2
เท่าไหร่...ที่เราลงทุน?
อัดงบเพิ่มแสนล้านใน 5 ปี
ปัจจุบันรัฐใช้จ่ายงบประมาณเพื่อการศึกษาปีละกว่า370,000ล้านบาทหรือมากกว่าร้อยละ25
ของงบประมาณแผ่นดินซึ่งนับได้ว่าประเทศไทยจัดงบประมาณเพื่อการศึกษาในอัตราที่สูงมาก
เฉพาะข้อมูลงบประมาณแผ่นดินด้านการศึกษาในช่วงเวลา5ปีระหว่างพ.ศ.2549-2553เมื่อดู
จากแผนภาพข้างล่างนี้จะเห็นว่า ยอดงบประมาณขยับเพิ่มต่อเนื่องและสูงกว่างบประมาณด้าน
สาธารณสุขและกลาโหมมากกว่าเท่าตัวโดยเมื่อรวมงบประมาณด้านการศึกษาที่เพิ่มขึ้นในช่วง5ปีนี้
เป็นเงินเพิ่มขึ้นถึงหนึ่งแสนล้านบาท!
2549 2550 2551 2552 2553
50,000
100,000
150,000
200,000
250,000
300,000
350,000
400,000
450,000
การศึกษา
สาธารณสุข
การป้องกันประเทศ
งบประมาณ
เพิ่มขึ้น
1แสนล้าน
บาท(25%)
ภายใน5ปี
ล้านบาท
งบประมาณแผ่นดินด้านต่างๆ ระหว่างปีงบประมาณ 2549-2553
ภาพแสดงสัดส่วนงบประมาณด้านการศึกษาของไทยต่องบประมาณแผ่นดินรายปี ระหว่าง พ.ศ. 2547-2550
เปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว
สัดส่วนงบประมาณ
รายจ่ายด้านการศึกษาต่อ
งบประมาณแผ่นดิน(%)
3
งบการศึกษาไทยสูงกว่าประเทศพัฒนาหลายเท่า
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆในกลุ่มประเทศสมาชิกองค์การความร่วมมือเพื่อเศรษฐกิจและการพัฒนา
(OECD)พบว่าไทยมีสัดส่วนการใช้งบการศึกษาต่องบประมาณแผ่นดินมากกว่าค่าเฉลี่ยถึงร้อยละ11.6และสูงกว่า
ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเช่นญี่ปุ่นและเยอรมันถึง2.5เท่า
ภาพต่อไปนี้ชี้ให้เห็นว่าแนวโน้มการ“ทุ่ม”งบประมาณเพื่อการศึกษาของไทยดังที่กล่าวนี้ดำเนินต่อเนื่องมา
นานกว่าสิบปีแล้ว
ไทย
สวิสเซอร์แลนด์
สหรัฐอเมริกา
สวีเดน
ฟินแลนด์
อังกฤษ
ฝรั่งเศส
ไทย
สวิสเซอร์แลนด์
สหรัฐอเมริกา
สวีเดน
ฟินแลนด์
อังกฤษ
ฝรั่งเศส
ไทย
สวิสเซอร์แลนด์
สหรัฐอเมริกา
ฟินแลนด์
อังกฤษ
ฝรั่งเศส
ไทย
สวิสเซอร์แลนด์
สหรัฐอเมริกา
สวีเดน
ฟินแลนด์
อังกฤษ
ฝรั่งเศส
2547
2548
2549
2550
ภาพแสดงสัดส่วนงบประมาณด้านการศึกษาของไทยต่องบประมาณแผ่นดิน พ.ศ. 2544-2550
เปรียบเทียบกับนานาชาติ
ที่มา:EducationCounts,UIS2544-2550
0
5
10
15
20
25
30
0
5
10
15
20
25
30
ไทย ฮ่องกง มาเลเซีย นิวซีเแลนด์ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา ฟินแลนด์ สหราช
อาณาจักร ญี่ปุ่น
2544 2545 2546 2547 2548 2549 2550 ค่าเฉลี่ย7ปี
เหยียบสี่แสนล้านต่อปี...เราใช้จ่ายอย่างไร
พัฒนาการเรียนรู้เด็ก แค่เปอร์เซ็นต์เดียว!
ในขณะที่“จ่ายมาก”ถึงปีละ370,000ล้านบาทแต่กลับ“ได้น้อย”เพราะ
ผลผลิตของระบบการศึกษามีคุณภาพตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง คำถามก็คือ เราลงทุน
อย่างไรจึงนำไปสู่ผลเช่นนี้
เมื่อนำการใช้จ่ายงบประมาณด้านการศึกษามาแยกแยะพบว่างบประมาณที่
สูงถึงร้อยละ20-25ของงบประมาณแผ่นดินในแต่ละปีนี้ส่วนใหญ่ใช้เป็นค่าตอบแทน
บุคลากรและโครงสร้างโดยมากกว่า4ใน5เป็นเงินเดือนค่าตอบแทนและสวัสดิการ
สำหรับบุคลากร
ที่น่าสังเกตอย่างยิ่ง คือ ระบบการศึกษาไทยใช้งบประมาณน้อยมากใน
การส่งเสริมกิจกรรมเรียนรู้
4
ภาพแสดงสัดส่วนการใช้งบประมาณการศึกษาของประเทศไทย
เงินเดือนค่าตอบแทนสวัสดิการ
อาคารสิ่งปลูกสร้าง
อุดหนุนรายหัว
กิจกรรมพัฒนา
83%
1%
10%
6%
5
ภาพแสดงแนวคิดการลงทุนกับการศึกษาของไทยที่ผ่านมา
“ระบบลู่วิ่งเดียวปลายตีบ”
สถิติสัดส่วนงบประมาณด้านการศึกษาที่อยู่ในระดับสูง บ่งชี้ถึงสภาวการณ์ที่ประเทศไทยกำลังใช้จ่ายงบ
ประมาณรัฐณจุดใกล้“เต็มเพดาน”ในขณะที่ระบบการศึกษาไทยสามารถบรรลุผลสัมฤทธิ์ได้ในระดับต่ำและยัง
ครอบคลุมเยาวชนไทยไม่ได้ทั้งหมด
การเพิ่มเติมงบประมาณด้านการศึกษาจึงจำเป็นต้องค้นหายุทธศาสตร์การลงทุนที่แตกต่างไปจากเดิม โดย
มุ่งหวังให้การเพิ่มเงินลงทุนจำนวนเพียงเล็กน้อย สามารถทำหน้าที่ส่งเสริมหรือขยายประสิทธิภาพของงบประมาณ
ส่วนใหญ่ที่มีอยู่แล้วในลักษณะ“ทวีคูณ”
ลงทุนแบบเดิม เพิ่มงบในวิธีการเดิม
“ระบบลู่วิ่งปลายตีบ”
เน้นการปฏิรูปโครงสร้างของการผลิตผู้เรียน
ทุ่มเทงบประมาณมากมายไปสู่
•เงินเดือนค่าตอบแทน
•อาคารพัสดุอุปกรณ์
•แจกจ่ายงบประมาณทั่ว
แต่น้อยเกินกว่าจะพัฒนาคุณภาพ
เงินเดือนค่าตอบแทนสวัสดิการ
อาคารสิ่งปลูกสร้าง
อุดหนุนรายหัว
กิจกรรมพัฒนา
ทางเลือก...ทางรอดอยู่ที่ไหน?
6
ปรับวิสัยทัศน์ เล็งเป้าให้ชัด
การจะแก้ปัญหาวิกฤติคุณภาพเยาวชนจำเป็นต้องมีแนวคิดใหม่และระบบ
จัดการใหม่
แนวคิดใหม่คือการจัดการเรียนรู้เพื่อชีวิตจริงในสังคมไทยที่มีสภาพหลาก
หลายซับซ้อนยิ่งกว่าในอดีตทางเลือกในการจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพจึงควรเพิ่มมาก
ขึ้นด้วยทั้งในเชิงเป้าหมายและวิธีการทั้งในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียน
เป้าหมายคือการทำให้เยาวชนค้นพบศักยภาพความถนัดที่แท้จริงของตนเอง
มีความสุขกับการเรียนรู้มีโอกาสพัฒนาตนเองไปสู่อาชีพและอนาคตที่ตนเลือกมีหลัก
และทักษะในการใช้ชีวิตเป็นการเรียนที่มิได้แยกออกจากชีวิตจริงที่เด็กเยาวชนต้อง
เดินไปตามเส้นทางการศึกษากระแสหลักที่มุ่งเน้นแต่การแข่งขันเท่านั้นในการนี้“การ
เรียนรู้ตลอดชีวิต” เป็นคำที่ต้องแปรไปสู่รูปธรรม เพื่อการเพิ่มทั้งศักยภาพทาง
เศรษฐกิจและความมั่นคงของสังคมในอนาคต
จากเป้าชัดแปลงสู่ “ระบบจัดการใหม่”
ระบบจัดการใหม่คือการลงทุนน้อยแต่ได้ผลมากโดยเน้น
การดำเนินงานแบบความร่วมมือเป็นเครือข่ายทั้งในภาครัฐและเอกชน
ตั้งแต่ระดับชาติไปจนถึงระดับชุมชนท้องถิ่นใช้บุคลากรจำนวนน้อย
และมีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการให้น้อยที่สุดเพื่อให้งบประมาณ
ส่วนใหญ่ไหลตรงไปสู่การปฏิบัติการจริงในโครงการต่างๆ
ข้อเสนอตัวแบบของระบบจัดการดังกล่าวคือ
สำนักงาน
กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมคุณภาพการเรียนรู้ (สสค.)โดย
มีการจัดตั้งสสค.ในรูปแบบที่มีพระราชบัญญัติจัดตั้งรองรับเพื่อให้
เป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐและได้รับการสนับสนุนจากรัฐเพื่อทำ
หน้าที่พัฒนาคุณภาพการเรียนรู้และดึงทุกภาคส่วนในสังคมเข้าร่วม
ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอันเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับแนวคิดใน
การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่11(พ.ศ.
2555-2559)
7
การลงทุนของรัฐตามแนวคิดใหม่และระบบจัดการใหม่ข้างต้นจะใช้งบประมาณเพียงร้อยละ0.5-1.0ของ
งบประมาณรัฐด้านการศึกษา(ประมาณ1,900-3,800ล้านบาทต่อปี)ซึ่งด้วยวิธีบริหารจัดการใหม่ที่กระจาย
ทรัพยากรลงไปยังหน่วยปฏิบัติที่จัดการเรียนรู้โดยตรงไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนชุมชนหรือองค์กรภาคส่วนต่างๆจะเป็น
ก้าวสำคัญในการหนุนเสริมภารกิจการจัดการศึกษาของรัฐให้สามารถตอบสนองความต้องการของพ่อแม่ผู้ปกครอง
และประชาชนทั่วประเทศได้มากขึ้นเร็วขึ้นด้วยทรัพยากรที่ได้มาเมื่อเทียบกับงบประมาณเพื่อการศึกษากว่า300,000
ล้านบาทต่อปี
ภาพแสดงแนวคิดการลงทุน
กับการศึกษาแบบใหม่
ลงทุนแบบใหม่เน้นการพัฒนา
กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันทุกภาคส่วน
การเรียนรู้และอาชีพตามความถนัด
-ข้ามโครงสร้าง...ตรงไปสู่กระบวนการเรียนการสอน
-ใช้งบประมาณน้อยเพียงร้อยละ1
•เลือกเฟ้นนวัตกรรมวิธีการเรียนการสอนคุณภาพดี
ออกมาขยายผล
•เครือข่ายการเรียนรู้ข้ามสถาบันข้ามสังกัดข้าม
พื้นที่
•ท้องถิ่นผู้ประกอบการองค์กรภาคสังคมมีส่วนร่วม
•ส่งเสริมบรรยากาศเรียนรู้ตลอดชีวิต
ลงทุนแนวใหม่กำไรที่พิสูจน์ได้
เลขที่388ชั้น13ตึกเอสพี(อาคารเอ)ถ.พหลโยธินแขวงสามเสนในเขตพญาไทกรุงเทพมหานคร10400
โทรศัพท์0-2619-1811โทรสาร0-2619-1812QualityLearningFoundationwww.QLF.or.th
สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)
ก่อตั้งขึ้นจากแนวคิดในการพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้ด้วย “ระบบจัดการใหม่” ด้วยการลงทุนน้อยแต่ได้ผล
มาก โดยเน้นการดำเนินงานแบบความร่วมมือเป็นเครือข่ายกับหน่วยงานหลายรูปแบบ ทั้งในภาครัฐและเอกชน
ตั้งแต่ระดับชาติไปจนถึงระดับชุมชนท้องถิ่น ใช้บุคลากรจำนวนน้อยและมีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการให้น้อย
ที่สุด เพื่อให้งบประมาณส่วนใหญ่ไหลตรงไปสู่การปฏิบัติการจริงในโครงการต่างๆ
ตัวแบบของหน่วยงานที่สะท้อน“นวัตกรรม”ด้านการลงทุน
เพื่อการศึกษาเกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศ
ตัวอย่างหนึ่งได้แก่กองทุนพัฒนาคุณภาพการศึกษา
(QualityEducationFund-QEF)ของฮ่องกง
กองทุนนี้ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ.1998 มีกองทุนประเดิม
จำนวน5,000ล้านเหรียญฮ่องกง(ราว25,000ล้านบาท)และใช้
เฉพาะดอกผลของกองทุนเพื่อสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมการจัดการ
เรียนการสอนในโรงเรียน
ในแต่ละปีกองทุนได้ให้เงินสนับสนุนโครงการประมาณ600
ล้านเหรียญฮ่องกง(ราว3,000ล้านบาท)ในขณะที่งบประมาณเพื่อการ
ศึกษาของฮ่องกงเฉลี่ยปีละประมาณ53,500ล้านเหรียญฮ่องกงหรือคิด
เป็นประมาณร้อยละ1.1ของงบประมาณด้านการศึกษา
การสนับสนุนจากQEFที่โรงเรียนได้รับมักอยู่ในรูปการให้ทุนเพื่อจัดหา
วัสดุอุปกรณ์เครื่องมือเพื่อใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนสำหรับเด็กและการ
จัดกิจกรรมพัฒนาครูโดยโรงเรียน/สถาบันต้องเป็นผู้เสนอความคิดว่าน่าจะทำอะไร
อย่างไรเท่าไหร่และจะสานต่อให้ยั่งยืนในโรงเรียนหรือขยายผลไปสู่โรงเรียนอื่นได้
อย่างไร
การให้ทุนของQEFได้เปิดโอกาสให้เกิดความริเริ่มสร้างสรรค์ดีๆจากโรงเรียน
และนักการศึกษาในวงกว้าง และทำให้กองทุนและกระทรวงการศึกษาของฮ่องกง
สามารถเลือกนำนวัตกรรมทางการศึกษาหรือรูปแบบที่ดีไปสานต่อขยายผลได้
หลังก่อตั้งกองทุนนี้ ในฐานะ “เครื่องมือเพื่อการลงทุนทางการศึกษา
แนวใหม่”โดยมุ่งยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนปัจจุบัน
ฮ่องกงติดอันดับ1ใน3ของประเทศที่เด็กมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงที่สุดในโลก