FOREX ADVANCE
คู่มือการซื้อขายสําหรับผู้ใช้งานขั้นสูง
© สงวนลิขสิทธิ์ ข้อความส่วนใดส่วนหนึ่งของเอกสารนี้ไม่อนุญาตให้ทําซ้ํา จัดเก็บหรือส่งต่อในรูปแบบใดหรือโดยวิธีใดๆ ไม่ว่าโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์, เครื่องถ่ายเอกสาร, บันทึกหรืออื่นๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร เอกสารนี้ ไม่อนุญาตให้จัดจําหน่ายโดยวิธีการทางการค้าในรูปแบบของผลผูกพันใดๆ ในการที่จะมีการเผยแพร่โดยไม่ได้รับความยินยอม เป็นลายลักษณ์อักษร ความรับผิดชอบในการสูญเสีย เอกสารนี้ไม่มีความผูกพันต่อกรณีอันเกิดจากการสูญเสียของบุคคลใดๆ อันเกิดจากการซื้อขาย Forex ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการอ่านเนื้อหาในเอกสารนี้ ดังนั้นผู้อ่านจะต้องรับความเสี่ยงในการลงทุนด้วยตนเองFOREWORD
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาผมได้เฝ้าศึกษา การเคลื่อนไหวของราคา การกลับตัวของกราฟ รูปแบบทาง เทคนิคอย่างมากมาย รวมไปถึงการศึกษาปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งก็ต้องยอมรับครับว่ามีความสลับซับซ้อนมาก การศึกษาในเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ปัญหาสําคัญที่ผมพบคือการขาดแหล่งรวมเนื้อหาที่เป็นอันหนึ่ง อันเดียวกัน ส่งผลให้ขาดการต่อยอด อันเป็นปัญหาสําคัญในการประสบความสําเร็จในตลาด เมื่อขาดการต่อยอด ส่งผลให้ไม่มีวิทยาการใหม่ๆ เกิดขึ้น จึงเป็นผลเสียที่ผมมองว่าสําคัญมาก แม้ว่าผมจะไม่ได้มีความสามารถมากนัก แต่ผมเชื่อเสมอว่า ขั้นตอนแรกของการประสบความสําเร็จในตลาด จะต้องรวบรวมวิทยาการที่มีอยู่ในปัจจุบัน ให้เป็นหนึ่งเดียวกันเสียก่อน นักลงทุนไม่สามารถปฏิเสธความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลอื่น เพราะนั่นหมายถึง การไม่เปิดรับวิทยาการใหม่ๆ ดังนั้นผมจึงเข้าร่วมกลุ่มเพื่อเรียนรู้แนวคิดใหม่ๆ โดยส่วนตัวผมเชื่อว่า การแบ่งปัน จะส่งผลทําให้เกิดการประสบความสําเร็จในตลาดอย่างแน่นอน เพราะจะทําให้เกิดการต่อยอดทางความคิดได้ ไม่จํากัด อันเป็นปัจจัยสําคัญไปสู่การประสบความสําเร็จร่วมกันของนักลงทุน ผมหวังว่า E-Book จํานวน 2 เล่มนี้ จะสามารถตอบโจทย์นักลงทุนได้ไม่มากก็น้อย ด้วยการรวบรวม ข้อมูลมาในระยะเวลาหนึ่ง ผมเชื่อว่านักลงทุนจะได้สานต่อข้อมูลเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์แก่ตัวของนักลงทุนเอง ผมถือโอกาสแจกจ่ายเป็นของขวัญเนื่องในโอกาสวันครบรอบอายุ 23 ปีบริบูรณ์ หากมีข้อผิดพลาดประการใด ผมขออภัยมา ณ ที่นี้ Mr. Tanagool Kasemchoke ผู้จัดทําCONTENT
HARMONIC TRADING 4 CANDLESTICK PATTERN 11 CHART PATTERN 17 FIBONACCI 27 ANATOMY 34 ELLIOTT WAVE 42 WOLFE WAVE 50 DIVERGENCE 55 VOLUME 60 RISK MANAGEMENT 63 TRENDLINE 661
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
CONTENT
SWING TRADING 72 SCALPING TRADING 75 SNIPER TRADING 79 PSYCHOLOGY OF INVESTING 8212
13
14
15
บทที่ 1
HARMONIC TRADING
Harmonic คืออะไร Harmonic เป็นวิธีการที่ใช้รูปแบบการรับรู้ของราคาที่เฉพาะเจาะจงประยุกต์กับตัวเลข Fibonacci เพื่อตรวจสอบ ความถูกต้องของกราฟ โดยใช้ความน่าจะเป็นเพื่อคํานวณหาจุดพลิกกลับในกราฟ โดยสามารถอนุมานได้ว่ารูปแบบ กราฟเช่นเดียวกันหลายรูปแบบนั้น ในสักครั้งหนึ่งจะต้องวนรอบในตัวเอง และนํารูปแบบเหล่านี้มาหาค่าจุดเข้า หรือออกจาก Position โดยอาศัยความน่าจะเป็นที่การเคลื่อนไหวของราคารูปแบบเดียวกันที่เคยเกิดขึ้นมา ก่อนหน้านี้ แม้ว่ารูปแบบเหล่านี้จะไม่ถูกต้อง 100% แต่ก็ทําให้สามารถค้นพบโอกาสในการเปิด Position กับความเสี่ยงที่ ลดน้อยลงมาก หลักการสําคัญของวิธีการนี้คือ ระยะเวลาของคลื่นที่อยู่ใกล้เคียงในการเคลื่อนไหวของราคา มีแนวโน้มที่จะเกี่ยวข้องกับกราฟลําดับถัดมาเป็นจํานวนมาก ทั้งโดยขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ในการเชื่อมโยง แนวคิดที่จะสามารถเข้าใจว่าคลื่นราคาหรือการเคลื่อนไหวราคาที่แตกต่างกันมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างไร จะต้องนําตัวเลข Fibonacci มาคํานวณหาค่าอีกครั้ง รูปแบบความสัมพันธ์เหล่านี้ใช้ในการตรวจสอบที่จุดเปลี่ยนที่ อาจจะเกิดขึ้น เมื่อเหล่านี้จุดเปลี่ยนจะมีการระบุค่าอย่างถูกต้องและแม่นยําจะสามารถเข้า Position ในระดับ ราคาที่มีการเปลี่ยนแปลงที่สําคัญ โดยอ้างอิงค่าตัวเลขจาก Fibonacci Harmonic เป็นรูปแบบที่สําคัญในการวิเคราะห์ทิศทางของกราฟ ในกราฟที่มี Timeframe ขนาดเล็กไม่สามารถ ทําให้ทิศทางชัดเจนได้เท่ากับ H4 ขึ้นไป ดังนั้น หากเป็น Position ที่ถูกเปิดโดยจากสถาบันการเงินแล้ว แทบจะไม่มีข้อสงสัยเลยว่า เหตุใดนักลงทุนจํานวนมากจึงนิยมเทรดโดยใช้ Timeframe ตั้งแต่ H4 ขึ้นไป
Invalid Harmonic Setups กราฟมักจะให้เบาะแสในการกําหนดราคาในอนาคตเสมอ แต่อย่างไรก็ตามทุกอย่างที่นอกเหนือไปจากการ คาดการณ์อาจเกิดขึ้นในตลาดได้ตลอดเวลา การเคลื่อนไหวของราคาที่ให้สัญญาณตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่ คาดการณ์มักจะให้สัญญาณเพื่อบ่งชี้ถึงลักษณะการเกิดข้อบกพร่อง ซึ่งต้องให้ความสําคัญในระดับหนึ่งเลยทีเดียว ข้อพิจารณาที่สําคัญที่สุดเมื่อมีสัญญาณเตือนเหล่านี้คือการเคลื่อนไหวของราคาหลังจากที่เข้าสู่ Potential Reversal Zone ที่อาจเกิดขึ้น ราคาอาจจะกลับตัวได้แม้จะมีสัญญาณเตือนดังกล่าว ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสําคัญที่ จะต้องรอให้ตลาดยืนยันทิศทางราคาอีกครั้งเสียก่อน - Blowouts
การเคลื่อนไหวของราคารูปแบบดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ Potential Reversal Zone ที่มีศักยภาพถูกราคาทะลุผ่าน อย่างสมบูรณ์ การกลับตัวของกราฟควรจะเกิดขึ้นได้ แต่ช่วงราคากลับมีขนาดใหญ่ผิดปกติ เพราะความถี่สัญญาณ เตือนเหล่านี้เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อพบข้อบกพร่องที่อาจเกิดขึ้นและเป็นตัวชี้วัดที่เชื่อถือได้ของการกลับตัวที่ไม่ถูกต้องนัก สถานการณ์เหล่านี้ให้เบาะแสของการตามทิศทางเดิมของกราฟต่อไป เมื่อพบสัญญาณเตือนนี้จัดเป็นสัญญาณ ที่ชัดเจนว่า Potential Reversal Zone ดังกล่าวไม่ได้เป็นโอกาสที่ดีในการเข้า Position แม้ว่าจะส่งสัญญาณ ข้อบกพร่องที่อาจเกิดขึ้นแล้ว กราฟควรจะแสดงชนิดของการตามทิศทางเดิมของกราฟ เพื่อยืนยันการเคลื่อนไหว ของราคาอีกครั้ง
- Gaps
ช่องว่างราคาที่จะเกิดขึ้นใน Potential Reversal Zone จะมีความสําคัญมาก ช่องว่างที่เกิดขึ้นเมื่อการเคลื่อนไหว ของราคากระโดดก่อนแท่งเทียนหน้านี้จะไม่มีการซื้อขายเกิดขึ้น ช่องว่างของราคาใน Potential Reversal Zone ที่อาจเกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าการเซ็ตตัวของกราฟที่จะได้รับการวิเคราะห์นั้น จะต้องกระทําด้วยความระมัดระวัง เพราะเป็นสิ่งสําคัญเนื่องจากช่องว่างราคาที่แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่สําคัญเกี่ยวกับความเชื่อมั่นต่อราคา - Tail Closes บาร์ที่ราคาปิดทั้งสูงหรือต่ําแต่กลับไม่มีหางแท่งเทียน เมื่อหางของแท่งเทียนใกล้เกิดขึ้น หลังจากผ่าน Potential Reversal Zone ไม่สมควรที่จะเข้ามาวุ่นวายมากนัก แต่หากมีความจําเป็นอาจจะต้องความระมัดระวังสูงมาก กราฟที่ราคาปิดที่สูงหรือต่ําจะแสดงความเชื่อมั่นที่แข็งแกร่ง การเคลื่อนไหวของราคานี้แสดงให้เห็นว่าส่วนใหญ่ ของนักลงทุนในกราฟนั้นจะมีความคิดมาในทิศทางเดียวกัน เพื่อรอสัญญาณการกลับตัวที่เห็นได้ชัดเจนกว่า ในสถานการณ์เช่นนี้เพราะความแข็งแรงของการเคลื่อนไหวของราคามีมาก
- Extreme Price Ranges แท่งเทียนแบบ Tower สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่แข็งแกร่งมาก การกระทําดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดปกติ ที่ควรจะให้ความสนใจ วิธีหนึ่งที่จะตรวจสอบว่าช่วงราคาได้เป็นอย่างดีคือการเปรียบเทียบกับช่วงเฉลี่ย ถ้าราคามากกว่าหนึ่งเท่าครึ่ง ช่วงเฉลี่ยของราคาจะได้รับการพิจารณาจากนักลงทุนมาก แต่ก็ไม่จําเป็นที่จะคํานวณ เปรียบเทียบเช่นนี้เพราะช่วงราคาที่รุนแรงควรจะชัดเจนในทางปฏิบัติอยู่แล้ว แม้ว่าช่วงราคาที่รุนแรงส่งสัญญาณ ข้อบกพร่องที่อาจเกิดขึ้น ในความเป็นจริงช่วงราคาที่รุนแรงบ่อยครั้งสามารถบ่งบอกถึงสถานะของความอ่อนแรง ของราคาได้เช่นกัน แต่สถานะดังกล่าวจะต้องได้รับการยืนยันจากการเคลื่อนไหวของราคาเช่น หากช่วงราคามาก สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนทิศทาง แท่งเทียนต่อไปไม่ควรดําเนินการต่อไปในทิศทางเดียวกัน เป็นต้น
Harmonic Pattern ในการเคลื่อนไหวของราคาในรูปแบบ Harmonic ราคาได้มีการเคลื่อนไหวเป็นรูปแบบเดิมอย่างน่าอัศจรรย์ นักลงทุนได้มีการจดบันทึกลักษณะดังกล่าวสืบต่อกันมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน รูปแบบเหล่านี้เป็นรูปแบบที่นักลงทุน ควรทราบเพื่อเพิ่มโอกาสในการทํากําไรให้กับนักลงทุน AB=CD เป็นรูปแบบ Harmonic ยอดนิยมที่อาศัยขนาดความยาวของเส้น AB=CD หรือมีค่าใกล้เคียงกันเสมอ เป้าหมาย ในการคาดหวังการทํากําไรอยู่ที่ระดับ 161.8% Butterfly รูปแบบการเคลื่อนที่ของราคามีลักษณะคล้ายกับผีเสื้อ แต่ละจุดของปีกผีเสื้อคือจุดกลับของราคาที่สําคัญ เป้าหมายในการคาดหวังการทํากําไรอยู่ที่ระดับ 127.2%
Crab
รูปแบบการเคลื่อนที่ของราคามีลักษณะคล้ายกับปู เกิดขึ้นใน Potential Reversal Zone จุดกลับตัวแต่ละจุด ของรูปแบบดังกล่าวจะสอดคล้องกันเสมอ เป้าหมายในการคาดหวังการทํากําไรอยู่ที่ระดับ 161.8%
Shark
รูปแบบการเคลื่อนที่ของราคามีลักษณะคล้ายกับปลาฉลาม อาศัยค่าการแกว่งของราคามากผิดปกติ เป้าหมาย ในการคาดหวังการทํากําไรอยู่ที่ระดับ 113%
Bat รูปแบบการเคลื่อนที่ของราคามีลักษณะคล้ายกับค้างคาว เป็นหนึ่งในรูปแบบ Harmonic ที่พบบ่อยที่สุด เป้าหมาย ในการคาดหวังการทํากําไรอยู่ที่ระดับ 88.6% Gartley รูปแบบการเคลื่อนที่ของราคาที่ประกอบด้วย 5 จุด Pivot Point ที่สําคัญ เป็นรูปแบบที่มีลักษณะใกล้ชิดกับ ลําดับ Fibonacci มีการใช้อัตราการแกว่งในการเคลื่อนไหวในการสร้างรูปแบบขึ้นมา เป้าหมายในการคาดหวัง การทํากําไรอยู่ที่ระดับ 78.6%
บทที่ 2
CANDLESTICK PATTERN
Japanese Candlesticks
กราฟแท่งเทียนแสดงให้เห็นถึงการก่อตัวของราคาในลักษณะของบาร์ ก่อเกิดเป็นราคาในลักษณะที่ชัดเจนมาก กราฟแท่งเทียนญี่ปุ่นมีการใช้มานานหลายศตวรรษ จัดเป็นรูปแบบที่น่าสนใจของการวิเคราะห์ทางเทคนิค แท่งเทียนทั่วไปก็แบ่งออกเป็น Bullish Candlesticks และ Bearish Candlesticks แท่งเทียนอื่นๆ ที่มีความสําคัญมากต่อกราฟที่อาจเกิดการกลับตัวเกิดขึ้น มีข้อบ่งชี้ที่แข็งแกร่งอย่างมากต่อกราฟได้แก่ Doji Candlesticks ซึ่งจะมีรูปแบบแตกต่างกันออกไป
Bullish Candlesticks และ Bearish Candlesticks
การกลับตัวของ Japanese Candlesticks
- Doji Candlesticks, Dragonfly Doji และ Gravestone Doji
Doji Candlesticks, Dragonfly Doji และ Gravestone Doji
Doji เป็นสัญญาณการพลิกกลับที่ราคาเปิดและราคาปิดอยู่ที่เดียวกันหรือใกล้ราคาเดียวกัน Doji เป็นสัญญาณ เตือนการพลิกกลับที่อยู่ระหว่างดําเนินการสะสมพลัง โปรดใช้ความระมัดระวังใน Doji เพราะต้องยืนยันด้วย แท่งเทียนก่อนที่จะเปิดการซื้อขายใดๆ Dragonfly Doji ให้สัญญาณการกลับตัวที่แรงกว่า Hammer และ Gravestone Doji ให้สัญญาณการกลับตัวที่แรงกว่า Shooting Star
- Spinning Top
- Hammer
Hammer
Hammer แท่งเทียนแท่งเดียวอยู่ใต้สุดของระดับราคา รูปแบบดังกล่าวเป็นการกลับตัวที่เกิดขึ้นล่างสุดของ แนวโน้ม ส่วนใหญ่นิยมใช้ Hammer ในการตรวจสอบการปรับฐานของราคา Hammer ให้สัญญาณ Bullish - Inverted Hammer
Inverted Hammer
Inverted Hammer แท่งเทียนแท่งเดียวอยู่ใต้สุดของระดับราคา รูปแบบดังกล่าวเป็นการกลับตัวที่เกิดขึ้นล่างสุด ของแนวโน้มเช่นเดียวกับ Hammer และให้สัญญาณ Bullish
- Shooting Star และ Shooting Star with Spinning Top
Shooting Star และ Shooting Star with Spinning Top
Shooting Star และ Shooting Star with Spinning Top แท่งเทียนแท่งเดียวอยู่สูงสุดของระดับราคา รูปแบบดังกล่าวเป็นการกลับตัวที่เกิดขึ้นบนสุดของแนวโน้ม ส่วนใหญ่นิยมใช้ Shooting Star ในการตรวจสอบ การปรับฐานของราคา Shooting Star ให้สัญญาณ Bearish ในขณะที่ Shooting Star with Spinning Top ให้สัญญาณการกลับตัวแรงกว่าปกติ
- Bullish Engulfing และ Bearish Engulfing
Bullish Engulfing และ Bearish Engulfing
- Tweezer Top และ Tweezer Bottom
Tweezer Top และ Tweezer Bottom
สําหรับ Tweezer Top และ Tweezer Bottom แท่งเทียน 2 แท่งเทียนที่มีราคาปิดของแท่งเทียนที่ 1 เท่ากับ ราคาเปิดของแท่งเทียนที่ 2 หรือ Doji แตกต่างกันเพียงทิศทางเท่านั้น Tweezer Top ให้สัญญาณ Bearish ในขณะที่ Tweezer Bottom ให้สัญญาณ Bullish สัญญาณกลับตัวทั้ง 2 รูปแบบนี้ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ - Morning Star และ Evening Star
Morning Star และ Evening Star
สําหรับ Morning Star เป็นรูปแบบการกลับตัวที่ประกอบไปด้วย 3 แท่งเทียน แท่งเทียนแรกคือลําตัวแท่งเทียน สีแดงลําตัวยาว แท่งเทียนที่สองคือแท่งเทียนขนาดเล็ก (สีเขียว, สีแดงหรือ Doji ก็ได้) ที่ราคาเปิดจะต้อง เกิดการกระโดดลงไปเปิดและสูงขึ้นมา และแท่งเทียนที่สามเป็นเทียนสีเขียวยาวที่ปิดสูงกว่า 50% ของ แท่งเทียนแรก Morning Star ให้สัญญาณ Bullish
สําหรับ Evening Star เป็นรูปแบบการกลับตัวที่ประกอบไปด้วย 3 แท่งเทียน แท่งเทียนแรกคือลําตัวแท่งเทียน สีเขียวลําตัวยาว แท่งเทียนที่สองคือแท่งเทียนขนาดเล็ก (สีเขียว, สีแดงหรือ Doji ก็ได้) ที่ราคาเปิดจะต้อง เกิดการกระโดดขึ้นไปเปิดและต่ําลงมา และแท่งเทียนที่สามเป็นเทียนสีแดงยาวที่ปิดต่ํากว่า 50% ของ
บทที่ 3
CHART PATTERN
Chart Patterns
รูปแบบกราฟที่เกิดขึ้นในการซื้อขาย ช่วยให้นักลงทุนคาดการณ์ทิศทางที่น่าจะเป็นของคู่สกุลเงินที่มีแนวโน้ม ที่จะเคลื่อนไหว การใช้งาน Chart Pattern จําเป็นจะต้องใช้ควบคู่ไปกับ Japanese Candlesticks เนื่องจาก Japanese Candlesticks ให้ข้อมูลเชิงลึกที่น่าเชื่อถือ สามารถทําให้ราคาเปลี่ยนทิศทางได้ทันที โดยสามารถแบ่ง ประเภทของ Chart Pattern ได้ 2 ประเภทคือ Reversal Patterns (เปลี่ยนทิศทาง) และ Continuation Patterns (ไม่เปลี่ยนทิศทาง) Reversal Patterns - Rising Wedge Rising Wedge เป็นรูปแบบการไต่ขึ้นของราคาในกราฟ อันเกิดจากการสูญเสียโมเมนตัมในการเคลื่อนไหว ส่งผลให้เกิดการปรับตัวลดลงขนาดใหญ่ในภายหลัง - Falling Wedge Falling Wedge เป็นรูปแบบของราคาในลักษณะลาดชันอย่างต่อเนื่อง แต่ความลาดชันดังกล่าวไม่ชัดเจนนัก
- Head and Shoulders
Head And Shoulders เป็นรูปแบบการปรับตัวที่อาศัย Neckline ประกอบไปด้วยส่วนของราคาที่อยู่สูงสุด ตรงกลาง และราคาที่อยู่สูงสุดจะอยู่ต่ํากว่าจุดตรงกลางทั้งทางซ้ายและทางขวา เป็นรูปแบบการกลับตัวของกราฟ ที่พบมากที่สุด
- Double Top
Double Top เป็นรูปแบบการปรับตัวที่พบได้ทั่วไปของกราฟ เกิดขึ้นเมื่อกราฟ เพิ่มขึ้นในระยะเวลาหนึ่งและ ปรับลดตัวลง จากนั้นกราฟกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ระยะย่อตัวของกราฟคือระยะความยาวที่ใช้ในการทํากําไร โปรดระวัง Double Top ราคาอาจจะเกิดการทะลุ (Breakout) ได้ ก่อนทําการซื้อขายควรตรวจสอบรูปแบบ ให้แน่ใจอีกครั้งหนึ่ง Double Top ควรมีจุดสูงสุดอยู่ห่างกันสักระยะหนึ่ง เพื่อบ่งบอกถึงความแข็งแรงของ แนวโน้มราคา
- Double Bottom
Double Bottom เป็นรูปแบบการกลับตัวในลักษณะคล้ายกับ Double Top ที่สามารถบอกระดับลึกสุดของราคา แนวโน้มดังกล่าวได้ โปรดระวัง Double Bottom ราคาอาจจะเกิดการทะลุ (Breakout) ได้ ก่อนทําการซื้อขาย ควรตรวจสอบรูปแบบให้แน่ใจอีกครั้งหนึ่ง Double Bottom ควรมีจุดสูงสุดอยู่ห่างกันสักระยะหนึ่ง เพื่อบ่งบอกถึง ความแข็งแรงของแนวโน้มราคา Continuation Patterns - Rectangle Rectangle เป็นรูปแบบการเคลื่อนไหวของราคาในกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้า ราคาจะยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางเดิม การเคลื่อนไหวของราคาในที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าเป็นการสะสมพลังงาน ดังนั้นเมื่อราคาหลุดจากสี่เหลี่ยมผืนผ้าแล้ว จะเกิดการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง
- Ascending Triangle
Ascending Triangle โดยทั่วไปรูปแบบสามเหลี่ยมจะถือเป็นความต่อเนื่องหรือรูปแบบการควบรวมราคา บางครั้งการก่อตัวโดยการพลิกกลับของแนวโน้มในเขตสามเหลี่ยมสมมาตร ความกว้างของสามเหลี่ยม จากมากไปน้อยเป็นรูปสามเหลี่ยมในอัตราส่วนเท่าเดิม
Ascending Triangle เป็นรูปแบบของ Chart Pattern ที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุด เนื่องจากการกําหนดค่า อย่างง่ายดายประกอบกับความแม่นยําในระดับสูง เพียงกําหนดลักษณะของรูปสามเหลี่ยมจากความกว้าง จากมากไปน้อย ในรูปแบบของการเพิ่มขึ้นของราคาในอัตราส่วนเท่ากัน หากการก่อตัวรูปแบบนี้ผิดพลาด ไม่ว่าเหตุผลใด จะส่งผลให้แพทเทิร์นไม่สมบูรณ์ทันที รูปแบบนี้มักจะเกิดขึ้นหลังจากที่ราคาได้มีการเคลื่อนไหวที่ แข็งแกร่ง ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานในเชิงบวก นักลงทุนเชื่อว่าราคาหุ้นที่สูงขึ้นมากมีมุมมองพื้นฐานที่ดี แต่มีราคาแพงเกินไปที่จะรีบเข้าซื้อ (A) ส่วนหนึ่งของนักลงทุนจะได้ซื้อหุ้นในราคาที่ต่ํากว่ามาก (B) และเทขายออกมาอีกครั้ง (C) นักลงทุนจะกลับเข้ามาซื้ออีกเมื่อราคาต่ําลงมาเล็กน้อย (D) ก่อนที่จะมีการทะลุผ่าน (Breakout) (E) ปริมาณการเพิ่มขึ้นของ Volume ในจุด A เป็นโอกาสที่ดีสําหรับการออกจาก Position และเข้าช้อนซื้ออีกครั้ง ในจุด B ด้วยความต้องการอย่างแข็งแกร่งราคาจะกระชากสูงขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งจะมีการแย่งกันซื้อและขายเชิงรุก นักลงทุนควรจะปล่อยให้พวกเขาซื้อขายไปพลางๆ เพื่อรักษาโอกาสในการทํากําไรที่ดีกว่าจะเหมาะสมกว่า การเข้าไปแข่งขันเชิงรุกดังกล่าว
- Descending Triangle
Descending Triangle เช่นเดียวกับ Ascending Triangle แต่เป็นรูปแบบการพลิกกลับของแนวโน้ม Bearish ซึ่งโดยทั่วไปมีรูปแบบขาลงจากมุมมองของเวลาในช่วงระยะเวลาหนึ่ง สามเหลี่ยมของ Descending Triangle จะต้องมีจุดบรรจบเส้นแนวโน้มของแนวรับและและแนวต้านต่อการก่อตัว ซึ่งช่วยให้รูปร่างของสามเหลี่ยมโดดเด่น ในช่วงเวลาที่นักลงทุนไม่แน่ใจว่าตลาดจะเป็นทิศทางใด ความไม่แน่นอนเหล่านั้นจะแสดงออกมาบนกราฟ ถ้าราคาปิดเหนือระดับแนวต้านด้วยเหตุผลใดก็ตามรูปแบบจะไม่ถูกต้อง Descending Triangle กําหนดลักษณะของการก่อตัวเป็นรูปสามเหลี่ยมที่เอียงและมีระดับต่ําสุดเท่ากัน รูปร่างที่เอียงหลังจากช่วงเวลาที่ราคาได้ลดลงอาจจะเป็นผลมาจากข่าวเชิงลบ นักลงทุนระยะยาวมักจะรู้สึกว่า แพทเทิร์นนี้สามารถบอกราคาที่สมเหตุสมผลในการเข้าซื้อขาย Position ได้ เมื่อก่อตัวราคาจะเคลื่อนไหวช้า อย่างมีนัยยะสําคัญ ในความเป็นจริง ความช้านั้นเกิดจากความยับยั้งชั่งใจของนักลงทุนหลายกลุ่มที่ไม่แน่ใจว่าราคา จะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด แต่เมื่อการก่อตัวบางส่วนเริ่มสร้างความไม่สมดุลอย่างมากจะถูกปลดปล่อยออกมา และส่งผลถึงราคาในสัปดาห์ต่อมาที่ลดลงตามไปด้วย - Symmetrical Triangle Symmetrical Triangle เป็นรูปแบบการเคลื่อนที่ของราคาในกรอบสามเหลี่ยมสมมาตร ที่มีค่าการแกว่งอยู่ภายใน สามเหลี่ยมสมมาตรนั้น 75% ของความสูงของสามเหลี่ยมสมมาตรคืออัตรากําไรที่คาดหวังของนักลงทุน รูปแบบการเปิด Position จะต้องตรวจสอบว่าราคาได้ทะลุแนวฝั่งใด ราคาจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางนั้น
- Bull Flag
Bull Flag เป็นรูปแบบที่มีปริมาณการซื้อขายที่แข็งแกร่งบนพื้นฐานอันเป็นปัจจัยบวก Bull Flag เกี่ยวข้องกับ ราคาสองส่วนที่แตกต่างกัน ส่วนของเสาธงอยู่ใกล้แนวตั้งที่มีปริมาณสูงเสาธงมีความยาว อีกส่วนคือการเคลื่อนไหว ของราคาที่อยู่ใน Range ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาจะมีค่า Volume ต่ํากว่าปกติ 4 จุดเป็นอย่างน้อยและฝ่าวงล้อม (Breakout) ได้ในที่สุด ส่วนใหญ่ Bull Flag เกิดขึ้นในช่วงกลางของการเคลื่อนไหวที่มีขนาดใหญ่และยาวมาก จึงพบได้ทั่วไปตั้งแต่กราฟ H4 ขึ้นไป หากกราฟหลุดจาก Range ลงมาปิดด้านล่างแล้ว รูปแบบนี้จะไม่สมบูรณ์ การก่อตัวจะต้องน้อยกว่า 20 ช่วงการซื้อขายในแต่ละระยะเวลา Bull Flag เป็นที่ชื่นชอบในสายเทคนิค เพราะมักจะนําไปสู่การเคลื่อนไหวของราคาขนาดใหญ่และคาดการณ์ได้เช่นเดียวกับรูปแบบต่อเนื่องอื่นๆ Bull Flag จะเป็นแพทเทิร์นในช่วงกลางของแนวโน้มขนาดใหญ่
ส่วนแรกของ Bull Flag เรียกว่า Flagpole ช่วงนี้ราคาจะขึ้นสูงมาก (A) ซึ่งหากมองปัจจัยพื้นฐานจะพบว่า มีมุมมองเชิงบวก ที่อาจเกิดจากการแปลกใจในตัวเลขทางเศรษฐกิจในเชิงบวก แต่การเปลี่ยนแปลงของราคา จะถูกผู้ถือครองกลุ่มแรกขายทํากําไร ราคาจึงร่วงลงมา (B) ถัดจากนั้นผู้ซื้อใหม่เข้าซื้ออีกครั้ง เกิดเป็นการซื้อ รอบใหม่ที่ส่งราคาขึ้นมาในระดับหนึ่ง (C) และผู้ซื้อรอบใหม่ได้ขายทํากําไรอีกครั้ง (D) หลังจากนั้นจะเกิดเหตุการณ์ ซ้ําแบบเดิมอีกครั้งแต่คราวนี้จะมีแรงซื้อมากกว่าเดิม ให้สังเกตจากปริมาณ Volume ที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดจะส่งผลให้ราคาเกิดการทะลุ (Breakout) (E) สําหรับการตั้ง Target ให้นําเอาความยาวของ Flagpole มาวางต่อจากจุด Breakout จะได้ค่า Target ในขณะที่ Stop Loss ให้ตั้งไว้ต่ํากว่า Range ประมาณ 25 จุด
- Bear Flag
Bear Flag เป็นรูปแบบที่มีปริมาณการซื้อขายที่แข็งแกร่งบนพื้นฐานอันเป็นปัจจัยลบ อันเกิดจากตัวเลขทาง เศรษฐกิจที่มีปริมาณอ่อนแอกว่าตามมาด้วยแรงเทขาย เป้าหมายทางเทคนิคคือค่าความสูงของ Flagpole
ส่วนแรกของ Bear Flag เรียกว่า Flagpole ช่วงนี้ราคาจะขึ้นต่ํามาก (A) ซึ่งหากมองปัจจัยพื้นฐานจะพบว่า มีมุมมองเชิงลบ ที่อาจเกิดจากการตกใจในตัวเลขทางเศรษฐกิจในเชิงลบ แต่การเปลี่ยนแปลงของราคา จะถูกผู้ถือครองกลุ่มแรกเข้าช้อนซื้อ ราคาจึงเคลื่อนไหว (B) ถัดจากนั้นมีการเทขายอีกครั้ง เกิดเป็นการขาย รอบใหม่ที่ส่งราคาลงมาในระดับหนึ่ง (C) และกลุ่มที่ 2 เข้าช้อนซื้ออีกครั้ง (D) หลังจากนั้นจะเกิดเหตุการณ์ ซ้ําแบบเดิมอีกครั้งแต่คราวนี้จะมีแรงซื้อมากกว่าเดิม ให้สังเกตจากปริมาณ Volume ที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดจะส่งผลให้ราคาเกิดการทะลุ (Breakout) (E) สําหรับการตั้ง Target ให้นําเอาความยาวของ Flagpole มาวางต่อจากจุด Breakout จะได้ค่า Target ในขณะที่ Stop Loss ให้ตั้งไว้สูงกว่า Range ประมาณ 25 จุด
- Bullish Pennant
Bullish Pennant เป็นรูปแบบการซื้อขายที่มีปริมาณแข็งแกร่งในเชิงบวก อันเกิดจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ติดต่อกันหลายวัน Volume ที่อยู่ในขอบข่ายของแพทเทิร์นจะมีค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ Bullish Pennant เกี่ยวข้องกับ ราคาสองส่วนที่แตกต่างกันเช่นเดียวกับ Bull Flag แต่มีความสมมาตรของสามเหลี่ยม ประกอบด้วย 4 จุด เป็นอย่างน้อยและจุดฝ่าวงล้อม (Breakout) การรวมรูปสามเหลี่ยมในช่วงการก่อตัวของ Bullish Pennant เป็นเรื่องสําคัญอย่างมาก เพราะจะต้องมีความสมมาตร การก่อตัวจะต้องน้อยกว่า 20 ช่วงการซื้อขายในแต่ละ ระยะเวลา ถ้าราคาปิดต่ํากว่าระดับ Range ด้วยเหตุผลใดก็ตามรูปแบบจะไม่ถูกต้องทันที
ส่วนแรกของรูปแบบ Bullish Pennant ช่วงนี้ราคาจะขึ้นสูงมาก (A) ซึ่งหากมองปัจจัยพื้นฐานจะพบว่า มีมุมมองเชิงบวก ที่อาจเกิดจากการแปลกใจในตัวเลขทางเศรษฐกิจในเชิงบวก แต่การเปลี่ยนแปลงของราคา จะถูกผู้ถือครองกลุ่มแรกขายทํากําไร ราคาจึงร่วงลงมา (B) แต่ด้วยเกิดการรั่วไหลของข่าว ผู้ซื้อใหม่เข้าซื้ออีกครั้ง เกิดเป็นการซื้อรอบใหม่ที่ส่งราคาขึ้นมาในระดับหนึ่ง (C) และผู้ซื้อรอบใหม่ได้ขายทํากําไรอีกครั้ง (D) หลังจากนั้นจะเกิดเหตุการณ์ ซ้ําแบบเดิมอีกครั้งแต่คราวนี้จะอยู่ภายใต้ความกดดันจากข่าวที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ ให้สังเกตจากปริมาณ Volume ที่จะเบาบางลงเรื่อยๆ ต่อมาจะมีแรงซื้อมหาศาลหลังจากคลายความกังวลในข่าว ในที่สุดจะส่งผลให้ราคาเกิดการทะลุ (Breakout) (E) สําหรับการตั้ง Target ให้นําเอาความยาวของ Flagpole
- Bearish Pennant
Bearish Pennant เป็นรูปแบบการซื้อขายที่มีปริมาณแข็งแกร่งในเชิงลบ อันเกิดจากปัจจัยพื้นฐานที่อ่อนแอ ติดต่อกันหลายวัน Volume ที่อยู่ในขอบข่ายของแพทเทิร์นจะมีค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ Bearish Pennant เกี่ยวข้องกับ ราคาสองส่วนที่แตกต่างกันเช่นเดียวกับ Bear Flag แต่มีความสมมาตรของสามเหลี่ยม ประกอบด้วย 4 จุด เป็นอย่างน้อยและจุดฝ่าวงล้อม (Breakout) การรวมรูปสามเหลี่ยมในช่วงการก่อตัวของ Bearish Pennant เป็นเรื่องสําคัญอย่างมาก เพราะจะต้องมีความสมมาตร การก่อตัวจะต้องน้อยกว่า 20 ช่วงการซื้อขายในแต่ละ ระยะเวลา ถ้าราคาปิดสูงกว่าระดับ Range ด้วยเหตุผลใดก็ตามรูปแบบจะไม่ถูกต้องทันที
ส่วนแรกของรูปแบบ Bearish Pennant ช่วงนี้ราคาจะลดลงมาก (A) ซึ่งหากมองปัจจัยพื้นฐานจะพบว่า มีมุมมองเชิงลบ ที่อาจเกิดจากการตกใจในตัวเลขทางเศรษฐกิจในเชิงลบ แต่การเปลี่ยนแปลงของราคา จะถูกผู้ถือครองกลุ่มแรกเข้าช้อนซื้อ ราคาจึงเคลื่อนไหว (B) แต่ด้วยเกิดการรั่วไหลของข่าว จึงมีแรงเทขายอีกครั้ง ส่งผลต่อราคาในระดับหนึ่ง (C) และกลุ่มที่ 2 เข้าช้อนซื้ออีกครั้ง (D) หลังจากนั้นจะเกิดเหตุการณ์ ซ้ําแบบเดิมอีก ครั้งแต่คราวนี้จะอยู่ภายใต้ความกดดันจากข่าวที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ ให้สังเกตจากปริมาณ Volume ที่จะเบาบางลง เรื่อยๆ ต่อมาจะมีแรงซื้อมหาศาลหลังจากคลายความกังวลในข่าวในที่สุดจะส่งผลให้ราคาเกิดการทะลุ (Breakout) (E) สําหรับการตั้ง Target ให้นําเอาความยาวของ Flagpole มาวางต่อจากจุด Breakout จะได้ค่า Target ในขณะที่ Stop Loss ให้ตั้งไว้ต่ํากว่า Range ประมาณ 25 จุด
False Breaks
หากราคาไม่เคลื่อนไหวไปในทิศทางที่คาดไว้ อาจจะเกิดจากรูปแบบล้มเหลว อย่างไรก็ตามนักลงทุนสามารถ กลับสถานะ Position ให้ตรงข้ามได้เพื่อคงโอกาสในการทํากําไร สําหรับ Breakout ที่ผิดพลาดมักเกิดขึ้นเมื่อราคา ที่ผ่านมาเคลื่อนไหวสักระยะหนึ่งและเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทิศทางตรงข้าม โดยย้อนกลับผิดจาก รูปแบบโดยไม่คาดคิด ลักษณะเช่นนี้สามารถแก้ไขได้โดยการใช้ลําดับ Fibonacci มาคํานวณแนวรับและแนวต้าน
บทที่ 4
FIBONACCI
ผู้ค้นพบ Fibonacci คือเลโอนาร์โด เดอ ปิซา (Leonardo Fibonacci) Fibonacci เป็นลําดับของตัวเลขที่กําหนด โดยสมการเชิงเส้นที่เกิดขึ้นซ้ําอีกครั้ง ดังสมการ
Fn = Fn-1 + Fn-2
Fibonacci Ratio Series
การเรียงตัวของ Series ในลําดับ Fibonacci โดยปกติจัดเรียงได้ค่า 0, 1, 1, 2, 3, 5, 8, 13, 21, 34, 55, 89, 144, 233, 377, 610 ไปเรื่อยๆ โดยมีวิธีการคํานวณค่าดังกล่าวออกมาดังนี้ 0 + 1 = 1, 1 + 1 = 2, 1 + 2 = 3, 2 + 3 = 5, 3 + 5 = 8, 5 + 8 = 13, 8 + 13 = 2, 13 + 21 = 34, 21 + 34 = 55, 34 + 55 = 89, 55 + 89 = 144, 89 + 144 = 233 คํานวณเช่นนี้ไปเรื่อยๆ แต่ที่น่ามหัศจรรย์คืออัตราส่วน Golden Ratio Retreat ซึ่งเมื่อนําลําดับ Fibonacci ตัวหน้ามาหารด้วยตัวหลังจะพบว่ามีค่าประมาณ 0.618 โดยเฉพาะค่า ที่เกิดจากการหาร 34 / 55 = 0.618181818, 89 / 144 = 0.618055555 และ 233 / 377 = 0.6180371353 เป็นค่าที่ควรให้ความสําคัญพิเศษในเรื่อง Golden Ratio Retreat
การนําลําดับ Fibonacci ไปประยุกต์ใช้งานในโปรแกรม MetaTrader 4
ในโปรแกรม MetaTrader 4 มีรูปแบบ Fibonacci หลากหลายให้นักลงทุนเลือกสรร หลังจากวาด Fibonacci ในกราฟเป็นครั้งแรกจะต้องแน่ใจว่าได้วาด Fibonacci ลงไปบนแนวรับหรือแนวต้านที่ถูกต้องแล้ว เมื่อวาดลําดับ Fibonacci โดยใช้เครื่องมือที่ต้องการแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ควรมีค่า -1, -0.618, -0.382, -0.272, 0, 0.236, 0.382 0.5, 0.618, 0.764 และ 1 นักลงทุนสามารถปรับเปลี่ยนการตั้งค่าของลําดับ Fibonacci ได้โดยการคลิกขวา เลือก Objects List สามารถใช้ปุ่มลัด Ctrl + B แทนได้ หลังจากนั้นเลือก Fibonacci และใส่รายละเอียด ที่นักลงทุนต้องการ สามารถเพิ่มหรือลดลําดับ Fibonacci ได้ตามที่ต้องการ ลําดับ Fibonacci หลักคือวิธีการที่สําคัญที่จะคํานวณการเคลื่อนไหวของราคาได้อย่างถูกต้องและระบุโอกาส ในการเปิด Position ที่มีศักยภาพ ตัวเลขเหล่านี้สามารถใช้ในการกําหนดรูปแบบการเป็น Harmonic ตัวเลขหลักประกอบด้วย 0.618, 0.786, 1.27, 1.618 ตัวเลขเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานสําหรับการระบุโอกาส ในการเปิด Position ที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้กราฟจะต้องพิจารณาสอดคล้องกัน เมื่อการเคลื่อนไหวของราคาตีกลับ จากตัวเลขเหล่านี้ การมาถึงของราคาอาจสอดคล้องกันมากขึ้นในอนาคต
Fibonacci Basics
หลักการใช้งานลําดับ Fibonacci ให้นักลงทุนมองหาจุด Swing High และ Swing Low ถัดจากนั้นให้ลากเส้น Fibonacci จากจุด Swing High และ Swing Low ในภาพเป็นการลากเส้น Fibonacci โดยใช้เครื่องมือ Fibonacci Retracement หลักการวาดเส้น Fibonacci คือการสังเกตการแกว่งตัวในระดับสูงและแกว่งตัว ในระดับต่ําในรูปแบบก่อนที่จะวาดเส้น Fibonacci สําหรับ Swing High และ Swing Low จะต้องตามด้วย Uptrend หรือ Downtrend เสมอ
หลักการประยุกต์ใช้ Golden Ratio Retreat
สําหรับการใช้งานฟังก์ชั่นนี้จะต้องวาดเส้น Fibonacci ขึ้นมาก่อน จากนั้นจะปรากฏเส้นลําดับ Fibonacci ที่มีค่า 23.6, 38.2, 50.0, 61.8 และ 100 จากภาพด้านบน โปรดสังเกตการเคลื่อนที่ขาลงดังกล่าวข้างต้น 50% ใน Fibonacci Retracement แต่ราคาไม่ได้ปิดใต้ 61.8 ซึ่งเป็น Golden Ratio Retreat ที่สําคัญ ให้มองรูปแบบ กราฟสําหรับการกลับขึ้นไปที่ระดับ 38.2 โดยทั่วไปแล้ว 61.8 ได้รับการยอมรับให้เป็นจุดให้สัญญาณเทรดสําหรับ
The Divine Proportion Wiggle (DPW)
รูปแบบของลําดับ Fibonacci สามารถใช้เป็นจุดกลับตัวของราคาได้ ในส่วนนี้จะกล่าวถึงวิธีการทํากําไรโดยใช้ อัตราส่วน The Divine Proportion Wiggle ในขั้นแรกจะต้องวาดเส้น Fibonacci ขึ้นมาก่อน หลังจากนั้นรอให้ ราคาเคลื่อนไหวมายัง 0 เมื่อราคาเคลื่อนไหวมาถึงจุดนี้แล้วราคาจะทําปฏิกิริยาได้ 2 แนวทางคือ ถ้าราคา เปลี่ยนทิศทางในเส้น 0 ราคาจะวิ่งกลับไป 38.2 อีกครั้ง กับอีกแนวทางหนึ่งคือราคาทะลุเส้น 0 และเคลื่อนไหวไป -23.6 ให้มองหา -27.2 หากไม่มีให้สร้างขึ้นมาโดยการคลิกขวาเลือก Objects List สามารถใช้ปุ่มลัด Ctrl + B แทนได้ หลังจากนั้นเลือก Fibonacci และใส่รายละเอียดที่นักลงทุนต้องการ สามารถเพิ่มหรือลดลําดับ Fibonacci ได้ตามที่ต้องการ สําหรับ -27.2 เป็นจุดสําคัญที่ควรออกจาก Position เนื่องจากราคาจะกลับตัวที่จุดนี้ หากไม่ได้กลับตัวและยังคงทะลุผ่าน -23.6 ไปแล้ว -38.2 และ -61.8 จะเป็นจุดกลับตัวถัดไป Fibonacci Thrust รูปแบบของลําดับ Fibonacci สามารถใช้เป็นจุดกลับตัวของราคาได้ ในส่วนนี้จะกล่าวถึงวิธีการทํากําไรโดยใช้ อัตราส่วน Fibonacci Thrust Fibonacci Thrust แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบคือ 1. Clean Thrust แท่งเทียนส่วนใหญ่เปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว จัดเป็นรูปแบบที่แข็งแรงที่สุด 2. Sloppy Thrust แท่งเทียนส่วนใหญ่ติดปัญหาทางเทคนิค ราคาไม่สามารถทะลุจุดสําคัญไปได้ แต่สุดท้าย
การเปิด Position โดยใช้ Fibonacci Thrust
นับจาก Swing Low หากราคาสามารถผ่านระดับ 50.0 ไปได้แต่ไม่ได้ปิดเหนือ 61.8 ให้มองหาทิศทาง Bearish ในบางครั้งราคาสามารถเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ได้เป็นเวลานานในช่วงระยะของ 61.8 แต่มีความเป็นไปได้ ในระดับสูงที่ราคาจะกลับมาที่ 38.2 อีกครั้ง สําหรับทิศทางแบบ Swing High ให้ทําเช่นเดียวกันแต่กลับทิศทาง เมื่อราคากลับไปที่ 38.2 มีไม่บ่อยนักที่ราคาจะกลับไปที่ 23.6 และน้อยมากที่ราคาจะกลับไปที่ 0 นักลงทุน สามารถเลือกใช้ระดับราคาที่เหมาะสมเหล่านี้ในการตั้งค่า Stop Loss และ Target อย่างเหมาะสมได้ หลักการตั้ง Stop Loss ใน Fibonacci Thrust แบ่งเป็น 2 กรณีคือ กรณีที่ราคาไม่เคยวิ่งมาถึง 61.8 สามารถใช้ 61.8 เป็นจุด Stop Loss ได้ทันที และอีกกรณีหนึ่งคือราคาวิ่งมาถึง 61.8 ให้ใช้จุดสูงที่สุดของแท่งเทียนเป็น จุด Stop Loss
หมายเหตุ
Fibonacci Thrust ในขณะที่ราคาเคลื่อนไหวครั้งแรกจะมีปริมาณ Volume ที่สูงกว่าแท่งเทียนอื่น เมื่อราคา กลับสู่สภาวะปกติปริมาณ Volume จะลดลง หลีกเลี่ยงการใช้แท่งเทียนที่มีขนาดยาว (Tower) ระหว่างวันหรือ จุดสิ้นสุดของช่วงวัน ใช้เฉพาะการซื้อขายตามทิศทางของตลาดโดยรวม นอกจากนี้ยังต้องใช้ในขณะอินดิเคเตอร์ ADX มีค่าสูงกว่า 20 และไม่สามารถใช้คํานวณกราฟรายสัปดาห์และรายเดือนได้
Fibonacci Extensions
รูปแบบของลําดับ Fibonacci Extensions เป็นการจัดเรียงตัวของลําดับ Fibonacci ให้อยู่ในรูปแบบของคลื่น ประกอบไปด้วย A, B, C, 0.618, 1.00 และ 1.618 เป็นหนึ่งในรูปแบบของลําดับ Fibonacci ที่ไม่มีการนําเรื่อง แนวรับและแนวต้านเข้ามาใช้งาน สําหรับการใช้งาน Fibonacci Extensions จัดว่าง่ายกว่าการใช้งาน ลําดับ Fibonacci ในรูปแบบอื่นมาก เพียงแค่มองกราฟให้ออก หาจุด Swing High และ Swing Low ให้พบ ถัดจากนั้นสามารถใช้เครื่องมือเพื่อให้โปรแกรมคํานวณค่าให้ได้ทันที ในโปรแกรม MetaTrader 4 บางรุ่น อาจไม่สามารถใช้งานฟังก์ชั่นนี้ได้ ให้เลือกใช้อินดิเคเตอร์ Fibonacci Extensions แทนการใช้ฟังก์ชั่นโดยตรง
Fibonacci Time Ratios
รูปแบบของลําดับ Fibonacci Time Ratios เป็นการจัดเรียงตัวของลําดับ Fibonacci ให้อยู่ในรูปแบบของ ช่วงเวลา ประกอบไปด้วย -1, 0, 0.500, 1.000, 1.272, 1.618, 2.000, 2.272, 2.618 และ 3.618 โดยมีข้อจํากัด เรื่องของความแม่นยําที่จะต้องใช้การคํานวณหน้าจอให้ได้ผลลัพธ์ภายใน 1 วันเท่านั้น เท่ากับไม่สามารถใช้ฟังก์ชั่น Fibonacci Time Ratios ในกราฟที่มีระยะเวลาเกิน 15 นาทีได้ หากเกินกว่าเวลาดังกล่าวค่าที่ได้จะคลาดเคลื่อน สําหรับการลากเส้นให้นักลงทุนมองหาจุด Swing High และ Swing Low ถัดจากนั้นให้ลากเส้น Fibonacci จากจุด Swing High และ Swing Low คล้ายกับการใช้ Fibonacci Retracement แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะแตกต่างกัน