Update
มาตรฐานการบัญชี
มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 16 (ปรับปรุง 2552) เรื่อง ที่ดิน อาคาร
อุปกรณ์
มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 23 (ปรับปรุง 2552) เรื่อง ต้นทุนการกู้ยืม
มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 40 (ปรับปรุง 2552) เรื่อง อสังหาริมทรัพย์
เพื่อการลงทุน
มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่
16
(ปรับปรุง
2552)
TAS 16
เรื่อง ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์
ขอบเขตของมาตรฐานการบัญชี
นิยามของรายการที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์
การรับรู้รายการที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์
การวัดมูลค่าที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์
การตัดรายการที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์
การเปิดเผยข้อมูล
วันถือปฏิบัติ
ขอบเขตของมาตรฐานการบัญชี
ถือปฏิบัติกับรายการบัญชีส าหรับที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ ไม่ครอบคลุมถึง - ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ถือไว้เพื่อขาย (มาตรฐานการบัญชี เรื่อง สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่ ถือไว้เพื่อขายและการด าเนินงานที่ยกเลิก (TFRS 5)) - สินทรัพย์ชีวภาพที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเกษตร(มาตรฐานการบัญชี เรื่อง เกษตรกรรม (TAS 41)) - การรับรู้และวัดมูลค่าสินทรัพย์ที่เกิดจากการส ารวจและการประเมินค่า (มาตรฐานการ บัญชี เรื่อง การส ารวจและการประเมินค่าแหล่งทรัพยากรแร่ (TFRS 6)) - สัมปทานเหมืองแร่ และสินแร่นิยามของรายการที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์
หมายถึง สินทรัพย์ที่มีตัวตน ซึ่งเข้าเงื่อนไขทุกข้อต่อไปนี้
กิจการมีไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในการผลิต ในการจ าหน่ายสินค้าหรือ
ให้บริการ เพื่อให้เช่า หรือเพื่อใช้ในการบริหารงาน
การรับรู้รายการที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์
กิจการต้องรับรู้ต้นทุนของรายการที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ เป็นสินทรัพย์เมื่อเข้า เงื่อนไขทุกข้อ ดังต่อไปนี้ มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่กิจการจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคต สามารถวัดมูลค่าต้นทุนของรายการได้อย่างน่าเชื่อถือการวัดมูลค่าที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์
การวัดมูลค่าเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขการรับรู้รายการ (การวัดมูลค่า
เริ่มแรก)
การวัดมูลค่าเมื่อรับรู้รายการที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์
กิจการต้องวัดมูลค่าของที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ที่เข้าเงื่อนไขการรับรู้รายการโดยใช้ราคาทุน ราคาทุนของที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ ประกอบด้วย - ราคาซื้อรวมอากรขาเข้าและภาษีซื้อที่เรียกคืนไม่ได้ หลังหักส่วนลดการค้า และจ านวนที่ได้รับ คืนจากผู้ขาย - ต้นทุนทางตรงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาสินทรัพย์ให้อยู่ในสถานที่และสภาพที่พร้อมใช้ งานได้ตามความประสงค์ - ต้นทุนที่ประมาณในเบื้องต้นส าหรับการรื้อ การขนย้าย และการบูรณะสถานที่ตั้งของ สินทรัพย์ ซึ่งเป็นภาระผูกพันของกิจการ การรับรู้ต้นทุนจะหยุดเมื่อสินทรัพย์นั้นอยู่ในสถานที่และสภาพที่พร้อมจะใช้งานได้ตามความตัวอย่างการวัดมูลค่าเริ่มแรก
ตัวอย่าง
1
เมื่อวันที่ 1 มกราคม 25x5 บริษัท บูรพา จ ากัด ตกลงซื้อเครื่องจักรราคา 500,000 บาท มีค่านายหน้า 5% ของราคาซื้อ และได้รับส่วนลด 10% จากราคาซื้อ มีค่าขนส่ง 500 บาท บริษัทได้รับเครื่องจักรในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 25x5 และใช้เวลาติดตั้ง 10 วัน โดยมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นดังนี้ ค่าจ้างวิศวกรควบคุมการติดตั้ง 12,000 บาท เงินเดือนผู้จัดการโรงงาน 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายและอะไหล่ในการติดตั้ง 9,000 บาท ค่าวัสดุที่ ใช้ในการทดสอบ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในโรงงาน 4,000 บาทตัวอย่างการวัดมูลค่าเริ่มแรก (ต่อ)
ตัวอย่าง1 (ต่อ) ราคาทุนของเครื่องจักร ประกอบด้วยรายการดังนี้ ราคาซื้อหลังหักส่วนลด (500,000 – 50,000) 450,000 ค่านายหน้า (5%500,000) 25,000 ค่าขนส่ง 500 ค่าจ้างวิศวกร 12,000 ค่าใช้จ่ายและอะไหล่ในการติดตั้ง 9,000 ค่าวัสดุที่ใช้ในการทดสอบ 3,000 รวมราคาทุนของเครื่องจักร 499,500การวัดมูลค่าเมื่อรับรู้รายการที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์
ต้นทุนของที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ คือ ราคาเทียบเท่าเงินสด ณ วันที่รับรู้รายการ หากมีการขยายก าหนดการช าระเงินออกไปนานกว่าปกติ กิจการต้องบันทึกผลต่าง ระหว่างราคาเทียบเท่าเงินสดและจ านวนเงินที่ต้องจ่ายเป็นดอกเบี้ยตลอดระยะเวลา ได้สินเชื่อ กิจการสามารถรวมดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นราคาทุนของสินทรัพย์ได้ หากเป็นไปตาม ข้อก าหนดของมาตรฐานการบัญชีเรื่อง ต้นทุนการกู้ยืม (TAS 23) สินทรัพย์ที่ได้มาจากการแลกเปลี่ยนต้องวัดด้วยมูลค่ายุติธรรม หากไม่สามารถวัด มูลค่ายุติธรรมได้อย่างน่าเชื่อถือ ต้องวัดมูลค่าสินทรัพย์นั้นด้วยราคาตามบัญชีของ สินทรัพย์ที่น าไปแลกเปลี่ยนการวัดมูลค่าภายหลังการรับรู้รายการ
ภายหลังการวัดมูลค่าเริ่มแรก กิจการสามารถเลือกใช้
-
วิธีราคาทุน
หรือ
-
วิธีการตีราคาใหม่
ทั้งนี้กิจการต้องใช้นโยบายบัญชีเดียวกันส าหรับทุกรายการที่อยู่ใน
ประเภทเดียวกัน
การวัดมูลค่าภายหลังการรับรู้รายการ
วิธีราคาทุน
ภายหลังการรับรู้รายการที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ กิจการต้องแสดง
มูลค่าของสินทรัพย์ด้วยราคาทุนหักค่าเสื่อมราคาสะสม และค่าเผื่อ
การด้อยค่าสะสม
การวัดมูลค่าภายหลังการรับรู้รายการ
วิธีการตีราคาใหม่
ภายหลังการรับรู้รายการที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ หากสินทรัพย์นั้น
สามารถวัดมูลค่ายุติธรรมได้อย่างน่าเชื่อถือ กิจการต้องแสดงรายการ
ดังกล่าวด้วย
ราคาที่ตีใหม่
ราคาที่ตีใหม่
=
มูลค่ายุติธรรม ณ วันที่มีการตีราคาใหม่หักค่าเสื่อม
ราคาสะสม และค่าเผื่อการด้อยค่าสะสม
การวัดมูลค่าภายหลังการรับรู้รายการ
วิธีการตีราคาใหม่
หากกิจการเลือกใช้วิธีการตีราคาใหม่ กิจการต้องตีราคาสินทรัพย์ใหม่
อย่างสม่ าเสมอเพื่อให้แน่ใจว่าราคาตามบัญชีไม่แตกต่างจากมูลค่า
ยุติธรรมอย่างมีสาระส าคัญ
ถ้ามูลค่ายุติธรรมมีความผันผวนมากอาจจ าเป็นต้องตีราคาใหม่ทุกปี
แต่ถ้าการเปลี่ยนแปลงในมูลค่ายุติธรรมไม่มีสาระส าคัญ การตีราคา
ใหม่ทุก
3-5
ปี ถือว่าเพียงพอ
การวัดมูลค่าภายหลังการรับรู้รายการ
วิธีการตีราคาใหม่
กิจการต้องตีราคาสินทรัพย์ทุกรายการที่อยู่ในประเภทเดียวกันกับ
รายการที่ตีใหม่ด้วยเพื่อมิให้มีการเลือกตีเฉพาะบางรายการ
กิจการอาจทยอยตีราคาสินทรัพย์ที่อยู่ในประเภทเดียวกัน หากการตีราคา
เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาอันสั้น และราคาของสินทรัพย์ที่ตีใหม่แสดงถึง
ข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน
การวัดมูลค่าภายหลังการรับรู้รายการ
วิธีการตีราคาใหม่
กรณีตีราคาเพิ่มขึ้น
หากการตีราคาสินทรัพย์ใหม่ท าให้มูลค่าตามบัญชีเพิ่มขึ้น ส่วนที่เพิ่มขึ้นจากการตี ราคา เรียกว่า “ส่วนเกินทุนจากการตีราคาสินทรัพย์” กิจการต้องรับรู้ส่วนเกินทุนจากการตีราคาสินทรัพย์โดยตรงไปยังส่วนของเจ้าของ ในงบดุล กิจการต้องรับรู้ส่วนเพิ่มจากการตีราคาใหม่ในก าไรหรือขาดทุนได้ไม่เกินจ านวนที่ เคยตีราคาสินทรัพย์รายการดังกล่าวลดลงในอดีตและเคยรับรู้ในก าไรหรือขาดทุนการวัดมูลค่าภายหลังการรับรู้รายการ
วิธีการตีราคาใหม่
กรณีตีราคาลดลง
หากการตีราคาสินทรัพย์ใหม่ท าให้ราคาตามบัญชีของสินทรัพย์ลดลง กิจการต้อง รับรู้มูลค่าที่ลดลงในก าไรหรือขาดทุน (รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงบก าไรขาดทุน) หากสินทรัพย์ดังกล่าวมีส่วนเกินทุนจากการตีราคาสินทรัพย์คงเหลือ กิจการต้องน า ส่วนที่ลดลงจากการตีราคาใหม่ไปหักออกจากบัญชีส่วนเกินทุนจากการตีราคา สินทรัพย์ก่อน ส่วนที่เหลือจึงจะรับรู้ในก าไรหรือขาดทุนการวัดมูลค่าภายหลังการรับรู้รายการ
วิธีการตีราคาใหม่
เมื่อมีการจ าหน่ายหรือเลิกใช้สินทรัพย์ กิจการต้องโอนส่วนเกินทุนทั้งหมดจากการ ตีราคาสินทรัพย์ไปยังก าไรสะสม ในระหว่างที่ยังมีการใช้งานสินทรัพย์ กิจการจะทยอยโอนส่วนเกินทุนดังกล่าวไป ยังก าไรสะสมเท่ากับผลต่างระหว่างค่าเสื่อมราคาที่ค านวณจากมูลค่าตามบัญชีของ สินทรัพย์ที่มีการตีราคาใหม่กับค่าเสื่อมราคาที่ค านวณจากราคาทุนเดิม (จ านวนตัดจ าหน่ายส่วนเกินทุน = ค่าเสื่อมราคาใหม่ – ค่าเสื่อมราคาเดิม) การโอนส่วนเกินทุนจากการตีราคาสินทรัพย์ไปยังก าไรสะสมจะต้องไม่กระท า ผ่านงบก าไรขาดทุนการวัดมูลค่าภายหลังการรับรู้รายการ
วิธีการตีราคาใหม่
เมื่อมีการตีราคาที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ใหม่ กิจการต้องถือปฏิบัติกับรายการค่า เสื่อมราคาสะสมของสินทรัพย์ ณ วันที่มีการตีราคาใหม่ ตามข้อใดข้อหนึ่ง 1. ปรับค่าเสื่อมราคาสะสมเป็นสัดส่วนกับการเปลี่ยนแปลงของราคาตามบัญชี ก่อน หักค่าเสื่อมราคาสะสม เพื่อท าให้ราคาตามบัญชีหลังการตีราคาใหม่เท่ากับราคาที่ตี ใหม่ของสินทรัพย์ 2. น าค่าเสื่อมราคาสะสมหักออกจากราคาตามบัญชีก่อนหักค่าเสื่อมราคาสะสมและ ค่าเผื่อการด้อยค่าของสินทรัพย์เพื่อให้ได้ราคาตามบัญชี แล้วน าราคาตามบัญชีมาปรับ ให้เป็นราคาที่ตีใหม่ตัวอย่างการวัดมูลค่าภายหลังการรับรู้รายการ
ตัวอย่าง2: 1ม.ค. 25x1 กิจการซื้อเครื่องจักรราคาทุน 100,000 บาท อายุการใช้งาน 5 ปี ไม่มีมูลค่า ซาก ณ วันที่ 31 ธ.ค. 25x3 มีราคาประเมิน 50,000 บาท การตีราคาใหม่ท าให้ราคาตาม บัญชีเท่ากับ 50,000 บาท กรณี1: ปรับค่าเสื่อมราคาสะสมเป็นสัดส่วนกับการเปลี่ยนแปลงของราคาตามบัญชี ราคาตามบัญชีเพิ่มขึ้น 25% จาก 40,000 บาท เป็น 50,000 บาท กิจการต้องปรับค่า เสื่อมราคาสะสมเพิ่ม 25% ด้วย กิจการบันทึกบัญชีโดย Dr. เครื่องจักร (25% 100,000) 25,000 Cr. ค่าเสื่อมราคาสะสมเครื่องจักร(25%60,000) 15,000 ส่วนเกินทุนจากการตีราคาสินทรัพย์ 10,000ตัวอย่างการวัดมูลค่าภายหลังการรับรู้รายการ
ตัวอย่าง2: 1ม.ค. 25x1 กิจการซื้อเครื่องจักรราคาทุน 100,000 บาท อายุการใช้งาน 5 ปี ไม่มี มูลค่าซาก ณ วันที่ 31 ธ.ค. 25x3 มีราคาประเมิน 50,000 บาท การตีราคาใหม่ท าให้ ราคาตามบัญชีเท่ากับ 50,000 บาท กรณี 2: น าค่าเสื่อมราคาสะสมหักจากราคาตามบัญชีของสินทรัพย์ Dr. ค่าเสื่อมราคาสะสมเครื่องจักร 60,000 Cr. เครื่องจักร 60,000 Dr. เครื่องจักร 10,000 Cr. ส่วนเกินทุนจากการตีราคาสินทรัพย์ 10,000
การวัดมูลค่าภายหลังการรับรู้รายการ
การคิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์ที่ตีราคาใหม่
สินทรัพย์ที่ตีราคาเพิ่มขึ้นจะต้องคิดค่าเสื่อมราคาตามปกติ โดยมีขั้นตอนดังนี้ บันทึกค่าเสื่อมราคาประจ างวดโดยคิดจากราคาที่ตีใหม่ ปรับปรุงบัญชีส่วนเกินทุนจากการตีราคาสินทรัพย์ให้ลดลง โดยทยอยโอนไป ก าไรสะสมเท่ากับผลต่างของค่าเสื่อมราคาที่ค านวณจากราคาทุนกับราคาที่ตี ใหม่ (จ านวนตัดจ าหน่ายส่วนเกินทุน = ค่าเสื่อมราคาใหม่ – ค่าเสื่อมราคาเดิม)ตัวอย่างการคิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์ที่ตีราคาใหม่
ตัวอย่างที่
3:
จากตัวอย่างที่ 2 ราคาตามบัญชีเครื่องจักรเท่ากับ 50,000 บาท อายุการใช้งาน เหลือ 2 ปี ค่าเสื่อมราคาต่อปี = 50,000/2 = 25,000 กิจการต้องบันทึกค่าเสื่อมราคาโดย Dr. ค่าเสื่อมราคา-เครื่องจักร 25,000 Cr. ค่าเสื่อมราคาสะสม-เครื่องจักร 25,000 Dr. ส่วนเกินทุนจากการตีราคาสินทรัพย์ 5,000การคิดค่าเสื่อมราคา
กิจการต้องปันส่วนจ านวนที่คิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์อย่างมีระบบตลอดอายุการใช้งาน กิจการต้องทบทวนมูลค่าคงเหลือและอายุการให้ประโยชน์ของสินทรัพย์อย่างน้อยทุกสิ้น รอบบัญชี หากมีการเปลี่ยนแปลงถือเป็นการเปลี่ยนแปลงประมาณการบัญชีตามมาตรฐาน การบัญชีฉบับที่ 8 เรื่อง นโยบายการบัญชี การเปลี่ยนแปลงประมาณการทางบัญชี และ ข้อผิดพลาด กิจการจะเริ่มต้นคิดค่าเสื่อมราคาเมื่อสินทรัพย์นั้นพร้อมใช้งาน และ กิจการต้องหยุดคิดค่าเสื่อมราคาเมื่อกิจการตัดรายการสินทรัพย์นั้น หรือจัดประเภทสินทรัพย์ นั้นเป็นสินทรัพย์ถือไว้เพื่อขาย กิจการไม่สามารถหยุดคิดค่าเสื่อมราคาเมื่อไม่มีการใช้งานสินทรัพย์ หรือปลดจากการใช้งาน ประจ า เว้นแต่สินทรัพย์นั้นได้คิดค่าเสื่อมราคาหมดแล้วการคิดค่าเสื่อมราคา
ตามปกติที่ดินจะมีอายุการใช้ประโยชน์ที่ไม่จ ากัด จึงไม่จ าเป็นต้องมีการคิดค่า เสื่อมราคา ในบางกรณีที่ดินอาจมีอายุการใช้ประโยชน์ที่จ ากัด จึงต้องมีการคิดค่าเสื่อม ราคาที่สะท้อนให้เห็นถึงประโยชน์ที่ได้รับจากที่ดิน เช่น เหมืองแร่ที่ท าบนผิว ดิน หรือพื้นที่ส าหรับทิ้งขยะ การเพิ่มขึ้นของมูลค่าที่ดินที่เป็นที่ตั้งของอาคารไม่มีผลกระทบต่อการคิดค่า เสื่อมราคาของอาคารการคิดค่าเสื่อมราคา
กิจการต้องเลือกใช้วิธีในการคิดค่าเสื่อมราคาให้สะท้อนรูปแบบของประโยชน์ ที่ได้จากสินทรัพย์นั้น กิจการต้องมีการทบทวนวิธีคิดค่าเสื่อมราคาอย่างน้อยทุกสิ้นปีบัญชี หาก รูปแบบประโยชน์ที่ได้รับเปลี่ยนแปลงอย่างมีสาระส าคัญ กิจการต้อง เปลี่ยนแปลงวิธีการคิดค่าเสื่อมราคา การเปลี่ยนแปลงวิธีการคิดค่าเสื่อมราคาถือเป็นการเปลี่ยนแปลงประมาณการ ทางบัญชีการตัดรายการที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์
กิจการต้องตัดมูลค่าตามบัญชีของที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ออกจากบัญชี เมื่อ เข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง - กิจการจ าหน่ายสินทรัพย์ - กิจการคาดว่าจะไม่ได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตจากการใช้หรือ จ าหน่ายสินทรัพย์ กิจการต้องรับรู้ก าไรหรือขาดทุนจาการตัดรายการในก าไรหรือขาดทุนเมื่อมี การตัดรายการสินทรัพย์ออกจากบัญชี เว้นแต่สินทรัพย์นั้นได้มาจากการขาย และเช่ากลับคืนตามมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 17 เรื่อง สัญญาเช่าการตัดรายการที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์
ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแทนส่วนประกอบของสินทรัพย์ที่เป็นส่วนหนึ่งของมูลค่า ตามบัญชี กิจการต้องตัดมูลค่าตามบัญชีของส่วนประกอบที่ถูกเปลี่ยนแทน หากกิจการไม่สามารถก าหนดมูลค่าตามบัญชีของส่วนประกอบที่ถูกเปลี่ยนแทน ได้ อาจใช้ต้นทุนในการเปลี่ยนแทนเป็นตัวบ่งชี้ถึงต้นทุนส่วนประกอบที่ถูกเปลี่ยน แทนในขณะที่กิจการได้มาหรือก่อสร้างส่วนประกอบที่ถูกเปลี่ยนแทนนั้นการเปิดเผยข้อมูล
หากรายการที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์แสดงด้วยราคาที่ตีใหม่ กิจการต้องเปิดเผย วันที่มีการตีราคาสินทรัพย์ใหม่ ข้อเท็จจริงที่ว่ามีผู้ประเมินราคาอิสระมีส่วนร่วม วิธีและข้อสมมติที่ใช้ประมาณมูลค่ายุติธรรม ขอบเขตในการก าหนดมูลค่ายุติธรรม มูลค่าตามบัญชีที่ควรจะรับรู้หากใช้วิธีราคาทุน การเปลี่ยนแปลงในส่วนเกินทุนจากการตีราคาสินทรัพย์ในระหว่างงวดวันถือปฏิบัติ
ถือปฏิบัติกับงบการเงินส าหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2554
เป็นต้นไป
โดยสนับสนุนให้น ามาตรฐานการบัญชีฉบับนี้มาถือปฏิบัติก่อนวันที่มีผลบังคับใช้ (ต้องเปิดเผย ไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงินด้วย)
มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่
23
(ปรับปรุง
2552)
TAS23
ต้นทุนการกู้ยืม
ค านิยามของต้นทุนการกู้ยืม วิธีปฏิบัติทางบัญชีเกี่ยวกับต้นทุนการกู้ยืม ต้นทุนการกู้ยืมที่อนุญาตให้รวมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์ ประเภทของเงินกู้ยืม การรวมต้นทุนการกู้ยืมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์ การเริ่มต้นการรวมต้นทุนการกู้ยืมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์ การหยุดพักการรวมต้นทุนการกู้ยืมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์ การสิ้นสุดการรวมต้นทุนการกู้ยืมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์ การเปิดเผยข้อมูลนิยามของต้นทุนการกู้ยืม
ต้นทุนการกู้ยืม หมายถึง ดอกเบี้ยและต้นทุนอื่นที่เกิดจากการกู้ยืมของกิจการ ประกอบด้วย ดอกเบี้ยจ่ายที่ค านวณโดยวิธีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ค่าใช้จ่ายทางการเงินที่เกิดจากสัญญาเช่าการเงินที่มีการรับรู้ตาม TAS17 เรื่อง สัญญาเช่า ผลต่างจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจากการกู้ยืมที่น ามาปรับปรุงกับต้นทุนของ ดอกเบี้ยการรับรู้รายการต้นทุนการกู้ยืม
กิจการต้องรวมต้นทุนการกู้ยืมที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการได้มา การ
ก่อสร้าง หรือการผลิต
สินทรัพย์ที่เข้าเงื่อนไข
รวมเป็นราคาทุน
ของ
สินทรัพย์นั้น
กิจการต้องรับรู้ต้นทุนการกู้ยืมอื่นเป็นค่าใช้จ่ายในงวดบัญชีที่ต้นทุน
นั้นเกิดขึ้น
สินทรัพย์ที่เข้าเงื่อนไข
สินทรัพย์ที่เข้าเงื่อนไข หมายถึง สินทรัพย์ที่จ าเป็นต้องใช้ระยะ
เวลานานในการเตรียมพร้อมเพื่อให้สามารถน าสินทรัพย์นั้นมาใช้ได้
ตัวอย่าง
ตัวอย่างสินทรัพย์ที่เข้าเงื่อนไข
:
โรงงาน โรงผลิตผลิตพลังงาน อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน และ
สินค้าที่ต้องใช้ระยะเวลานานในการแปลงสภาพให้พร้อมขาย
ตัวอย่างสินทรัพย์ที่
ไม่
เข้าเงื่อนไข
:
เงินลงทุนอื่น สินค้าที่ท าการผลิตเป็นประจ า สินค้าที่ผลิตเป็นจ านวน
มากโดยมีขั้นตอนการผลิตซ้ าๆ ในช่วงระยะเวลาสั้น และสินทรัพย์ที่อยู่
ในสภาพพร้อมใช้งานหรือพร้อมขายได้ทันทีที่มีการซื้อ
ต้นทุนการกู้ยืมที่รวมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์
กิจการสามารถบันทึกต้นทุนการกู้ยืมของ
สินทรัพย์ที่เข้าเงื่อนไข
รวมเป็น
ราคาทุน
ของสินทรัพย์ได้ หากต้นทุนการกู้ยืมดังกล่าว
- เป็นต้นทุนการกู้ยืมที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการได้มา การก่อสร้าง หรือการ ผลิตสินทรัพย์ที่เข้าเงื่อนไข - มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่ต้นทุนการกู้ยืมดังกล่าวก่อให้เกิดประโยชน์ เชิงเศรษฐกิจแก่กิจการในอนาคต และสามารถประมาณได้อย่างน่าเชื่อถือ - เป็นต้นทุนที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ หากกิจการไม่ก่อรายจ่ายในการจัดหา สินทรัพย์ที่เข้าเงื่อนไขการกู้ยืมดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์เชิงเศรษฐกิจใน อนาคตประเภทของเงินกู้ยืม
เงินที่กู้ยืมมาโดยเฉพาะเพื่อจัดหาสินทรัพย์ที่เข้าเงื่อนไข
-
หมายถึง เงินกู้ยืมที่กู้มาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการจัดหา
สินทรัพย์ที่เข้าเงื่อนไข
เงินที่กู้ยืมมาเพื่อวัตถุประสงค์ทั่วไปและได้น ามาใช้จัดหาสินทรัพย์ที่
เข้าเงื่อนไข
-
หมายถึง เงินกู้ยืมทั้งหมดของกิจการที่ไม่รวมเงินกู้ที่กู้มาโดยเฉพาะ
การรวมต้นทุนการกู้ยืมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์
เงินที่กู้ยืมมาโดยเฉพาะเพื่อจัดหาสินทรัพย์ที่เข้าเงื่อนไข
-
ต้นทุนการกู้ยืมที่อนุญาตให้รวมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์ต้องเป็น
ต้นทุนการกู้ยืมที่เกิดขึ้นจริงในระหว่างงวดของเงินกู้นั้น
หัก
ด้วย
รายได้ที่เกิดจากการน าเงินกู้ยืมดังกล่าวไปลงทุนเป็นการชั่วคราว
การรวมต้นทุนการกู้ยืมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์
เงินที่กู้ยืมมาเพื่อวัตถุประสงค์ทั่วไปและได้น ามาใช้จัดหาสินทรัพย์ที่
เข้าเงื่อนไข
- ต้นทุนการกู้ยืมที่อนุญาตให้รวมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์ต้องค านวณโดย การคูณรายจ่ายของสินทรัพย์ด้วยอัตราการตั้งขึ้นเป็นราคาทุนของสินทรัพย์ - อัตราการตั้งขึ้นเป็นราคาทุนของสินทรัพย์ คือ อัตราถัวเฉลี่ยถ่วงน้ าหนักของ ต้นทุนการกู้ยืมที่เกิดขึ้นในงวดที่ไม่รวมต้นทุนการกู้ยืมของเงินกู้ยืมโดย เฉพาะเจาะจง - ต้นทุนการกู้ยืมที่รวมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์ในงวดต้องไม่เกินจ านวนการเริ่มต้นการรวมต้นทุนการกู้ยืมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์
ต้นทุนการกู้ยืมเริ่มบันทึกเป็นสินทรัพย์เมื่อเข้าเงื่อนไขทุกข้อดังนี้ - รายจ่ายเพื่อให้ได้สินทรัพย์มาได้เกิดขึ้น - มีต้นทุนการกู้ยืมเกิดขึ้น - สินทรัพย์อยู่ระหว่างเตรียมการเพื่อให้สินทรัพย์อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานตาม วัตถุประสงค์หรือพร้อมที่จะขาย (เป็นสินทรัพย์ที่เข้าเงื่อนไข)การหยุดพักการรวมต้นทุนการกู้ยืมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์
กิจการต้องหยุดพักการบันทึกต้นทุนการกู้ยืมเป็นสินทรัพย์เมื่อการด าเนินการ พัฒนาสินทรัพย์หยุดชะงักลงเป็นเวลาต่อเนื่อง ในกรณีที่เกิดการล่าช้าชั่วคราว หากการล่าช้าดังกล่าวเป็นสิ่งจ าเป็นที่จะท าให้ สินทรัพย์อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้ตามประสงค์หรือพร้อมที่จะขาย กิจการ สามารถรับรู้ต้นทุนการกู้ยืมในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ล่าช้านั้นเป็นราคาทุนของ สินทรัพย์ได้ ตัวอย่างเช่น กิจการต้องรอให้สินค้าที่อยู่ในกระบวนการผลิตมีความพร้อมที่จะ ด าเนินการขั้นต่อไป หรือช่วงระยะเวลาที่รอน้ าลดเพื่อท าการก่อสร้างสะพาน หาก ว่าระดับน้ าที่ขึ้นสูงถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามปกติระหว่างการก่อสร้างของภูมิภาค แถบนั้นการสิ้นสุดการรวมต้นทุนการกู้ยืมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์
กิจการต้องยุติการบันทึกรวมต้นทุนการกู้ยืมเป็นสินทรัพย์เมื่อการด าเนินการ ส่วนใหญ่ที่จ าเป็นในการเตรียมสินทรัพย์ให้อยู่ในสภาพพร้อมที่จะใช้งานได้ ตามวัตถุประสงค์หรือพร้อมที่จะขายได้เสร็จสิ้นลง ส าหรับสินทรัพย์ที่สร้างเสร็จเป็นบางส่วนและสามารถใช้งานได้ ในขณะที่ สินทรัพย์ส่วนอื่นยังอยู่ในระหว่างก่อสร้าง ให้หยุดรวมต้นทุนการกู้ยืมเฉพาะ ส่วนที่สร้างเสร็จ หากการด าเนินการที่ส าคัญนั้นได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ตัวอย่างเช่น การก่อสร้างอาคารหลายหลัง โดยอาคารแต่ละหลังสามารถใช้งาน ได้อิสระ การสร้างกระบวนการผลิตในโรงงานที่มีหลายแผนกหรือหลาย ขั้นตอนการเปิดเผยข้อมูล
งบการเงินต้องเปิดเผยข้อมูลทุกข้อดังนี้
นโยบายการบัญชีที่ใช้ส าหรับต้นทุนการกู้ยืม
จ านวนต้นทุนการกู้ยืมที่รวมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์ในระหว่าง
งวด
อัตราการตั้งขึ้นเป็นราคาทุนของสินทรัพย์ที่ใช้ค านวณต้นทุนการกู้ยืม
ที่อนุญาตให้รวมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์
วันถือปฏิบัติ
ถือปฏิบัติกับงบการเงินส าหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลัง
ตัวอย่างการรวมต้นทุนการกู้ยืมเป็นราคาทุน
1 ม.ค. 51 บริษัทท าสัญญาซื้อที่ดินเพื่อจัดสรรขาย โดยวางมัดจ า 500,000 บาท ก าหนดจ่ายเงินวันที่ 1 มี.ค. 51 2 ม.ค. 51 บริษัทด าเนินการกู้เงินจ านวน 10 ล้านบาท มีค่าใช้จ่ายในการกู้ยืมจ านวน 300,000 บาท 1 มี.ค. 51 บริษัทเบิกเงินกู้จากธนาคารน าเงินไปจ่ายค่าที่ดิน และเริ่มจ่ายดอกเบี้ย 7 เม.ย. 51 บริษัทท าการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินเพื่อปรับพื้นที่ 30 เม.ย. 51 บริษัทท าการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเสร็จแต่ยังมิได้ปรับพื้นที่ 31 ธ.ค. 51 บริษัทยังไม่ได้ปรับพื้นที่โดยให้เหตุผลว่าเศรษฐกิจไม่อ านวย จึงได้หยุดพัก โครงการไว้ก่อน โครงการดังกล่าวยังไม่ล้มเลิกและจะด าเนินการต่อทันที ที่ท าได้ หากบริษัทเลือกที่จะรวมต้นทุนการกู้ยืมเป็นราคาทุนของที่ดิน บริษัทสามารถท าได้โดยเริ่มจากตัวอย่างการสิ้นสุดการรวมต้นทุนการกู้ยืม
1 ม.ค. 51 บริษัทอยู่ในระหว่างการก่อสร้างอาคารพาณิชย์เพื่อให้เช่า 30 ม.ค. 51 การก่อสร้างอาคารพาณิชย์แล้วเสร็จพร้อมให้เช่า ขณะที่บริษัทยังต้อง ปรับปรุงเล็กน้อย เพื่อให้เสร็จสมบูรณ์เต็มที่ 1 พ.ค. 51 ผู้เช่ารายแรกท าสัญญาเช่า บริษัทสามารถรวมต้นทุนการกู้ยืมเป็นส่วนหนึ่งของราคาทุนของสินทรัพย์จนถึงวันที่ 30 ม.ค. 51 เนื่องจากการรวมต้นทุนการกู้ยืมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์ต้องสิ้นสุดลงเมื่อการ ด าเนินการส่วนใหญ่ที่จ าเป็นในการเตรียมสินทรัพย์ให้อยู่ในสภาพพร้อมที่จะใช้ได้ตาม ประสงค์หรือพร้อมที่จะขายได้เสร็จสิ้นลง ในที่นี้อาคารพาณิชย์มีสภาพพร้อมที่จะใช้ได้ตาม ประสงค์เมื่ออาคารพาณิชย์พร้อมที่จะให้เช่า ไม่ใช่เมื่อมีการเช่าตัวอย่างการรวมต้นทุนการกู้ยืมจากเงินกู้วัตถุประสงค์เฉพาะ
บริษัทท าสัญญากู้ยืมเงิน 20 ล้านบาทเพื่อก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ อัตราดอกเบี้ย 12% ต่อปี การก่อสร้างเริ่ม ณ วันที่ 1 มิ.ย. 25 51 บริษัทได้รับเงินกู้ 3 งวด ดังนี้ งวด วันที่ได้รับเงินกู้ จ านวนเงินกู้ (บาท) 1 1 มิ.ย. 51 4,000,000 2 1 ก.ย. 51 10,000,000 3 1 ธ.ค. 51 6,000,000 รวม 20,000,000ตัวอย่างการรวมต้นทุนการกู้ยืมจากเงินกู้วัตถุประสงค์เฉพาะ
บริษัทได้ช าระค่าก่อสร้างโรงงานไปบางส่วนแล้วจ านวน 15 ล้านบาท และได้น าเงินกู้ส่วนที่เหลือไป ลงทุนชั่วคราวได้รับผลตอบแทนทั้งสิ้น 300,000 บาท ต้นทุนการกู้ยืมที่อนุญาตให้รวมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์ค านวณได้ดังนี้ งวดที่ วันที่กู้ เงินกู้ (บาท) ดอกเบี้ยจ่าย (บาท) 1 1 มิ.ย. 51 4,000,000 4,000,000 x 12% x 7/12 = 280,000 2 1 ก.ย. 51 10,000,000 10,000,000 x 12% x 4/12 = 400,000 3 1 ธ.ค. 51 6,000,000 6,000,000 x 12% x 1/12 = 60,000 รวม 20,000,000 740,000 หัก ผลตอบแทนจากเงินลงทุนชั่วคราว 300,000 ต้นทุนการกู้ยืมที่อนุญาตให้รวมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์ ณ วันที่ 31 ธ.ค. 51 440,000ตัวอย่างการรวมต้นทุนการกู้ยืมจากเงินกู้วัตถุประสงค์ทั่วไป
บริษัทกู้ยืมเงินจากแหล่งเงินทุน 3 แหล่งในปี 2551 ดังนี้
เงินกู้ 10 ล้านบาท อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 10% ต่อปี กู้มา ณ วันที่ 1
ม.ค. 51
เงินกู้ 20 ล้านบาท อายุ 20 ปี อัตราดอกเบี้ย 8% ต่อปี กู้มา ณ วันที่ 1
เม.ย. 51
เงินเบิกเกินบัญชีธนาคารถัวเฉลี่ย 3 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยผันแปร
และมีดอกเบี้ยของเงินเบิกเกินบัญชีทั้งสิ้น 450,000 บาท
ตัวอย่างการรวมต้นทุนการกู้ยืมจากเงินกู้วัตถุประสงค์เฉพาะ
บริษัทมีราคาตามบัญชีของสินทรัพย์ที่เข้าเงื่อนไข ดังนี้
ยอดต้นงวด - 1 ม.ค. 50
0 บาท
เพิ่มขึ้นระหว่างงวด 6,000,000 บาท (รวมต้นทุนการกู้ยืมที่รวมเป็น
ราคาทุนจ านวน 700,000 บาท)
ยอดต้นงวด - 1 ม.ค. 51 6,000,000 บาท
เพิ่มขึ้นระหว่างงวด 16,000,000 บาท
ยอดปลายงวด - 31 ธ.ค. 51 22,000,000 บาท
ตัวอย่างการรวมต้นทุนการกู้ยืมจากเงินกู้วัตถุประสงค์เฉพาะ
อัตราการตั้งขึ้นเป็นทุนของปี 2551 ค านวณได้ดังนี้ เงินต้น (บาท) ดอกเบี้ย (บาท) เงินกู้ อายุ 5 ปี 10,000,000 10,000,000 x 10% = 1,000,000 เงินกู้ อายุ 20 ปี 20,000,000 20,000,000 x 8% x 9/12 = 1,200,000 เงินเบิกเกินบัญชีธนาคาร 3,000,000 450,000 รวมทั้งสิ้น 33,000,000 2,650,000 อัตราการตั้งขึ้นเป็นทุน 2,650,000 = 8.03% 33,000,000ตัวอย่างการรวมต้นทุนการกู้ยืมจากเงินกู้วัตถุประสงค์เฉพาะ
ต้นทุนการกู้ยืมค านวณได้ดังนี้
รายจ่ายโดยประมาณที่เชื่อถือได้ = (6,000,000 + 22,000,000)
/
2
= 14,000,000 บาท
ต้นทุนการกู้ยืมค านวณจากรายจ่ายโดยประมาณ
=
14
,
000
,
000
x
8.03%
= 1,124,200 บาท
ต้นทุนการกู้ยืมจ านวน 1,124,200 บาท น ามารวมเป็นราคาทุนของ
สินทรัพย์ทั้งจ านวน เนื่องจากมีจ านวนน้อยกว่าต้นทุนการกู้ยืมที่เกิดขึ้นจริง
จ านวน 2,650,000 บาท
มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 40 (ปรับปรุง 2552)
เรื่อง อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน
โดย
อาจารย์ดร.ศิรดา จารุตกานนท์
อาจารย์ประจ าสาขาการบัญชีและการเงิน คณะการจัดการและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยบูรพามาตรฐานการบัญชี เรื่อง อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน
วัตถุประสงค์ของมาตรฐานการบัญชี ขอบเขตของมาตรฐานการบัญชี นิยามของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน การจัดประเภทอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน การรับรู้รายการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน การวัดมูลค่ารายการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน การโอนอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน การจ าหน่ายอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน การเปิดเผยข้อมูล วันถือปฏิบัติวัตถุประสงค์
ก าหนดวิธีปฏิบัติทางบัญชีส าหรับอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนและ
ขอบเขต
ก าหนดการรับรู้รายการ การวัดมูลค่า และการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับ อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน มาตรฐานการบัญชีฉบับนี้ครอบคลุมถึง - การวัดมูลค่าของส่วนได้เสียของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนที่ถือไว้ ภายใต้สัญญาเช่าการเงินในงบการเงินของผู้เช่า และการวัดมูลค่าของ อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนในงบการเงินของผู้ให้เช่าตามสัญญาเช่า ด าเนินงานขอบเขต (ต่อ)
มาตรฐานการบัญชีฉบับนี้ไม่ถือปฏิบัติกับรายการทุกรายการ
ดังต่อไปนี้
สินทรัพย์ทางชีวภาพที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเกษตร (ดูมาตรฐาน การบัญชีฉบับที่ 41 เรื่อง เกษตรกรรม (เมื่อมีการประกาศใช้)) สัมปทานเหมืองแร่ ทรัพยากรแร่ เช่น น้ ามัน ก๊าซธรรมชาติ และ ทรัพยากรธรรมชาติอื่นที่คล้ายคลึงกันซึ่งไม่สามารถสร้างทดแทนขึ้นได้นิยาม
อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน หมายถึง อสังหาริมทรัพย์ (ที่ดิน หรืออาคาร หรือส่วนของอาคาร) ที่ถือครองโดยเจ้าของหรือผู้เช่าภายใต้สัญญาเช่าการเงิน เพื่อหาประโยชน์จากรายได้ค่าเช่า หรือจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่าของสินทรัพย์ หรือทั้งสองอย่าง ทั้งนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อ - ใช้ในการผลิตหรือจัดหาสินค้าหรือให้บริการ หรือใช้ในการบริหารงาน ของกิจการ - ขายตามปกติของธุรกิจตัวอย่างของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน
ที่ดินที่กิจการถือครองไว้เพื่อหวังก าไรจากการเพิ่มมูลค่าของที่ดินนั้นในระยะยาว ที่ดินที่กิจการถือครองไว้โดยที่ปัจจุบันยังมิได้ระบุวัตถุประสงค์ของการใช้ใน อนาคต อาคารที่กิจการเป็นเจ้าของ (หรืออาคารที่กิจการครอบครองภายใต้สัญญาเช่า การเงิน) และให้เช่าต่อด้วยสัญญาเช่าด าเนินงาน (ไม่ว่าจะเป็นหนึ่งสัญญาหรือ มากกว่าหนึ่งสัญญา) อาคารที่ยังไม่มีผู้เช่าซึ่งกิจการถือครองเพื่อให้เช่าต่อภายใต้สัญญาเช่าด าเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นหนึ่งสัญญาหรือมากกว่าหนึ่งสัญญาเช่า อสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างหรือพัฒนาเพื่อใช้เป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อตัวอย่างที่ไม่ถือเป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน
อสังหาริมทรัพย์ที่กิจการมีไว้เพื่อขายในการด าเนินงานปกติหรืออยู่ใน ขั้นตอนการก่อสร้างหรือพัฒนาเพื่อขาย อสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง หรือพัฒนาให้บุคคลอื่น อสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้ใช้งาน รวมถึงที่ถือครองเพื่อใช้ภายในกิจการใน อนาคต อสังหาริมทรัพย์ที่ถือครองเพื่อการพัฒนาในอนาคตและน ามาใช้งาน ในเวลาต่อมา อสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ประโยชน์โดยพนักงาน และ อสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้ใช้งานรอการจ าหน่าย อสังหาริมทรัพย์ที่ให้กิจการอื่นเช่าภายใต้สัญญาเช่าการเงินการจัดประเภท
อสังหาริมทรัพย์บางอย่างประกอบด้วยส่วนที่กิจการถือไว้เพื่อหาประโยชน์ จากรายได้ค่าเช่าหรือจากการเพิ่มมูลค่าของสินทรัพย์ และส่วนที่กิจการถือ ครองเพื่อใช้ในการผลิตสินค้าหรือการจัดหาสินค้าหรือการให้บริการ หรือ เพื่อวัตถุประสงค์ในการบริหารงาน ถ้าแต่ละส่วนสามารถแยกขาย (หรือแยกให้เช่าภายใต้สัญญาเช่าการเงิน) กิจการต้องบันทึกส่วนต่างๆ แยกจากกัน ถ้าไม่สามารถแยกส่วนขายได้ กิจการจะบันทึกอสังหาริมทรัพย์เป็น อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนได้ต่อเมื่อสัดส่วนของอสังหาริมทรัพย์ที่ กิจการถือไว้เพื่อใช้ในการผลิตสินค้าหรือจัดหาสินค้าหรือให้บริการ หรือ เพื่อวัตถุประสงค์ในการบริหารงานนั้นไม่มีนัยส าคัญการจัดประเภท (ต่อ)
ในบางกรณี กิจการให้บริการเสริมอื่นๆ แก่ผู้ครอบครองสินทรัพย์ของกิจการ กิจการจัดประเภทอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนได้ หากบริการเสริมนั้นเป็นส่วนประกอบที่ไม่มีนัยส าคัญในการจัดการโดยรวม ตัวอย่างเช่น การที่เจ้าของอาคารส านักงานจัดให้มียามรักษาความปลอดภัย และการบริการบ ารุงรักษาให้แก่ผู้เช่าที่ใช้อาคารส านักงานนั้น ในกรณีอื่นๆ ซึ่งการบริการที่ให้ถือเป็นส่วนที่มีนัยส าคัญ ตัวอย่างเช่น ถ้า กิจการเป็นเจ้าของและเป็นผู้บริหารจัดการโรงแรม บริการต่างๆ ที่ให้กับแขก ที่เข้าพักถือเป็นองค์ประกอบที่ส าคัญของการจัดการในภาพรวม ดังนั้น โรงแรมที่บริหารโดยเจ้าของถือเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้ใช้งานไม่ใช่ อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนการจัดประเภท (ต่อ)
ในบางกรณี กิจการอาจเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ให้เช่าและถูกใช้ งาน โดยบริษัทแม่ หรือบริษัทย่อยอื่นของกิจการ ในงบการเงินรวม: ไม่ถือเป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนของ กิจการเหล่านั้น ในงบการเงินเฉพาะของกิจการ: ถือเป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน ถ้าอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นไปตามค านิยามการรับรู้รายการ
กิจการต้องรับรู้อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนเป็นสินทรัพย์ เมื่อเข้าเงื่อนไขทุก ข้อ ดังนี้ - มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่กิจการจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ ในอนาคตจากอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน - สามารถวัดราคาทุนของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนได้อย่างน่าเชื่อถือการวัดมูลค่าเมื่อรับรู้รายการ
กิจการต้องวัดมูลค่าเริ่มแรกของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการล�