงจะเริ่มตนทําได ในแตละกิจกรรมจะ มีการกําหนดเวลาเริ่มตนของการทํากิจกรรม ระยะเวลาการทํากิจกรรม และเวลาแลวเสร็จของกิจกรรม ในเรื่องของโครงงานนั้น ปญหาที่เกี่ยวของมักจะเปนทางดานการวางแผนงาน (Planning) การ กําหนดเวลาของงาน (Scheduling) และการควบคุมงาน (Controlling) เปนสวนใหญ แตอยางไรก็ตาม มีเทคนิควิธีที่ไดพัฒนาเพื่อนํามาชวยแกปญหาเหลานั้นหลายวิธีดวยกัน ที่สําคัญอยางเชนแผนภูมิ แกนท (Gantt chart) วิธีเสนทางวิกฤต (Critical Path Method หรือ CPM) และวิธีเพิรท (Project Evaluation and Review Technique (PERT))แผนภูมิแกนท เปนวิธีหนึ่งที่ใชในการจัดการทางดานโครงงานที่นิยมมาก ทั้งนี้โดยการ กําหนดเวลาเริ่มตนและสิ้นสุดของแตละกิจกรรมบนปฏิทินเวลา ซึ่งจะแสดงใหเห็นถึงการคาบเกี่ยว ของเวลาในการทํากิจกรรม รวมถึงจํานวนทรัพยากรตางๆ ที่ตองใชในชวงเวลาหนึ่งๆ แตจุดออนของ วิธีนี้อยูตรงที่ไมไดกลาวถึงความสัมพันธระหวางกิจกรรมตางๆ ซึ่งมีความสําคัญมาก ดวยเหตุนี้จึงจะ ไมกลาวถึงวิธีนี้ในสวนของการกําหนดเวลาโครงงานนี้
สวนวิธีวิกฤตนั้นบริษัท E.I. due Pont de Nemours เปนผูพัฒนาขึ้นมาเพื่อใชในโครงงาน กอสราง ตอมา Mauchly Associates ไดทําการปรับปรุงพัฒนาใหดีขึ้น สวนวิธีเพิรทนั้นเปนเทคนิคที่ กองทัพเรือสหรัฐเปนผูคิดขึ้นเพื่อกําหนดเวลาวิจัยและพัฒนาโครงงานตางๆ ของกองทัพ อยางไรก็ตาม ทั้งสองวิธีมีแนวความคิดในการที่จะนํามาใชในการกําหนดเวลาตางๆสําหรับโครงงาน เชนการกําหนด ระยะเวลาแลวเสร็จของโครงงาน เวลาเริ่มตนหรือเวลาแลวเสร็จของการทํากิจกรรมตางๆ ขอแตกตางที่ สําคัญของสองวิธีนี้คือ วิธีเสนทางวิกฤตและวิธีเพิรทจะนําไปใชกับตัวแบบโครงงานที่ระยะเวลาใน การทํากิจกรรมตางๆมีคาแนนอน และไมแนนอนตามลําดับ ดังจะไดกลาวในรายละเอียดตอไป 8.1 การสรางแผนภาพโครงงาน ในการสรางแผนภาพโครงงานนั้น เปนการสรางแผนภาพลูกศรที่แสดงใหเห็นถึงความ ผสัม พันธของกิจกรรมตางๆ ในโครงงาน รวมทั้งการกําหนดระยะเวลาของการทํากิจกรรม ดังมีรายละเอียด ดังนี้
1. พิจารณาโครงงานวาประกอบไปดวยกิจกรรมอะไรบาง แลวกิจกรรมแตละอยางมีความ สัมพันธกันแบบไหนอยางไร เชนกิจกรรมใดสามารถทําไปพรอมๆ กันได และกิจกรรมใดตองรอให กิจกรรมอื่นทําเสร็จกอนจึงจะเริ่มทํากิจกรรมนั้น นอกจากนี้กิจกรรมดังกลาวควรเปนกิจกรรมที่ สามารถทราบระยะเวลาในการทํางาน หรือสามารถประมาณระยะเวลาในการทํากิจกรรมได 2. สรางแผนภาพโครงงาน ซึ่งเปนการแสดงใหเห็นถึงความตอเนื่อง และความสัมพันธ ระหวางกิจกรรมตางๆ ของโครงงาน ทั้งนี้เราจะใชโหนดในการแสดงถึงจุดเริ่มตน และจุดสิ้นสุดของ กิจกรรม สวนเสนเชื่อมโยงระหวางโหนดจะแสดงใหเห็นถึงกิจกรรมตางๆในโครงงานนั้น เพื่อใหเกิดความเขาใจ พิจารณาตัวอยางตอไปนี้ ตัวอยางที่ 8.1 กําหนดความสัมพันธของกิจกรรมในโครงงานหนึ่งที่ประกอบดวยกิจกรรม A, B, C, D, E, F, G, H, I และ J ดังนี้ จงสรางแผนภาพโครงงานดังกลาว 1. กิจกรรม A B และ C เปนกิจกรรมแรกของโครงงานและเริ่มตนพรอมกันได 2. เมื่อกิจกรรม B ทําเสร็จ จึงจะเริ่มตนทํากิจกรรม D, E และ F ได 3. กิจกรรม A และ D ตองทําใหเสร็จกอนจึงเริ่มตนทํากิจกรรม G และ H ได 4. C และ E ตองทําใหเสร็จกอน จึงจะเริ่มตนทํากิจกรรม I ได 5. เมื่อกิจกรรม C, E, F และ G ทําเสร็จ จึงจะเริ่มตนทํากิจกรรม J ได 6. H, J และ I เปนกิจกรรมสุดทายของโครงงาน วิธีทํา จากขอมูลดังกลาวขางตนนํามาสรางเปนแผนภาพโครงงานไดดังรูปที่ 8.1 รูปที่ 8.1 แผนภาพโครงงานของตัวอยางที่ 8.1
หมายเหตุ 1. กิจกรรมที่แสดงดวยเสนเชื่อมโยงระหวางสองโหนดใดๆ เชนกิจกรรม A คือเสนที่เชื่อมโยง จากโหนด 1 ไปโหนด 3 ดังนั้นบางครั้งจะแทนกิจกรรม A ดวย กิจกรรม (1, 3) 2. เนื่องจากกิจกรรม J ตองรอใหกิจกรรม C, E, F และ G ทําเสร็จกอน จึงจะเริ่มตนทํา กิจกรรม J ไดดจะเห็นไดวา ถาไมมีเสนที่เชื่อมโยงจากโหนด 4 ไปโหนด 5 นั่นหมายถึงวา กิจกรรม J เริ่มตนหลังจากกิจกรรม F และ G เสร็จเทานั้น ดังนั้นการลากเสนเชื่อมโยงจากโหนด 4 ไปโหนด 5 จะ เปนการแสดงใหเห็นวากิจกรรม C และ E ตองทําใหเสร็จกอน กิจกรรม J จึงเริ่มตนได อยางไรก็ตาม เนื่องจากเสนที่เชื่อมโยงระหวางโหนดหมายถึงกิจกรรมตางๆ แตกิจกรรม (4, 5) เปนกิจกรรมที่ไมไดมี จริง จึงเรียกวาเปนกิจกรรมสมมุติ (Dummy activity) และจะใชเสนประแทนกิจกรรมสมมุตินี้ 8.2 การหาระยะเวลาแลวเสร็จของโครงงาน ในเรื่องของโครงงานจะเห็นไดวา โครงงานประกอบไปดวยกิจกรรมตางๆ ซึ่งกิจกรรม ดังกลาวมีทั้งแบบที่สามารถทําไปพรอมกันได และแบบที่ตองรอใหกิจกรรมบางกิจกรรมทําเสร็จกอน อยางไรก็ตามเมื่อทราบเวลาที่ใชในการทํากิจกรรมตางๆ ก็สามารถคํานวณหาระยะเวลาแลวเสร็จของ โครงงานนั้นได โดยใชเทคนิควิธีที่เรียกวาวิธีเสนทางวิกฤต เทคนิคนี้ยังทําใหทราบถึงวากิจกรรมใด สามารถที่จะลาชาไดและเปนระยะเวลาเทาใด ทั้งนี้โดยไมมีผลกระทบตอเวลาแลวเสร็จของโครงงาน ซึ่งจะเรียกกิจกรรมเหลานี้วาเปนกิจกรรมไมวิกฤต (Non-critical activity) และกิจกรรมใดไมสามารถ ลาชาได หรือเปนกิจกรรมวิกฤต (Critical activity) กิจกรรมวิกฤต และกิจกรรมไมวิกฤตนั้นมีประโยชนอยางมากสําหรับการบริหารโครงงาน โดยที่กิจกรรมวิกฤตมีบทบาทในการกําหนดเวลาแลวเสร็จของโครงงาน ดังนั้นการควบคุมการทํา กิจกรรมเหลานี้ใหเปนไปตามระยะเวลาที่กําหนด ก็จะทําใหโครงงานเสร็จตามเวลาที่กําหนด สวน กิจกรรมที่ไมวิกฤต เนื่องจากเปนกิจกรรมที่ลาชาไดบาง จึงทําใหเกิดความคลองตัวในการบริหาร โครงงาน กลาวคือสามารถที่จะจัดสรรทรัพยากรที่ใชในการทํากิจกรรมที่ลาชาไดนั้น ไปทํากิจกรรม อื่นๆในโครงงานหรือแมกระทั่งไปกิจกรรมในโครงงานอื่นๆ ก็ได
8.2.1 เวลาเริ่มตนที่เร็วสุด (Earliest start time)
กําหนดให ESi เปนเวลาเริ่มตนที่เร็วสุดของกิจกรรมที่เริ่มตนจากโหนด i และสําหรับโหนด i ที่เปนโหนดเริ่มตนของโครงงาน จะกําหนดให ESi = 0 และสําหรับโหนด j ใดๆ จะไดวา
ESj จะเทากับคามากที่สุดของ ESk+ dkj โดยที่ k เปนโหนดเริ่มตนของกิจกรรมที่มีจุดสิ้นสุดที่ โหนด j และ dkj เปนระยะเวลาของการทํากิจกรรม (k, j) และถา m เปนโหนดสุดทายของโครงงาน เวลาเริ่มตนที่เร็วที่สุดของโหนด m ซึ่งคือ ESm ก็ จะหมายถึงระยะเวลาแลวเสร็จของโครงงานนั้น คามากที่สุดของ {ESi+ dij} สําหรับกิจกรรม (i, j) ดังนั้นจากแผนภาพโครงงานจะไดวา เพื่อใหเกิดความเขาใจ พิจารณาแผนภาพโครงงานหนึ่งที่มีความสัมพันธของกิจกรรม พรอม ทั้งระยะเวลาของการทําแตละกิจกรรม (หนวย: วัน) ดังแสดงในรูปที่ 8.2 รูปที่ 8.2 แผนภาพโครงงาน ในที่นี้โหนด 1 เปนโหนดเริ่มตนของโครงงาน ดังนั้น ES1 = 0 ES2= ES1 + d12 = 0 + 7 = 7 ES3= คามากที่สุดของ {ES1+ d13 , ES2+ d23} = คามากที่สุดของ {0 + 10, 7 + 7} = 14 ES4 = ES2+ d24 = 7 + 8 = 15
ES5 = คามากที่สุดของ {ES1+ d15 , ES4+ d45} = คามากที่สุดของ {0 + 14, 15 + 4} = 19 ES6 = คามากที่สุดของ {ES2+ d26 , ES3+ d36 , ES5+ d56} = คามากที่สุดของ {7 + 8, 14 + 9, 19 + 6} = 25 ES7 = คามากที่สุดของ {ES3+ d37 , ES6+ d67 , ES5+ d57} = คามากที่สุดของ {14 + 12, 25 + 8, 19 + 15} = 34 เวลาเริ่มตนที่เร็วสุดของโหนดสุดทายของโครงงาน ซึ่งในที่นี้คือ ES7 = 34 หมายถึงวา ระยะเวลาแลวเสร็จของโครงงานเทากับ 34 วัน
8.2.2 เวลาเสร็จที่ชาสุด (Latest completion time)
กําหนดให LCi เปนเวลาเสร็จที่ชาสุดของกิจกรรมที่สิ้นสุดที่โหนด i สําหรับโหนด i ที่เปนโหนดสุดทายของโครงงาน จะกําหนดให LCi = ESi และสําหรับโหนด j ใดๆ จะไดวา เวลาเสร็จที่ชาสุดของแตละโหนด j ซึงจะแทนดวย LCj จะเทากับคานอยที่สุดของ LCk- djk โดยที่ j เปนโหนดเริ่มตนของกิจกรรมที่มีจุดสิ้นสุดที่โหนด k และ djk เปนระยะเวลาของการทํา กิจกรรม (j, k) ดังนั้นจากแผนภาพโครงงานในรูปที่ 8.2 จะไดวา LC7 = ES7 = 34 LC6 = LC7 – d67 = 34 – 8 = 26 LC5 = คานอยที่สุดของ {LC7 – d57 , LC6– d56} = คานอยที่สุดของ {34 – 15, 26 – 6} = 19 LC4 = LC5– d45 = 19 – 4 = 15 LC3 = คานอยที่สุดของ {LC7– d37 , LC6– d36} = คานอยที่สุดของ {34 – 12, 26 – 9} = 17 LC2 = คานอยที่สุดของ {LC3– d23 , LC6– d26 , LC4– d24} = คานอยที่สุดของ {15 – 7, 26 – 8, 15 – 8} = 7
LC1 = คานอยที่สุดของ {LC3– d13 , LC2– d12 , LC5– d15} = คานอยที่สุดของ {15 – 10, 7 – 7, 19 – 14} = 0 เวลาเสร็จที่ชาสุด จะมีประโยชนในการชวยในการกําหนดวากิจกรรมใดเปนกิจกรรมวิกฤต และกิจกรรมใดเปนกิจกรรมไมวิกฤต ดังจะไดกลาวตอไป หมายเหตุ จะเห็นไดวาในการหาเวลาเริ่มตนที่เร็วสุดของแตละโหนดนั้น เปนการหาโดยเริ่มตนจาก โหนดเริ่มตนของโครงงาน (โหนด 1) และหาเวลาเริ่มตนที่เร็วที่สุดของโหนดอื่นไปเรื่อยๆ จนถึง โหนดสุดทายของโครงงาน (โหนด 7) เปนการหาเวลาแบบที่เรียกวาไปขางหนา (Forward Pass) ใน ทํานองกลับกัน การหาเวลาเสร็จที่ชาสุด เปนการหาเวลาแบบยอนหลัง (Backward Pass) ซึ่งจะเริ่มตน จากโหนดสุดทายของโครงงาน และยอนกลับมาเรื่อยๆ จนถึงโหนดเริ่มตนของโครงงาน
8.2.3 กิจกรรมวิกฤต และเสนทางวิกฤต (Critical activity and critical path)
กิจกรรมวิกฤต เปนกิจกรรมที่ถาไมสามารถทํากิจกรรมใหแลวเสร็จภายในระยะเวลาที่กําหนด จะมีผลกระทบตอระยะเวลาแลวเสร็จของโครงงานทันที สวนในการพิจารณาวากิจกรรมใดเปน กิจกรรมวิกฤตหรือไมนั้นดูไดจากเงื่อนไขตอไปนี้ กิจกรรม (i, j) จะเปนกิจกรรมวิกฤตก็ตอเมื่อ 1) ESi= LCi 2) ESj= LCj 3) ESj– ESi = LCj– LCi = dij จากเวลาเริ่มตนที่เร็วสุด และเวลาเสร็จที่ชาสุดที่หาไดในหัวขอ 8.2.1 และ 8.2.2 จากที่ไดกลาวขางตน สามารถนํามาสรุปไดดังตารางที่ 8.1 ตารางที่ 8.1 โหนด i 1 2 3 4 5 6 7 ESi 0 7 14 15 19 25 34 LCi 0 7 17 15 19 26 34
ซึ่งเมื่อพิจารณาตามเงื่อนไขของการเปนกิจกรรมวิกฤต จะไดวาวากิจกรรม (1, 2) กิจกรรม (2, 4) กิจกรรม (4, 5) และกิจกรรม (5, 7) เปนกิจกรรมวิกฤต จากกิจกรรมวิกฤตขางตนจะเห็นไดวา กิจกรรมวิกฤตเหลานั้นเชื่อมโยงตอเนื่องกัน ซึ่งโดยที่ จริงแลวนั้น ในแตละโครงงานจะตองมีลําดับของกิจกรรมวิกฤต ที่ประกอบดวยกิจกรรมวิกฤตที่เปน กิจกรรมเริ่มตนของโครงงาน และกิจกรรมวิกฤตอื่นๆ เชื่อมโยงตอเนื่องกันไปเรื่อยๆ จนถึงกิจกรรม วิกฤตที่เปนกิจกรรมสุดทายของโครงงาน ลําดับของกิจกรรมวิกฤตดังกลาวเรียกวา เปนเสนทางวิกฤต ของโครงงาน ซึ่งในโครงงานดังกลาวขางตนนั้น เสนทางวิกฤตคือ {(1, 2), (2, 4), (4, 5), (5, 7)} และ จะเห็นไดวาระยะเวลาแลวเสร็จของโครงงาน จะเทากับผลรวมของระยะเวลาที่ใชในการทํากิจกรรม วิกฤตตางๆบนเสนทางวิกฤต ซึ่งในที่นี้เทากับ 7 + 8 + 4 + 15 = 34 วัน เวลาเริ่มตนที่เร็วสุด และเวลาเสร็จที่ชาสุด ของแตละกิจกรรม รวมถึงวากิจกรรมใดเปน กิจกรรมวิกฤตแสดงในรูปที่ 8.3 รูปที่ 8.3 แผนภาพโครงงานที่แสดงเวลาเริ่มตนที่เร็วสุด และเวลาเสร็จที่ชาสุด และกิจกรรมวิกฤต หมายเหตุ สัญลักษณ a / b ที่กํากับไวที่แตละโหนดนั้นหมายถึง เวลาเริ่มตนที่เร็วสุด และเวลาเสร็จที่ชา สุด ตามลําดับ
8.3 การคํานวณหาระยะเวลาที่ลาชาได (Determination of the floats) กิจกรรมที่ไมเปนกิจกรรมวิกฤตหมายถึง เปนกิจกรรมที่สามารถลาชาไดบาง ระยะเวลาที่ลาชา นี้ สามารถแบงไดเปนหลายแบบดวยกัน แลวแตหลักเกณฑการพิจารณา อยางไรก็ตามในที่นี้จะ กลาวถึงระยะเวลาที่ลาชาได 2 แบบคือ ระยะเวลาที่ลาชาไดอิสระ (Free float) และระยะเวลาที่ลาชาได ทั้งหมด (Total float) โดยที่ ระยะเวลาที่ลาชาไดอิสระของกิจกรรม (i, j) = FFij
= ES
j - ESi - dij และ ระยะเวลาที่ลาชาไดทั้งหมดของกิจกรรม (i, j) = TFij = LCj - ESi - dij จากแผนภาพโครงงานในรูปที่ 8.2 จะไดวา กิจกรรม (i, j) ระยะเวลาทํากิจกรรม (dij) ระยะเวลาที่ลาชาไดอิสระ (FFij) ระยะเวลาที่ลาชาไดทั้งหมด (TFij) (1, 2) 7 0 0 (1, 3) 10 4 7 (1, 5) 14 5 5 (2, 3) 7 0 3 (2, 4) 8 0 0 (2, 6) 8 10 11 (3, 6) 9 2 3 (3, 7) 12 8 8 (4, 5) 4 0 0 (5, 6) 6 0 1 (5, 7) 15 0 0 (6, 7) 8 1 1 จากนิยามของระยะเวลาที่ลาชาไดทั้งสองแบบนั้นจะเห็นไดวา ระยะเวลาที่ลาชาไดอิสระของ กิจกรรม (i, j) จะนอยกวาหรือเทากับระยะเวลาที่ลาชาไดทั้งหมดของกิจกรรม (i, j) นั้น และถา ระยะเวลาที่ลาชาไดอิสระเทากับ a หนวยเวลา และระยะเวลาที่ลาชาไดทั้งหมดเทากับ b หนวยเวลา กรณี a = b จะหมายถึงระยะเวลาที่กิจกรรม (i, j) นั้นสามารถลาชาออกไปได a หนวยเวลาโดยไมมี ผลกระทบตอการเริ่มตนของกิจกรรมอื่นที่ตอเนื่องจากกิจกรรมนั้น และไมมีผลกระทบตอระยะเวลาแลวเสร็จของโครงงาน สวนกรณีที่ a < b จะหมายถึงวา กิจกรรม (i, j) นั้นสามารถลาชาออกไปได a หนวยเวลาโดยไมมีผลกระทบใดๆ แตถาลาชาเกิน a หนวยเวลาแตยังไมเกิน b หนวยเวลานั้น จะมีผล ใหกิจกรรมอื่นที่เริ่มตอจากกิจกรรม (i, j) เริ่มตนชาออกไปเทากับระยะเวลาที่เกินไปดังกลาว และไมวา กรณีใดถาการลาชาของกิจกรรมนั้นเกินกวา b หนวยเวลา จะมีผลกระทบตอระยะเวลาแลวเสร็จของ โครงงานทันที นอกจากนี้จะเห็นไดวา กิจกรรมที่เปนกิจกรรมวิกฤตนั้น ระยะเวลาที่ลาชาไดอิสระ และ ระยะเวลาที่ลาชาไดทั้งหมดมีคาเปนศูนย อยางไรก็ตามมีกิจกรรมที่ระยะเวลาที่ลาชาไดอิสระมีคาเปน ศูนย แตไมเปนกิจกรรมวิกฤต เชนกิจกรรม (2, 3) และกิจกรรม (5, 6) เปนตน
8.4 ตัวประมาณคาสามแบบโดยวิธีเพิรท (The PERT three-estimate approach)
ในการทํากิจกรรมตางๆในโครงงาน ระยะเวลาที่ใชในการทํากิจกรรมอาจไมจําเปนตองมี คาคงที่ ซึ่งวิธีเพิรทไดเสนอแนะการกําหนดระยะเวลาที่ใชในการทํากิจกรรมตางๆ โดยอาศัยตัว ประมาณคาระยะเวลาการทํากิจกรรม 3 แบบดวยกัน ดังนี้ 1. ระยะเวลาที่กิจกรรมทําเสร็จไดเร็วที่สุด (Optimistic estimate) เปนระยะเวลาที่ไดจากการ ประมาณภายใตสถานการณตางๆ ที่เกี่ยวของกับการทํากิจกรรมนั้นดําเนินไปดวยดี และ แทนดวยสัญลักษณ a 2. ระยะเวลาที่กิจกรรมทําเสร็จไดชาที่สุด (Pessimistic estimate) เปนระยะเวลาที่ไดจากการ ประมาณภายใตสถานการณตางๆ ที่เกี่ยวของกับการทํากิจกรรมดําเนินไปอยางไมดี และ แทนดวยสัญลักษณ b
3. ระยะเวลาที่กิจกรรมทําเสร็จบอยที่สุด (Most likely estimate) เปนระยะเวลาที่ไดจากการ ประมาณภายใตสถานการณที่เกี่ยวของกับการทํากิจกรรมดําเนินไปอยางปกติ และแทน ดวยสัญลักษณ m ถาระยะเวลาที่ใชในการทํากิจกรรมตางๆในโครงงาน มีการแจกแจงความนาจะเปนแบบเบตา (Beta distribution) ระยะเวลาที่ใชในการทํากิจกรรมที่กําหนดในแผนภาพโครงงาน หรือระยะเวลาที่ วิธีเสนทางวิกฤตนําไปใชนั้นจะเปนคาเฉลี่ยของตัวประมาณคาระยะเวลาในการทํากิจกรรม 3 แบบ ดังที่ไดกลาวขางตนนั้น โดยที่ ระยะเวลาทํากิจกรรม = d = 6 ) m 4 b a ( โดยมีความแปรปรวน = v = 2 6 ) a b (
ซึ่งจากการคํานวณหาระยะเวลาในการทํากิจกรรม รวมทั้งความแปรปรวนของแตละกิจกรรม ดังกลาว ทําใหสามารถที่จะคํานวณหาความนาจะเปนของเหตุการณที่กิจกรรมจะแลวเสร็จภายในเวลา ที่ตองการทราบได ทั้งนี้ถาให Di เปนเวลาเริ่มตนที่เร็วสุดของการทํากิจกรรมที่เริ่มตนจากโหนด i เนื่องจากเวลาที่ใชในการทํากิจกรรมนับตั้งแตเริ่มตนโครงงาน จนมาถึงกิจกรรมที่จะเริ่มตนจากโหนด i เปนตัวแปรสุม ดังนั้น Di จึงเปนตัวแปรสุม โดยที่คาคาดหมายของ Di เทากับ ESi และความ แปรปรวนของ Di เทากับผลรวมของความแปรปรวนของกิจกรรมตางๆ ที่อยูบนเสนทางที่ใชระยะเวลา ในการทํากิจกรรมนับตั้งแตเริ่มตนโครงงานจนมาถึงกิจกรรมที่จะเริ่มตนจากโหนด i มากที่สุด และจะ ใชสัญลักษณ Vi แทนความแปรปรวนดังกลาว
และจากทฤษฎีจํากัดเขาสูสวนกลาง (Central limit theorem) Di เปนตัวแปรสุมที่มีการแจกแจง เปนแบบปกติ (Normal distribution) ที่มีคาเฉลี่ยเทากับ ESi และความแปรปรวนเทากับ Vi ตัวอยางที่ 8.2 จากตัวอยางแผนภาพโครงงานในรูปที่ 8.2 ถาตัวประมาณระยะเวลาในการทํากิจกรรม ตางๆ ในโครงงานแสดงในตาราง จงคํานวณหาโอกาสที่โครงงานนี้แลวเสร็จใน 34 วัน และ 40 วัน กิจกรรม (i, j) ระยะเวลาที่กิจกรรมทํา เสร็จไดเร็วที่สุด (a) ระยะเวลาที่กิจกรรมทํา เสร็จไดชาที่สุด (b) ระยะเวลาที่กิจกรรมทํา เสร็จบอยที่สุด (m) (1, 2) 6 8 7 (1, 3) 8 16 9 (1, 5) 13 15 14 (2, 3) 5 9 7 (2, 4) 6 14 7 (2, 6) 7 13 7 (3, 6) 7 11 9 (3, 7) 11 13 12 (4, 5) 2 6 4 (5, 6) 4 12 5 (5, 7) 11 19 15 (6, 7) 7 9 8
วิธีทํา จากตัวประมาณคาระยะเวลาในการทํากิจกรรมตางๆ นํามาหาคาเฉลี่ย และความแปรปรวนไดดัง แสดงในตาราง กิจกรรม (i, j) คาเฉลี่ยของตัวประมาณคาระยะเวลาทํากิจกรรม (d) ความแปรปรวน (v) (1, 2) 7 0.111 (1, 3) 10 1.778 (1, 5) 14 0.111 (2, 3) 7 0.444 (2, 4) 8 1.778 (2, 6) 8 1.000 (3, 6) 9 0.444 (3, 7) 12 0.111 (4, 5) 4 0.444 (5, 6) 6 1.778 (5, 7) 14 1.778 (6, 7) 8 0.111 เนื่องจากคาเฉลี่ยของตัวประมาณคาระยะเวลาทํากิจกรรม ในตารางสอดคลองกับระยะเวลาใน การทํากิจกรรมในแผนภาพโครงงานในรูปที่ 8.2 ดังนั้นจะนําผลที่ไดกอนหนานี้มาใชดังนี้ จาก D7 ที่เปนเวลาเริ่มตนที่เร็วสุดของการทํากิจกรรมที่เริ่มตนจากโหนด 7 หรือเปนเวลาที่แลว เสร็จของโครงการ จะไดวา D7 เปนตัวแปรสุมที่มีคาคาดหมายเทากับ ES7 และความแปรปรวนเทากับ V7 โดยที่ ES7 = 34 และ V7 = 0.111 + 1.778 + 0.444 + 1.778 = 4.111 โอกาสที่โครงงานนี้แลวเสร็จใน 34 วัน = P{D7≤ 34} = P{(D7 - ES7)/ V7 } ≤ (34 - 34)/ 4.111 = P{Z ≤ 0} = 0.500 = 50% โอกาสที่โครงงานนี้แลวเสร็จใน 40 วัน = P{D7≤ 40} = P{(D7 - ES7)/ V7 } ≤ (40 - 34)/ 4.111 = P{Z ≤ 2.959} = 0.9985 = 99.85%
8.5 บทสรุป ในบทนี้ไดแสดงใหเห็นถึง การนําเอาตัวแบบเครือขายมาประยุกตใชในเรื่องของการ กําหนด ระยะเวลาแลวเสร็จของโครงงานโดยใชเทคนิควิธีที่สําคัญคือ วิธีเสนทางวิกฤต และวิธีเพิรท ซึ่งถึงแมทั้งสองวิธีจะเกี่ยวของกับการจัดการหรือวางแผนงานทางดานโครงงานเหมือนกัน แตประเด็น ที่เนนของแตละวิธีก็มีความแตกตางกัน ซึ่งทําใหประโยชนที่ไดรับจากการใชเทคนิคทั้งสองดังกลาวมี มากขึ้น ทําใหผูที่มีหนาที่ตองรับผิดชอบในการบริหารโครงงานเขาใจความสําคัญของกิจกรรมตางๆ และสามารถที่จะแกปญหาความลาชาของโครงงานไดอยางตรงจุด ยิ่งปจจุบันโครงงานตางๆ ประกอบดวยกิจกรรมที่มีเปนจํานวนมาก และมีความสัมพันธระหวางกิจกรรมที่ซับซอน การนํา แนวความคิดหรือเทคนิควิธีในบทนี้ไปประยุกตใชจะกอใหเกิดประโยชนอยางมากสําหรับโครงงาน นั้นๆ
แบบฝกหัด
1. จงสรางแผนภาพโครงงานที่ประกอบดวยกิจกรรม A, B, C, D, E, F, G, H, I และ J โดยมี ความสัมพันธระหวางกิจกรรมดังนี้ 1. กิจกรรม A และ B เปนกิจกรรมแรกของโครงงานและเริ่มตนพรอมกันได 2. เมื่อกิจกรรม A ทําเสร็จ กิจกรรม C และ D จึงเริ่มตนได 3. กิจกรรม B ตองทําเสร็จ จึงจะเริ่มตนทํากิจกรรม E ได 4. กิจกรรม D และ E ตองทําใหเสร็จกอนจึงเริ่มตนทํากิจกรรม F และ G ได 5. กิจกรรม C, D และ E ตองทําใหเสร็จกอนจึงเริ่มตนทํากิจกรรม H และ I ได 6. เมื่อกิจกรรม H และ F ทําเสร็จ จึงจะเริ่มตนทํากิจกรรม J ได 7. กิจกรรม I, J และ G เปนกิจกรรมสุดทายของโครงงาน 2. จงสรางแผนภาพโครงงานที่ประกอบดวยกิจกรรม A, B, C, D, E, F, G, H, I, J, K, L และ M โดยมี ความสัมพันธระหวางกิจกรรมดังนี้ 1. กิจกรรม A, B และ C เปนกิจกรรมแรกของโครงงานและเริ่มตนพรอมกันได 2. กิจกรรม B ตองทําเสร็จ จึงจะเริ่มตนทํากิจกรรม D, E และ F ได 3. กิจกรรม F ตองทําเสร็จ จึงจะเริ่มตนทํากิจกรรม G และ H ได 4. กิจกรรม C และ G ตองทําใหเสร็จกอนจึงเริ่มตนทํากิจกรรม I และ J ได 5. กิจกรรม A และ D ตองทําใหเสร็จกอนจึงเริ่มตนทํากิจกรรม K และ L ได 6. เมื่อกิจกรรม K, E, H และ I ทําเสร็จ จึงจะเริ่มตนทํากิจกรรม M ได 7. กิจกรรม L, M และ J เปนกิจกรรมสุดทายของโครงงาน 3. จากแผนภาพโครงงานตอไปนี้ จงหา ก. ระยะเวลาแลวเสร็จของโครงงาน ข. กิจกรรมวิกฤต ค. เสนทางวิกฤต ง. ระยะเวลาที่ลาชาไดอิสระของแตละกิจกรรม จ. ระยะเวลาที่ลาชาไดทั้งหมดของแตละกิจกรรม3.1 3.2 1 2 3 4 5 6 7 12 10 5 9 10 9 5 14 8 12 11 8
4. จากแผนภาพโครงงานในขอ 3.1 ถาตัวประมาณระยะเวลาในการทํากิจกรรมตางๆ ในโครงงาน แสดงในตารางตอไปนี้ กิจกรรม (i, j) ระยะเวลาที่กิจกรรมทํา เสร็จไดเร็วที่สุด (a) ระยะเวลาที่กิจกรรมทํา เสร็จไดชาที่สุด (b) ระยะเวลาที่กิจกรรมทํา เสร็จบอยที่สุด (m) (1, 2) 7 9 8 (1, 4) 11 13 12 (1, 5) 12 12 12 (2, 3) 5 9 7 (2, 5) 6 14 7 (2, 6) 7 13 7 (3, 4) 4 12 5 (3, 6) 7 11 9 (4, 6) 6 10 8 (4, 7) 3 5 4 (5, 6) 4 12 5 (5, 7) 11 15 13 (6, 7) 7 9 8 4.1 จงหาระยะเวลาแลวเสร็จของโครงงาน 4.2 จงหากิจกรรมวิกฤต และเสนทางวิกฤต 4.3 จงหาโอกาสที่โครงงานนี้แลวเสร็จใน 50 วัน 4.4จงหาโอกาสที่จะเริ่มตนทํากิจกรรม (4, 7) ใน 29 วัน
5. จากแผนภาพโครงงานในขอ 3.2 ถาตัวประมาณระยะเวลาในการทํากิจกรรมตางๆ ในโครงงาน แสดงในตารางตอไปนี้ กิจกรรม (i, j) ระยะเวลาที่กิจกรรมทํา เสร็จไดเร็วที่สุด (a) ระยะเวลาที่กิจกรรมทํา เสร็จไดชาที่สุด (b) ระยะเวลาที่กิจกรรมทํา เสร็จบอยที่สุด (m) (1, 2) 8 8 8 (1, 3) 4 6 5 (1, 4) 8 10 9 (1, 5) 4 8 6 (2, 3) 6 14 7 (2, 5) 7 13 7 (2, 6) 10 12 11 (3, 6) 9 9 9 (4, 6) 6 10 8 (4, 7) 12 16 14 (5, 6) 4 12 5 (5, 7) 14 16 15 (6, 7) 6 8 7 5.1 จงหาระยะเวลาแลวเสร็จของโครงงาน 5.2 จงหากิจกรรมวิกฤต และเสนทางวิกฤต 5.3 จงหาโอกาสที่โครงงานนี้แลวเสร็จใน 50 วัน 5.4จงหาโอกาสที่จะเริ่มตนทํากิจกรรม (4, 7) ใน 29 วัน